การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนภายในองค์กรเพื่อระบุที่มาสินค้าจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมความพร้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ 9-11 หรือการโจมตีตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ของผู้ก่อการร้ายได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและสินค้าระหว่างประเทศไปจากเดิมเป็นอย่างมาก
ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาได้ริเริ่มโครงการ Trade Security อาทิ Container Security Initiative (CSI), Container Scanning, 24 Hrs Rule และ Customs Trade Partnership Against Terrorism (C-TPAT) เพื่อป้องกันอันตรายจากการก่อการร้ายในสินค้าที่นำเข้าไปยังประเทศของตนเอง
ขณะที่สหภาพยุโรปได้รับมือกับระเบียบดังกล่าวโดยการพัฒนามาตรการ Authorized Economics Operator (AEO) เพื่อผลักดันให้บริษัทที่อยู่ยุโรปมีการพัฒนามาตรฐานและปฏิบัติตามระเบียบเพื่อความปลอดภัย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนามาตรการ AEO ในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนประเทศไทยซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและการนำร่องโครงการอยู่ในปัจจุบัน แล้วจึงเชื่อมต่อระเบียบดังกล่าวกับประเทศคู่ค้าทั่วโลกตามแนวคิด Mutual Recognition ของ World Customs Organization (WCO)
มาตรการที่กล่าวมา เป็นเพียงการป้องกันภัยการก่อการร้ายที่อาจขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายสินค้าที่มีการซื้อขายกันตามปกติ โดยสินค้าทุกรายการต้องมีการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดอันอาจเป็นเหตุทำให้สินค้าเกิดความเสียหายขึ้นได้
การป้องกันภัยก่อการร้ายระหว่างการเคลื่อนย้ายสินค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการทั้งหมดที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้ โดยส่วนที่สำคัญที่จะละเลยไปไม่ได้คือการป้องกันมิให้อาวุธยุทโธปกรณ์หรือส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิตอาวุธตกไปถึงมือของผู้ก่อการร้าย ซึ่งเหตุนี้เองจึงทำให้มีการวางมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายอาวุธทั้งภายในประเทศ และการซื้อขายระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบการเคลื่อนย้ายอาวุธในประเทศไทยคือกระทรวงกลาโหม โดยมีกฎหมายที่รองรับคือ พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์ และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม พ.ศ. 2495 และพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร์ ซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์ และสิ่งที่ใช้ในทางสงคราม พ.ศ. 2535
อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกประเทศมีการป้องกันการเคลื่อนย้ายอาวุธอย่างเข้มงวด ทำให้การซื้อขายในรูปของอาวุธที่ผลิตแล้วเสร็จทำได้ยากยิ่งขึ้น จึงมีความพยายามที่จะลักลอบซื้อขายในลักษณะของส่วนประกอบเพื่อนำไปผลิตในภายหลัง ซึ่งส่วนประกอบของอาวุธหลายรายการเป็นสินค้าที่มีการค้าขายและใช้งานกันตามปกติในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม จึงเป็นที่มาในการเรียกสินค้าเหล่านี้ว่า “สินค้าที่ใช้ได้สองทาง” หรือ Dual Use Product กล่าวคือ เป็นสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์/อุตสาหกรรม และการใช้ในทางการทหาร (Military Use) ดังนี้
|
ตัวอย่างสินค้า |
การใช้ในเชิงพาณิชย์ |
การใช้ในทางทหาร |
|
เครื่องตัดกลึง |
สำหรับแปรรูปชิ้นส่วนเครื่องจักรทั่วไป และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ต้องควบคุมอย่างละเอียด เป็นต้น |
การแปรรูปชิ้นส่วนต่างๆ เช่นชิ้นส่วนอุปกรณ์ระเบิดปรมาณู ชิ้นส่วนเครื่องหมุนเหวี่ยง เป็นต้น |
|
อลูมิเนียมประสม |
ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน อวกาศ และการขนส่ง เป็นต้น |
วัสดุโครงสร้างที่ใช้โรเตอร์ของเครื่องหมุนเหวี่ยงเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยูเรเนียม จรวดมิสไซล์ และอาวุธทั่วไป |
|
ไทเทเนียมประสม |
การใช้เป็นวัสดุสำหรับเครื่องจักร ยานพาหนะ ไม้ตีกอล์ฟ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น |
