ผู้ประกอบการท่าเรือ-สายเรือดิ้นสู้ปรับกลยุทธ์ตั้งรับ เทรนด์แข่งขันดุเดือดลดค่าเฟรทกว่า 50% ชิงลูกค้า ยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่รุกพัฒนาคน-ไอที
วิกฤติเศรษฐกิจทวีความรุนแรงอย่างไม่ลดละ แค่เดือนแรกของปี 2552 สินค้าผ่านท่าเรือทั้งรัฐและเอกชนลดลงกว่า 20% นับว่าเป็นวิกฤติที่รุนแรงที่สุดในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยได้แค่รอความหวังให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ด้านผู้ประกอบการท่าเรือ-สายเรือเร่งปรับกลยุทธ์เตรียมพร้อมรองรับสินค้าที่คาดว่าจะมีมากขึ้น เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสรุกพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างหนัก ทั้งด้านไอที บุคลากร
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น และวิกฤติเศรษฐกิจลุกลามจนเกินแก้ไข ตัวเลขการส่งออกอาจจะติดลบถึง 5% ทั้งนี้ สิ่งที่สามารถทำได้คือภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมการส่งออก รวมถึงช่วยผู้ส่งออกในการขยายตลาด เชื่อว่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นมาได้...
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกมาระบุว่า แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2552 นี้ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะไม่อยู่ในภาวะติดลบอย่างแน่นอน ซึ่งจากประมาณการของ 3 หน่วยงาน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวที่ 0-2%
สาเหตุหลักที่ สศค. เชื่อว่าจีดีพีจะไม่ติดลบเนื่องจากประเทศต่างๆ ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐฯ ได้ใช้งบประมาณกว่า 8.2 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 6% ของจีดีพีสหรัฐฯ มากระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนญี่ปุ่นใช้ 5.39 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 12.3% ของ GDP ด้านจีนใช้งบ 5.85 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 17.9% ของ GDP สำหรับสิงคโปร์ ซึ่งคล้ายกับไทยที่ติดลบไตรมาส 4 ใช้ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 8.4% ของ GDP ขณะที่ไทยใช้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 5% ของ GDP
เทรนด์ส่งออก 52 ส่อเค้าดิ่งลงเหว สายเรือลำบาก-ค่าระวางลดลงกว่า 50%
วิกฤติเศรษฐกิจบานปลาย ยอดส่งออกดิ่งลงเหว สายเรือลำบากสินค้าลด-ระวางมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเฟรทลดลงถึงกว่า 50% หลายสายเรือแก้ปัญหาปรับลดเที่ยวเรือ-ใช้ feeder ส่งเรือแม่ที่สิงคโปร์
วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลกระทบกับทุกอุตสาหกรรม ทำให้ยอดการนำเข้าส่งออกลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายรายจำต้องลดกำลังการผลิตและลดจำนวนพนักงานลง ซึ่งจากตัวเลขการส่งออกที่สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ (BSAA) ได้รวบรวมไว้ระบุว่า ในปี 2008 ปริมาณสินค้าผ่านท่าทั้งท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพฯ และท่าเรือเอกชน มีตู้ส่งออก 3.3 ล้านทีอียู เมื่อเทียบกับปี 2007 นับว่าเติบโตเพียง 3.4% เท่านั้น
ในขณะที่ปี 2007 เปรียบเทียบกับปี 2006 เติบโตถึง 11% ทั้งนี้ พบว่าในเดือนธันวาคม 2008 ตัวเลขการส่งออกติดลบเกือบ 11% ที่นับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ของตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกไทยที่มีอัตราการเติบโตลดลง ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ขาเข้าในปี 2008 โตประมาณ 17% แต่ในช่วงเดือนธันวาคมติดลบประมาณ 4%
จากวิกฤติที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสายเรืออย่างหนัก เนื่องจากปริมาณสินค้าลดลงแต่ระวางกลับมีมากขึ้น เนื่องจากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้สายเรือหลายสายสั่งต่อเรือเพิ่ม เพราะคาดหวังว่าตลาดจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะขณะนั้นเศรษฐกิจดีมีการส่งออกนำเข้าปริมาณมาก แต่ขณะนี้เหตุการณ์กลับพลิกผันสินค้ามีปริมาณลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายบริษัทได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ทำให้เกิดปัญหามีเรือใหม่มากขึ้นแต่ปริมาณสินค้าไม่โตอย่างที่คาดหวัง ส่งผลให้ปี 2552 เป็นปีที่สายเรือลำบากมาก คุณสุวัฒน์ อัศวทองกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท CMA CGM (ประเทศไทย) จำกัด สายเรือชั้นนำของโลก กล่าว
