
ดร. ผสุ โลหารชุน ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน หรือ BSID กล่าวถึงที่มาที่ไปของ สมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน (Alliance For Supporting Industries Association (A.S.I.A) ว่า เบื้องต้น เป็นการรวมตัวของ 12 หน่วยงาน ประกอบด้วย สมาคมเครื่องจักรกลไทย สมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย สมาคมสมองกลฝังตัวไทย สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมไทย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทยสมาคม อุตสาหกรรมหล่อโลหะไทย และชมรมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศ ซึ่งล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สมาคมไทยคอมโพสิท ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกรายที่ 13 ในสมาพันธ์ฯ ซึ่งตามปกติมีการทำงานใกล้ชิดกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอยู่แล้ว หลายหน่วยงานมีสำนักงานตั้งอยู่ภายในกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เนื่องจากต้องทำงานในฐานะตัวแทนของแต่ละภาคอุตสาหกรรมนำเอาข้อมูลและความเห็น ไม่ว่าจะทางบวกหรือทางลบ มาสะท้อนให้ภาครัฐรับทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาหาแนวทางส่งเสริม สนับสนุน และช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน
“สำหรับวัตถุประสงค์ในการรวมตัวตั้งสมาพันธ์ฯ ประการแรก เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสนับสนุนของประเทศมีความเข้มแข็ง และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมอื่นๆ ของประเทศ ประการที่ 2 เพื่อเป็นองค์แห่งความร่วมมือและเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ประการที่ 3 เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงกันระหว่างสมาชิกและ ประการสุดท้าย เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับหน่วยงานภาครัฐ” ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน กล่าวว่า เนื่องจากอุตสาหกรรมแต่ละภาคส่วนนั้นมีผู้ประกอบการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละสมาคมจะมีสมาชิกราว 200-500 บริษัท แต่บางสมาคมอย่าง สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมไทย มีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 5000 บริษัท หรือบางกลุ่มอาจจะยังเป็นเพียง ชมรม เช่น ชมรมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศ แต่มีจำนวนสมาชิกทั่วประเทศถึง 500 ราย ดังนั้นสมาคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือตัวกลางนำเอาความต้องการจากสมาชิก ส่วนใหญ่มาแจ้งให้ภาครัฐรับทราบ และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในฐานะตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ จะนำเอาความต้องการของผู้ประกอบการมากำหนดนโยบาย วางแผนขับเคลื่อนและออกแบบกิจกรรมส่งเสริมให้ตรงกับความต้องการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่อุตสาหกรรมนั้นๆ
“กระทั่งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ทั้ง 13 หน่วยงาน ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน จากนั้นก็มีการประชุมหารือกันอีกหลายครั้ง มีการร่างวิสัยทัศน์ในการทำงานร่วมกันในการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมร่วมกัน ยกระดับการทำงาน มาตรฐาน บุคลากร และอื่นๆ ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเองก็ได้เริ่มมอบหมายภารกิจและงานต่างๆ ไปยังสมาพันธ์มากขึ้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งอยู่ ส่วนการคัดเลือกนายกสมาพันธ์ คงจะมีการตั้งกติกาขึ้นมาอาจเวียนกันไป หรืออาจใช้วิธีคัดเลือก”
ดร. ผสุ กล่าวว่า การรวมตัวตั้งสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุนครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการดึงเอาความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมมายังภาครัฐ และที่สำคัญ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การค้าขายระหว่างกันมากขึ้นจากความสะดวก รวดเร็ว ทันการณ์ และในเบื้องต้น 13 หน่วยงานในกลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน อยู่ในฐานะ ผู้ริเริ่มก่อตั้ง และเมื่อสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างแล้ว คาดว่าจะมีสมาคมอุตสาหกรรมอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยประเดิมภารกิจ “แมชชีน ฟันด์”
“สำหรับภารกิจที่ทางบีเอสไอดีมอบหมายให้ทางสมาพันธ์ฯ เตรียมการแล้วก็คือ โครงการสนับสนุนการปรับปรุง/ฟื้นฟูสภาพเครื่องจักรแก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือ เอสเอ็มอี ที่เรียกว่า Machine Fund ซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจาก 13 หน่วยงานในสมาพันธ์ฯ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักร และอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ใช้เครื่องจักร จึงให้หารือกันถึงแนวทางเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง นอกจากโครงการแมชชีน ฟันด์แล้ว ทางบีเอสไอดียังมีเป้าหมายระยะยาวอีกหลายโครงการ และเตรียมมอบภารกิจให้สมาพันธ์ฯ รับช่วงสานต่อให้สอดคล้องกัน”
ดร. ผสุ กล่าวว่า โครงการแมชชีน ฟันด์ ระยะแรกดำเนินการผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วส่วนที่มอบหมายให้ สมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนันสนุน รับไปดำเนินการนั้น เป็นการดำเนินการต่อเนื่องในระยะที่ 2 โดยมีงบประมาณสนับสนุนอยู่ราวๆ 70 ล้านบาท สำหรับเป็น “ดอกเบี้ยสมทบ” ทั้งนี้โครงการที่จะขอรับการสนับสนุนภายใต้โครงการนี้จะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด เช่น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย มีโอกาสปรับปรุงฟื้นฟูสภาพ และพัฒนาปรับแต่งเครื่องจักรที่ตนเองมีอยู่ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น, สนับสนุนให้มีการผลิตและการฟื้นฟูเครื่องจักรภายในประเทศ, ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรที่ผลิตในประเทศและลดการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ เป็นต้น
คุณปราโมทย์ วิทยาสุข อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในฐานะผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดการรวมตัวกันขึ้นมา กล่าวว่า การพัฒนาระบบเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนซึ่งมีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรอิสระรวมทั้งวิสาหกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จะต้องประสานความร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง และส่งเสริมซึ่งกันและกันภายในคลัสเตอร์อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันในส่วนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดใหญ่ มักจะเป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นต้น และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง ในขณะที่ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ มีคนไทยเป็นเจ้าของกิจการ และส่วนใหญ่ประกอบวิสาหกิจในลักษณะที่เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน ยังเกาะกลุ่มกันในรูปของสมาคมการค้าต่างๆ
“อุตสาหกรรมสนับสนุน คือ อุตสาหกรรมที่ผลิตและส่งสินค้า วัตถุดิบ หรือบริการให้กับอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมหล่อโลหะ อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ เป็นต้น ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน เนื่องจากการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากอุตสาหกรรมสนับสนุนนั้น นอกจากจะเกิดผลิตภัณฑ์ที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหลัก และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มโดยรวมของอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นแล้ว ยังนับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวย้ำว่า อุตสาหกรรมสนับสนุนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนา ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง เพื่อเป็นกำลังให้อุตสาหกรรมหลักโดยรวมของประเทศเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ การรวมกลุ่มของกลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุนจะสามารถประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชนด้วยกันเอง และระหว่างภาคเอกชนกับหน่วยงานภาครัฐ หากสมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุนเหล่านี้สามารถรวมตัวกันได้ ก็จะเป็นประโยชน์มากขึ้น เพราะจะทำให้การทำงานทุกอย่างเกิดความใกล้ชิดขึ้นมาอีก การสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลและปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มจะสะดวกรวดเร็ว มีความชัดเจนและเป็นเอกภาพโดยอัตโนมัติ
















Leave a comment :