
ปัจจุบันธุรกิจ SMEs (Small and Medium Enterprises) หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมถือได้ว่ามีบทบาทอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของประเทศถึง 38% หรือหากเทียบกับความสำคัญของ SMEs ต่อเศรษฐกิจในระดับโลกแล้ว ถือได้ว่ามีสัดส่วนถึง 65% ต่อจีดีพีของโลกเลยทีเดียว
ภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งตั้งหน่วยงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ภาครัฐควรจะออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานสินค้าที่ขายในประเทศให้เท่ากับสินค้าส่งออก เพื่อให้ยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างเช่น จีน เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศในเอเชีย ต่างก็ออกมาตรการสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกับมาตรการสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้านานาประเทศ
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. กล่าวว่า ในปี 2553 สสว.จะใช้งบประมาณกว่า 800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้ SMEs มีความพร้อมเข้าสู่การแข่งขันในการเปิดเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟตา ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าการส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 170,000 ล้านบาท รวมทั้งการสร้าง SMEs รายใหม่ไม่ต่ำกว่า 60,000 ราย พร้อมกันนี้ยังจะช่วยเหลือให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2554 สสว.จะใช้งบประมาณอีกกว่า 1,000 ล้านบาท ดำเนินการตามยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งและพัฒนาศักยภาพ SMEs
ด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ เตรียมยื่นเพิ่มประเภทกิจการส่งเสริมการลงทุนสำหรับ SMEs จาก 10 ประเภท เป็น 50 ประเภท เปิดโอกาสใช้สิทธิประโยชน์มากขึ้น
นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เสนอมาตรการปรับปรุงแนวทางส่งเสริมการลงทุนสำหรับ SMEs ด้วยการเพิ่มประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริม จากเดิมมี 10 ประเภทกิจการ เพิ่มเป็น 50 ประเภทกิจการ และเพิ่มขนาดการลงทุน เน้นธุรกิจ SMEs ในอุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เกษตรแปรรูป ได้มีโอกาสรับสิทธิประโยชน์จากจากบีโอไอมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ SMEs ที่ต้องการนำเครื่องจักรเก่ามาปรับปรุงกระบวนการผลิต เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอด้วย โดยจะเสนอมาตรการจูงใจคนไทยให้ไปลงทุนยังต่างประเทศ
ปัญหาและข้อจำกัดของ SMEs
1. ด้านการตลาด SMEs ส่วนใหญ่มักตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศ ซึ่งยังขาดความรู้ความสามารถในการค้ากับตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมขนส่งตลอดจนการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ รวมทั้งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันกับสินค้าในประเทศที่ผลิตโดยกลุ่ม SMEs มากขึ้น
2. ขาดแคลนเงินทุน SMEs มักประสบปัญหาการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อมาลงทุนหรือขยายการลงทุนหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบและขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง
