Switch to: uk
10 February 2012 13:11PM

ฤๅ เวียดนามจะแซงไทย แซงเมื่อไร ?

23 Apr 10 ,  prachachat.net
  • 0

เวียดนามจะพัฒนาประเทศตามทันไทยหรือแซงไทยหรือไม่และเมื่อไร

ดูเหมือนว่าจะเป็นหนึ่งในคำถามที่มีผู้ถามมากที่สุดว่าเวียดนามจะพัฒนาประเทศตามทันหรือแซงไทยได้ไหม ถ้าใช่จะใช้ระยะเวลากี่ปี

มีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นที่แตกต่าง หลากหลาย บนสมมติฐาน และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

บ้างก็ว่าคงอีก 20 ปีเป็นอย่างน้อย เพราะสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานยังห่างไกลจากไทยมาก ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ขนาดทางหลวงหมายเลข 1 (Highway No.1) ซึ่งถือว่าดีที่สุดในขณะนี้ วิ่งจากฮานอยมาถึงโฮจิมินห์ซิตีก็ยังเป็นถนนแค่ 4 ช่องจราจรแบบวิ่งสวนทางกันเท่านั้น อัตราความเร็วถัวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-50 ก.ม.ต่อ ช.ม. รถไฟก็ยังไม่พัฒนา วิ่งจากฮานอยมาโฮจิมินห์ซิตีระยะทาง 1,555 ก.ม. ต้องใช้เวลาระหว่าง 30-40 ช.ม. สะพานที่ยังขาดแคลนอีกมาก โรงไฟฟ้าที่ยังขาดแคลนไม่เพียงพอ แรงงานที่มีฝีมือก็ยังขาดแคลน

 

ดังนั้น อย่างน้อยต้องอีก 20 ปี หรือมากกว่าจึงจะตามทัน หรือใกล้เคียงไทย

แต่ก็มีไม่น้อยที่คิดว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีทรัพยากรที่หลากหลาย มีประชากรที่มีคุณภาพ อีกไม่นานประมาณ 10 ปี หรือกว่านั้นเล็กน้อยเวียดนามก็อาจตามทันไทย

 

สำหรับผู้เขียนเอง ซึ่งทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในเวียดนามกว่า 10 ปี (1996-2006) ได้เห็นพัฒนาการของเวียดนามตั้งแต่ยัง ล้าหลังมาก ๆ บ้านเมืองยังไม่สะอาด ขาดแคลนแทบจะทุกสิ่งทุกอย่างจนกระทั่งก้าวหน้ามาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

 

มีความเห็นว่าภายในระยะเวลา 10 ปีหรือกว่านั้นเล็กน้อย เวียดนามจะแสดงให้เราได้เห็นถึงศักยภาพที่น่าเกรงขามและจะเจริญใกล้เคียงกับประเทศไทย หรืออาจก้าวหน้ากว่าไทยใน บางแขนงด้วยซ้ำ

เหตุผลหลักก็คือ

 

ด้านการเมือง การมีรัฐบาลที่มั่นคง การเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามคอร์รัปชั่นการก้าวทันไทยนั้น ที่แน่ ๆ ก็คือ เวียดนามต้องพัฒนาตนเองขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดเจนว่าเวียดนามพัฒนาขึ้นมาอย่างสม่ำเสมอและเข้มแข็ง และอย่างชาญฉลาด จีดีพีถัวเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมาเกินกว่าร้อยละ 7

 

สำหรับปีนี้ (2009) ที่หลาย ๆ ประเทศรวมทั้งไทยต่างติดลบ ไทยติดลบร้อยละ 2.3 แต่เวียดนามก็ยังเติบโตร้อยละ 5.3 และตั้งเป้าปีหน้าจะบรรลุร้อยละ 6.5

 