วัสดุโครงสร้างที่ใช้โรเตอร์ของเครื่องหมุนเหวี่ยงเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยูเรเนียม |
|
โลหะผสมเหล็ก |
เครื่องมือช่าง ดายคาสต์ |
วัสดุโครงสร้างที่ใช้โรเตอร์ของเครื่องหมุนเหวี่ยงเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยูเรเนียม |
|
เครื่องแปลงความถี่ |
เครื่องเจียรความเร็วสูง เลื่อยความเร็วสูง เป็นต้น |
เครื่องจ่ายกำลังไฟที่มีความถี่สูงซึ่งจำเป็นต่อมอเตอร์ของเครื่องหมุนเหวี่ยง |
|
เส้นใยคาร์บอน |
อุปกรณ์กีฬา (ไม้ตีกอล์ฟ ไม้ตีเทนนิส) |
วัสดุโครงสร้างที่ใช้โรเตอร์ของเครื่องหมุนเหวี่ยงเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยูเรเนียม จรวดมิสไซล์ และอาวุธทั่วไป |
|
เซนเซอร์ |
คลื่นโซนาร์ค้นหาหมู่ปลา ระบบมองกลางคืนสำหรับรถยนต์ |
โซนาร์เพื่อการทหาร กล้องส่องที่มืดใช้ในงานทหาร |
|
เครื่องส่ง/ถอดรหัส |
I/C Card ในโทรศัพท์มือถือ/PC บัตรเครดิต |
ออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีในการแก้รหัส วิเคราะห์รหัส และใช้รหัสควอนตัม |
ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปสำหรับสินค้าที่ใช้ได้สองทางจะมีการควบคุมโดยหน่วยงานภาครัฐของประเทศผู้ส่งออกใน 2 รูปแบบคือ การกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องมีการขออนุญาตก่อนการส่งออก ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการระบุรายการสินค้าขึ้นมาอย่างชัดเจนตามรหัส Harmonized System Code รวมถึงกำหนดขั้นตอนในการขออนุญาต ตลอดจนการตรวจสอบด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งประเทศไทยในปัจจุบันได้เริ่มประยุกต์แนวความคิดนี้ให้ไปสู่ในทางปฏิบัติ โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานจัดทำระบบควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เพื่อกำหนดจัดทำ “รายการสินค้าที่ใช้ได้สองทาง” โดยจะประยุกต์จากรายการสินค้าที่ใช้ได้สองทางของสหภาพยุโรป ตลอดจนการสร้างความตระหนักให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะมีการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางในภาคบังคับในอนาคตอันใกล้นี้
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติให้มีการส่งออกหรือไม่จะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยประเมินจากหลักเกณฑ์ที่สำคัญประกอบไปด้วย
• การตรวจประวัติบริษัทและผู้ถือหุ้นว่ามีความเกี่ยวพันกับกลุ่มก่อการร้ายหรือประเทศที่สนับสนุนผู้ก่อการร้ายหรือไม่
• การตรวจสอบประวัติทางการค้าของผู้ซื้อว่ามีการทำธุรกิจตามปกติหรือไม่ มีการนำสินค้าไปใช้ในการผลิตเพื่อการบริโภคอุปโภคหรือทางทหาร หรือส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายหรือไม่ เป็นต้น
ในทางปฏิบัตินั้น นอกจากฐานข้อมูลทางการทหารซึ่งเป็นความลับในแต่ละประเทศแล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศผู้นำในการต่อต้านการก่อการร้ายได้สนับสนุนเงินทุนให้กับ University of Wisconsin เพื่อดำเนินโครงการ Wisconsin Project และจัดทำ Risk Report ซึ่งประกอบไปด้วยรายชื่อของบริษัทที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการก่อการร้าย สำหรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตการส่งออกของประเทศต่างๆ นำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้จากhttp://www.wisconsinproject.org/risk.html โดยฐานข้อมูลดังกล่าวจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
จากการประเมินความเสี่ยงของผู้ซื้อดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นและการให้ความสำคัญกับการพิจารณารายละเอียดปลีกย่อยของลูกค้าหรือสมาชิกในโซ่อุปทานของบริษัทให้มากขึ้น นอกเหนือไปจากการทำการตลาดเพื่อขายสินค้าให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว จึงเป็นที่มาของการควบคุมในรูปแบบที่ 2 คือ การกำหนดให้บริษัทที่ส่งออกมีการประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และแจ้งสรุปการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางแก่ภาครัฐตามกำหนดเวลา เพื่อให้ภาครัฐทราบว่ามีการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางเป็นจำนวนเท่าใดและส่งออกไปที่ใดบ้าง ซึ่งการควบคุมในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับ แต่เป็นการดำเนินการโดยสมัครใจของบริษัท เพื่อรักษาภาพลักษณ์และตอบสนองกลยุทธ์ด้าน Corporate Social Responsibility หรือ CSR