3. ด้านแรงงาน แรงงานที่ทำงานใน SMEs จะมีปัญหาการเข้าออกสูง เมื่อมีฝีมือและมีความชำนาญมากขึ้นก็จะย้ายออกไปทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบบและผลตอบแทนที่ดีกว่า จึงทำให้คุณภาพของแรงงานไม่สม่ำเสมอ การพัฒนาไม่ต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า
4. ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิต โดยทั่วไป SMEs มักใช้เทคนิคการผลิตที่ไม่ซับซ้อนเนื่องจากการลงทุนต่ำ และผู้ประกอบการหรือพนักงานขาดความรู้พื้นฐานที่รองรับเทคนิควิชาที่ทันสมัย จึงทำให้ขาดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่ดี
5. ข้อจำกัดด้านการจัดการ SMEs มักขาดความรู้ในการจัดการหรือการบริหารที่มีระบบใช้ประสบการณ์จากการเรียนรู้ เมื่อกิจการเริ่มขยายตัวหากไม่ปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีระบบก็จะเกิดปัญหาเกิดขึ้นได้
6. การเข้าถึงบริการการส่งเสริมของรัฐ SMEs จำนวนมากเป็นการจัดตั้งกิจการที่มีรูปแบบไม่เป็นทางการ เช่น ผลิตตามบ้านผลิตในลักษณะโรงงานห้องแถวไม่มีการจดทะเบียนโรงงาน ทะเบียนพาณิชย์ หรือทะเบียนการค้า ดังนั้นจึงค่อนข้างปิดตัวเองในการเข้ามาใช้บริการของรัฐ
7. ข้อจำกัดด้านบริการส่งเสริมพัฒนาของภาครัฐและเอกชน การส่งเสริมพัฒนา SMEs ที่ผ่านมาได้ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบกับข้อจำกัดของหน่วยงานดังกล่าว เช่น ในเรื่องบุคลากร งบประมาณ จำนวนสำนักงานสาขาภูมิภาคการให้บริการส่งเสริมสนับสนุนด้านต่าง ๆ จึงไม่อาจสนองตอบได้ทั่วถึงและเพียงพอ
8. ปัญหาข้อจำกัดในการรับรู้ข่าวสารข้อมูล เนื่องจากปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ ข้างต้น SMEs โดยทั่วไปจึงค่อนข้างมีจุดอ่อนในการรับรู้ข่าวสารด้านต่างๆ เช่น นโยบายและมาตรการของรัฐ ข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด ฯลฯ
SME Bank กู้วิกฤตสภาพคล่อง SME
หนุนกลุ่มแม่บ้านอ่างทองผลิตงานกระเป๋า OTOP สี่ดาว
ธุรกิจขนาด SME เป็นทั้งโครงการในฝันของใครต่อใครหลายคนหลายกลุ่ม แต่เพื่อบรรลุฝันนั้นก็ต้องอาศัยความสามารถและความอดทนในการพยายามเอาชนะปัญหาและอุปสรรคอยู่ไม่น้อย คำตอบหนึ่งในการประกอบการธุรกิจ SME ก็คือการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้นมาร่วมกันลงขัน หรืออยู่ภายใต้การนำของคนใดคนหนึ่ง เพื่อช่วยกันดำเนินกิจการไปด้วยกัน ทำนองหลายหัวดีกว่าหัวเดียว อย่างแค่ในจังหวัดอ่างทองเพียงจังหวัดเดียวก็มีกลุ่มแม่บ้านถึงกว่า 300 กลุ่ม และหนึ่งในนั้นก็คือ กลุ่มของคุณบุญมาก วิริยะพันธ์ แห่งบ้านบางตาแผ่น ตำบลบ้านแห อำเภอเมือง ซึ่งขึ้นชื่อในผลิตภัณฑ์กระเป๋าจักสานผสมหนังที่สร้างสรรค์งานคุณภาพผสมผสานกับการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์จนได้รางวัล OTOP สี่ดาวมาครอง
แม้ว่าอาชีพหลักของแม่บ้านวัย 58 ปีท่านนี้คือ การทำสวนกล้วย สวนไผ่หวาน แต่รายได้เสริมจากการทำกระเป๋าถือสุภาพสตรีและกระเป๋าสตางค์สุภาพบุรุษก็สร้างรายได้ให้กับคุณบุญมากได้ถึงกว่า 2 แสนบาทต่อปีในช่วงที่ขายดี เหลือเป็นกำไรร่วมแสนบาทเช่นกัน แม้แต่ช่วงเศรษฐกิจไม่ค่อยดีในปีที่ผ่านมาก็ยังขายได้ทั้งปีรวม 9 หมื่นบาท เหลือเก็บ 3-4หมื่นบาท เฉกเช่นเดียวกันกับแม่บ้านที่ร่วมอยู่ในกลุ่ม