แต่ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ขึ้นอยู่กับการพัฒนาของไทยด้วยว่า ก้าวไปอย่างไร สม่ำเสมอ หรือแบบสะดุดเป็น ระยะ ๆ ดังจะเห็นได้ว่า 10 ปีที่ผ่านมา เรามีรัฐบาลถึง 6 คณะ นโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทะเลาะเบาะแว้ง หาความสามัคคีไม่ค่อยเจอ และยังมองไม่ค่อยเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย ในขณะที่ 23 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็ง การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเดินตามแนวทางสังคมนิยมแบบจีน โดยเลือกเฉพาะที่จีนได้ทดลองใช้และประสบความสำเร็จ สามารถนำมาใช้ได้เหมาะสมกับสังคมเวียดนาม

 

ใครจะคาดคิดบ้างว่า เวียดนามเมื่อเปิดประเทศใหม่ ๆ เมื่อปี 1986 ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการคอร์รัปชั่นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย ปัจจุบันจากการเอาจริงของรัฐบาลโดยเฉพาะการสั่งจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ฐานยักยอกเงินบริจาค ปัจจุบันปรากฏว่าอันดับคอร์รัปชั่นของเวียดนามดีกว่าไทย คือไทยอยู่อันดับที่ 15 เท่ากับอินโดนีเซีย ในขณะที่เวียดนามตีขึ้นมาอยู่อันดับที่ 12

 

นึกแล้วก็รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง โครงการแทบทุกโครงการของไทยล้วนมีแต่การทุจริต

ในขณะที่เวียดนามไม่ค่อยมีข่าวใหญ่ที่ติดลบ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเวียดนามก็ยังควบคุมสื่ออยู่ แต่โดยภาพรวมแล้วการคอร์รัปชั่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

มีนักธุรกิจไทยที่ทำมาหากินในเวียดนามเปรียบเทียบการคอร์รัปชั่นของไทยกับเวียดนามไว้อย่างน่าฟังว่า

 

"ของไทยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะถามพ่อค้าว่า จะเอาราคาเท่าไร แล้วตัวเองก็บวกผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวกลงไป แล้วให้พ่อค้าเสนอราคารวบยอดมาโดยจะล็อกสเป็กให้ อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข ของที่ควรจะราคา 15 บาทต่อหน่วยก็กลายเป็น 120 บาท เป็นต้น

ในขณะที่เวียดนามจะถามพ่อค้าว่าจะเสนอราคาเท่าไร ถ้าพ่อค้าเสนอว่า 20 บาท เขาจะบอกพ่อค้าว่า เขาจะเอา 4 บาท ให้พ่อค้าเสนอเท่าเดิม แต่จะได้จริงแค่ 16 บาท อย่างนี้เป็นต้น (คือตัดกำไรลง) เพราะ ฉะนั้นของเวียดนามจะเสียหายน้อยกว่า ราคาอาจจะสูงไปบ้างแต่ก็ไม่น่าเกลียด

 

นักธุรกิจบางท่านบอกว่า นักการเมืองเวียดนามมีความรักชาติมากกว่านักการเมืองไทยก็เห็นจะจริง การกระทำที่จะมีผลกระทบกับประเทศชาติและประชาชนโดยรวม เขาจะละเว้นไม่มูมมาม ยกตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้เปิดห้างค้าส่ง เช่น เมโทร (ลักษณะเดียวกับโลตัส แม็คโคร คาร์ฟูร์ ของเรา) เขาก็ไม่ยอมให้เปิดในเมือง อนุญาตให้เปิดนอกเมือง ผู้ซื้อต้องเป็นสมาชิกและต้องเป็นลักษณะค้าส่ง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อร้านค้าปลีก การเปิดแต่ละแห่งใหม่ก็ต้องมีการขอความเห็นชอบจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้น ๆ ด้วย และด้วยวิธีการนี้ผู้ค้าส่งรายใหญ่ และค้าปลีกรายเล็กรายน้อยก็สามารถอยู่ร่วมกันได้

 

กล่าวโดยสรุป ด้านการเมืองเวียดนามมั่นคงและดีกว่าไทยค่อนข้างมาก และจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ในขณะที่ไทยมีแต่ตัวถ่วง !

Leave a comment :