วิกฤตการณ์เศรษฐกิจของโลก ส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2551-2552 ติดลบถึงระดับ 2 digits

ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกที่ขาดความสามารถในการแข่งขันเป็นจำนวนมากต้องปิดกิจการลงไป และทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดภาวะการชะลอตัวลงในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงเวลาที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ฟ้าหลังฝนของการส่งออกไทยได้กลับมาในเวลาไม่นานนัก เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2552 ซึ่งการส่งออกของไทยได้ขยับมาเป็นบวกอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ต่อเนื่องมาจนทำให้การส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของไทยมีมูลค่ากว่า 44,381 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเติบโตถึง 31.6% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม-มีนาคม ของปี 2552 และเป็นการเติบโตมากกว่าตัวเลขเฉลี่ยการเติบโตตลอดทั้งปี 2553 ที่คาดการณ์ไว้ 14% ถึงกว่าเท่าตัว ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกของไทยต่างให้ความเชื่อมั่นถึงสภาวะทางเศรษฐกิจของไทยว่าการส่งออกจะกลับมาเป็น ‘พระเอก’ ในการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของ GDP อีกครั้งหนึ่ง
การฟื้นตัวของตัวเลขการส่งออกเกิดขึ้นในเกือบทุกตลาดส่งออกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักอย่างเช่น อาเซียน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้น มีการเติบโตถึง 50.1% ในเดือนมีนาคม ทั้งนี้การส่งออกของไทยได้รับอานิสงส์อย่างมากจากเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะผลจาก ‘AFTA’ ซึ่งทำให้การส่งออกไปยังอาเซียน (5) เติบโตถึงร้อยละ 85 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การส่งออกในรูปของเงินบาทที่มีการเติบโตของเป็นสัดส่วนน้อยกว่าถึง 30% และอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่มีการปฏิเสธคำสั่งซื้อของลูกค้าเนื่องจากกำลังการผลิตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงานแสดงให้เห็นว่าการส่งออกของไทยยังคงเผชิญกับปัญหาระดับมหภาคสำคัญที่ยังคงซ่อนอยู่ภายใต้เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ประเทศมากขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทยในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมีทั้งปัญหาร่วมและปัญหาเฉพาะซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่แตกต่างกัน อาทิ
|
สินค้า
|
ปัญหาและอุปสรรค
|
|
ข้าว
|
- จากกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะมีการระบาย stock ข้าวออกสู่ตลาด ทำให้ราคาข้าวขาวในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ลูกค้าจึงชะลอคำสั่งซื้อออกไป
- ราคาสินของไทยค้าที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเมื่อเวียดนามมีการปรับราคาลงต่ำกว่าไทย 100 USD ต่อตัน
|
|
อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
|
- ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต อาทิ เหล็กสำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น มีการปรับตัวสูงขึ้น
- เรือประมงของไทยยังไม่สามารถปรับตัวรองรับมาตรการ IUU ของสหภาพยุโรปได้อย่างสมบูรณ์
|
|
กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป
|
- ปัญหาเชื้อ IMNV ในอินโดนีเซีย และการตายของกุ้งในบ่อเลี้ยงของไทยอาจส่งผลต่อปริมาณการส่งออกโดยรวมของทั้งปี 2553
- สหรัฐอเมริกาประกาศลดภาษี Anti Dumping กุ้งจากเวียดนามลงจาก 4.57% เป็น 2.89% ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการแข่งขันด้านราคาของกุ้งไทย
|
|
ไก่
|
- สหภาพยุโรปมีการจำกัดโควตานำเข้าโดยไทยได้โควตาเพียง 0.87% เท่านั้น
- เศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักอีกแห่งหนึ่ง มีการชะลอตัว
|
|
ผักและผลไม้
|
- ปัญหาค่าระวางและตู้สินค้าไม่เพียงพอ
- โซ่อุปทานสินค้าเกษตรของไทยโดยส่วนใหญ่ยังมีมาตรฐานไม่ถึงระดับสากล ทำให้การส่งออกจากฟาร์มภายนอก/การรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ ไม่สามารถทำได้
|
|
มันสำปะหลัง
|
- ปัญหาภัยแล้ง และเพลี้ยแป้งระบาด ทำให้ผลผลิตลดลง จาก 28 ล้านตันในปี 2552 เหลือน้อยกว่า 20 ล้านตันในปี 2553 ทำให้มีสินค้าลดลงและราคาวัตถุดิบสูงขึ้นจนอาจเกิดปัญหาในการส่งออก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าทดแทนอื่นๆ
- การแก้ไขปัญหาเพลี้ยซึ่งยังล่าช้า อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดในระยะยาว
|
|
เครื่องหนังและรองเท้า
|
- มีการส่งออกวัตถุดิบ (หนังดิบ) ไปยังจีนเป็นจำนวนมาก ทำให้วัตถุดิบในประเทศมีราคาสูงขึ้น
- ขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ช่าง และนักออกแบบ
- ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง เนื่องจากส่วนใหญ่มีการสั่งซื้อเป็น Lot เล็กๆ
- ผู้ส่งออกรองเท้ารายใหญ่มักผลิตแบบ OEM ทำให้ไม่สามารถกำหนดทิศทางของตลาดได้ด้วยตนเอง
|
|
เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน
|
- ต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะไม้ยางซึ่งจะแปรผันไปตามราคายางพารา
- มาเลเซียมีการออกใบรับรองให้เฟอร์นิเจอร์ไม้ยาง ทำมาจากวัตถุดิบที่ไม่ผิดกฎหมาย
|
|
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
|
- ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แม้ว่าจะมีการเพิ่มอัตราค่าจ้างในระดับที่สูงมาก
- วัตถุดิบเริ่มมีไม่เพียงพอ ต้องมีการ Sourcing จากแหล่งที่ห่างไกลจากฐานการผลิต
- ปัญหาทางการเมืองทำให้คู่ค้าในต่างประเทศไม่ส่ง Technician มายังไทย
- ค่าระวางการขนส่งสูงขึ้น และมีระวางเรือไม่เพียงพอ
|
|
ยางพารา
|
- แม้ว่าราคาในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลผลิตต่อพื้นที่อาจน้อยลง 10-20% เนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างมาก
- ค่าระวางการขนส่งสูงขึ้น และมีระวางเรือไม่เพียงพอ
|
ปัญหาข้างต้น แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาทั้งหมดและยังไม่ส่งผลที่รุนแรงในปัจจุบัน แต่หากไม่มีการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจกลายเป็นปมที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร
Leave a comment :