"แรกเริ่มดิฉันเป็นลูกมือคนอื่นมาก่อนที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยอาศัยประสบการณ์ในการทำมากว่า 40 ปี ก็เลยสามารถพัฒนาฝีมือ จนสามารถแยกออกมาสร้างกิจการของตัวเองได้" คุณบุญมากเล่าถึงที่มาให้ฟัง "หลังจากประสบความสำเร็จถึงขั้นห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆยอมรับในฝีมือและคุณภาพจนมีลูกค้าประจำติดตัว ก็ได้คิดที่จะโยกย้ายมาสร้างฐานการผลิตของเราเองที่อ่างทอง บ้านเกิด พร้อมกันกับที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่บ้านในชุมชนให้จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้นมา เพื่อเป็นการสร้างงานและหัดให้พวกแม่บ้านใช้เวลาว่างจากงานเรือกสวนไร่นาที่เป็นงานประจำให้เป็นประโยชน์ "
นอกจากจะอาศัยลูกค้าเก่าแล้ว แม้ว่าจะไม่มีหน้าร้านของกลุ่มเป็นที่เป็นทาง แต่ทางกลุ่มแม่บ้านของคุณบุญมากก็หมั่นไปออกร้านตามงานแสดงสินค้า โดยเฉพาะงานประจำจังหวัดต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะในงาน OTOP ต่างๆ ที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องเห็นกระเป๋าฝีมือดีของกลุ่มคุณบุญมากอยู่เสมอ
หลักจากได้รางวัล OTOP สามดาวในปี 2547 และพัฒนาจนได้สี่ดาวไนปี 2549 คุณบุญมากและลูกทีมกว่า 20 คน ก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะปรับปรุงจนได้ห้าดาวให้ได้ ด้วยเหตุที่ขาดแคลนจักรเย็บผ้าและอุปกรณ์อื่นๆ มาช่วยขยายกำลังการผลิต จึงนำมาสู่การตัดสินใจกู้เงินจาก SME Bankในที่สุด
"แม้ว่าเราจดทะเบียนเป็นแค่กลุ่มแม่บ้าน ไม่ได้ทำในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด ก็ไม่ทำให้มีปัญหาในการกู้จาก SME Bank แต่อย่างใดเลย ซึ่งก็เพิ่งกู้เมื่อปีที่แล้วนี้เอง เป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท จากคำแนะนำของคนที่รู้จัก กระบวนการกู้ก็ง่ายมาก มีเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมที่กลุ่มแค่ครั้งสองครั้งก็อนุมัติให้แล้ว การติดต่อก็สะดวก เพราะธนาคารมีสาขาในอ่างทอง แถมยังเอาผลงานของดิฉันไปโชว์ที่สำนักงานของธนาคารที่สาขาอ่างทองอีกด้วย นอกจากนี้เนื่องจากเป็นลูกค้าชั้นดีส่งดอกเบี้ยสม่ำเสมอไม่ขาด ยอดเงินที่ต้องส่งต่อเดือนก็มีจำนวนลดงเรื่อยๆ จากราว 4 พันบาทตอนแรกได้เหลือราว 2 พันบาทเท่านั้น"
นอกจากฝึกลูกทีมแล้ว คุณบุญมากยังรับเป็นวิทยากรสอนงานจักสาน และขึ้นรูปตัดเย็บเป็นกระเป๋า และผลิตภัณฑ์ต่างๆให้กับที่ต่างๆโดยไม่หวงวิชา สำหรับผู้ที่อยากริเริ่มประกอบธุรกิจแบบ SMEบ้าง คุณบุญมากแนะเคล็ดว่าต้องค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยการหมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ และกล้าลองผิดลองถูกในการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ใหม่ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหมั่นมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า คอยรับฟังคำติชม รวมถึงคำแนะนำจากพวกเขา หลายสิ่งคุณบุญมากก็ได้แนวคิดมาจากลูกค้าประจำนี่เอง
กลุ่มผลิตภัณฑ์กระเป๋าจักสานผสมเครื่องหนัง
บ้านบางตาแผ่น ต.บ้านแห อ.เมือง จ.อ่างทอง 14000
โทรศัพท์ 082-234-3553
















Leave a comment :