CSR และการก่อการร้ายมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร คงเป็นคำถามที่ผู้อ่านคงต้องการคำตอบเป็นอันดับแรก ซึ่งในที่นี้จะขออธิบายโดยคร่าวๆ ว่าคงไม่มีบริษัทใดในโลกที่ต้องการให้สินค้าหรือสัญญลักษณ์ของบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องการก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบเล็กน้อยเพียงใด เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นและบริษัทเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องย่อมจะทำให้เกิดคำถามจากสังคมว่า “บริษัทมีส่วนรู้เห็นหรือให้การสนับสนุนหรือไม่” หรือ “บริษัทมีการป้องกันที่ดีเพียงพออย่างไร”ซึ่งเมื่อสังคมต้องการคำตอบ บริษัทก็จะพบกับความยากลำบากในการอธิบายหรือปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นในภายหลัง ดังนั้นบริษัทต่างๆ จึงต้องตระหนักว่าการคัดเลือกคู่ค้าโดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการนำสินค้าไปใช้ประโยชน์เป็นสิ่งจำเป็นนอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์ทางการตลาด หรือการตรวจสอบเฉพาะด้านการเงินอย่างในอดีต
รัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลภายในองค์กรและบริษัทในเครืออย่างเป็นระบบดังนี้
• กำหนดให้บริษัทต้องมีการกำหนดโครงสร้างการบริหารงานและบทบาทหน้าที่ในการควบคุมการส่งออกอย่างชัดเจน
• กำหนดให้บริษัทมีการพิจารณาความเสี่ยงของลูกค้า และการทำธุรกรรมที่น่าสงสัยว่าสินค้าอาจจะถูกนำไปใช้ในทางการทหารก่อนการส่งมอบสินค้า โดยการตรวจสอบรายการสินค้าว่าอยู่ในกลุ่ม “สินค้าที่ใช้ได้สองทาง” หรือไม่ ลูกค้าจะนำสินค้าไปใช้ในวัตถุประสงค์ใด และสินค้าจะถูกส่งมอบต่อให้ใคร
• กำหนดให้บริษัทมีการพัฒนาระบบการตรวจสอบที่ยั่งยืน อาทิ
o มีการกำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
o มีการฝึกอบรมให้พนักงานทุกคนรับทราบและปฏิบัติตาม
o มีการควบคุมและจัดทำระบบจัดเก็บเอกสารสำหรับธุรกรรมการค้าของบริษัท
o มีการแจ้งให้บริษัทลูกหรือบริษัทในเครือทราบและดำเนินการโดยใช้มาตรฐานเดียวกัน
o มีการจัดทำระบบการรายงานผลให้ภาครัฐทราบถึงการส่งออก “สินค้าที่ใช้ได้สองทาง” ที่ได้ส่งออกไปในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้มีการประเมินความเสี่ยงในบัญชีรายชื่อของผู้ซื้อให้ทันสมัยตลอดเวลา
ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากอาจประสบปัญหาในการปฏิบัติตามวิธีการข้างต้น เนื่องจากรายการสินค้าที่มีการส่งออกในแต่ละปีมีอยู่หลายชนิด คู่ค้ามีอยู่เป็นจำนวนมาก การควบคุมด้านเอกสารจะทำอย่างไรจึงจะสามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้อย่างทันท่วงที คำตอบและแนวทางที่สำคัญคงอยู่ที่การพัฒนาระบบฐานข้อมูลในองค์กร อาทิ ระบบ ERP ให้มีการเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและความเสี่ยงของลูกค้าในด้านของการนำไปใช้ประโยชน์ ควบคู่ไปกับการพิจารณาด้านการเงิน ซึ่งสามารถทำได้ไม่ยากนัก แต่สิ่งที่สำคัญคือบริษัทจะต้องทราบองค์ประกอบของสมาชิกภายใน Supply Chain ทั้งหมดอย่างแท้จริงเพื่อประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง
จากในอดีตที่บริษัทผู้ส่งออกจำนวนมากยังคงมองไม่เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบ Supply Chain ภายในองค์กร การทำความรู้จักและสร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิกภายในโซ่อุปทาน มาถึงในปัจจุบันที่ปัญหาได้วิ่งเข้าไปสู่บริษัทโดยตรงมากยิ่งขึ้น จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าไปสู่ความร่วมมือกับคู่ค้าและคู่แข่งในระดับต่างๆ ได้อีกต่อไป การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนภายในองค์กรเพื่อระบุที่มาที่ไปของวัตถุดิบและสินค้าจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่บริษัทต้องเตรียมความพร้อมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
















Leave a comment :