จากการที่ปริมาณสินค้าน้อย ดังนั้นบริษัทเรือจึงต้องแก้ปัญหาโดยการปรับลดเที่ยวเรือลง โดยจากเดิมวิ่งสัปดาห์ละ 4-5 เที่ยว ปรับลดลงเหลือ 2-3 เที่ยวต่อสัปดาห์ ซึ่งจากภาวะการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สายเรือมีการแข่งขันกันมากขึ้น โดยคุณสุวัฒน์ บอกว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้ภาพรวมการแข่งขันของสายเรือมีการแข่งขันกันสูงมาก เพราะปริมาณสินค้ามีน้อย ดังนั้นแต่ละบริษัทจึงแข่งกันแย่งสินค้า ทำให้อัตราค่าระวางปรับลดลงมากกว่า 50% คิดว่าตอนนี้มาถึงจุดต่ำสุดที่ทุกคนต้องอยู่ในภาวะขาดทุน
ปรับกลยุทธ์องค์กรไอทีเสริมทัพ –เร่งพัฒนาบุคลากร
ที่ผ่านมา สายเรือ CMA CGM ได้ลงทุนขยายกองเรือและพัฒนาประสิทธิภาพบริการ โดยได้สั่งต่อเรือใหม่กว่า 70 ลำ เพิ่มเติมจากกองเรือปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งหมด 385 ลำ ซึ่งนับว่าเป็นกองเรือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และนอกจากมีกองเรือที่มีขนาดใหญ่แล้ว ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายการบริการเพื่อให้ครบวงจรมากขึ้น โดยได้ลงทุนบริหารท่าเรือน้ำลึกที่จีน เวียดนาม ฝรั่งเศส อเมริกาเหนือ ทั้งยังมีการลงทุนเรื่องขนส่งทางรถไฟที่ยุโรป ทำให้ CMA CGM ก้าวสู่ผู้ให้บริการที่ครบวงจร สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ สามารถส่งสินค้าถึงประตูโรงงาน (Door delivery) ของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัท CMA CGM (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นตัวแทนของสายเรือ CMA CGMในประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างมาก มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2008 มีการขนส่งสินค้าขาออกถึง 1 แสนทีอียู เพิ่มจากปี 2007 ซึ่งขนส่งสินค้าขาออกกว่า 7 หมื่นทีอียู เพิ่มขึ้นประมาณ 30% ส่วนขาเข้าในปี 2008 เพิ่มขึ้นจากปี 2007 เกือบ 50% นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ โดยเพิ่มเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-ตะวันออกกลาง และเส้นทางแหลมฉบัง-เมดิเตอร์เรเนียน นับว่าประสบความสำเร็จทั้งด้านการขยายฐานลูกค้า-เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด แต่เมื่อการส่งออกลดลงทำให้ต้องหยุดวิ่งในเส้นทางดังกล่าวชั่วคราว เนื่องจากปริมาณสินค้าบรรทุกลงเรือน้อยซึ่งไม่คุ้มค่าใช้จ่าย ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ ไม่มีเรือแม่วิ่งตรงจากแหลมฉบังแล้ว แต่ใช้การขนส่งโดยเรือ Feeder จากแหลมฉบังไปต่อเรือแม่ที่ Port Kelang ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นฮับพอร์ตของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณสุวัฒน์ กล่าว
สำหรับกลยุทธ์หลักในปีนี้บริษัทฯ ยังเน้นเรื่องคุณภาพการบริการ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและถูกต้อง โดยมีการลงทุนปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ให้ดีขึ้น สามารถให้บริการได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น มีกระบวนการทำงานสั้นลง พร้อมทั้งนำระบบคิวมาใช้จัดระบบการปล่อยเอกสารใบตราส่ง (B/L) และใบสั่งปล่อยสินค้า (D/O) ให้รวดเร็วขึ้นและทำให้สามารถดึงข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ทุกวันว่าวันนี้ปล่อยเอกสารกี่ชุด และพนักงานแต่ละคนใช้เวลาในการทำงานเท่าไร ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำมาปรับปรุงเรื่องความรวดเร็วในการให้บริการต่อไป
"นับเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน โดยในปีนี้บริษัทฯ มุ่งขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทขนาดกลาง ซึ่งมองว่าบริษัทฯ ยังมีโอกาสอยู่อีกมาก เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทผู้ส่งออกอยู่กว่า 3,000-4,000 ราย แต่มีบริษัทที่เป็นลูกค้าประจำของเราเพียง 200-300 รายเท่านั้น เชื่อว่าบริษัทฯ ยังสามารถขยายตลาดออกไปได้อีกมาก
“สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือคือ ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือภาคการส่งออก เพราะหากการส่งออกฟื้นตัว ก็จะส่งผลต่อทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจสายเรือที่จะมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรเน้นเรื่องการส่งเสริมการส่งออก ช่วยผู้ส่งออกให้ขยายตลาดกว้างขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งพัฒนาบุคลากรทางด้านโลจิสติกส์และพานิชยนาวี ให้มีความรู้ความเข้าใจ ซึ่งขณะนี้ตลาดยังมีความต้องการบุคลากรด้านโลจิสติกส์อยู่อีกมาก” คุณสุวัฒน์ กล่าวในตอนท้าย
แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรงเพียงใด แต่สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดในภาวะการณ์เช่นนี้ คือ ต้องเป็นผู้ที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพบริการอย่างไม่หยุดนิ่ง ทั้งต้องมีความยืดหยุ่นในการให้บริการ เพื่อสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.