Switch to: uk
20 April 2014 21:40PM

ส่งออกไตรมาสแรก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมโตต่อเนื่อง

05 Jul 10 ,  สุวิมล สิทธิไกรสร, Logistics Digest
  • 0

สภาผู้ส่งออกฯ เผยดัชนีการส่งออก แนวโน้มเป็นบวก ส่งออกอาหารขายดี หวั่นค่าระวางเรือและเงินยุโร ฉุดผลกำไรลงดิ่ง หวังรัฐเข้าใจเร่งแก้ปัญหา

62_th_1_001


จากการลงนามความร่วมมือระหว่างสภาผู้ส่งออกฯ กับคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ได้มาซึ่งบทวิเคราะห์ทีเชิงลึกใน 5 อุตสาหกรรมก่อนจากทั้งหมด 25 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพต่อการส่งออกของไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่มห่มและสิ่งทอ, กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (Frozen food), อุตสาหกรรมไก่ และอุตสาหกรรมพลาสติก สำหรับการส่งออกในไตรมาสแรกนี้แล้ว


ดัชนีการส่งออก (Export Performance Index: EPI) นี้เป็นการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการแล้วนำมาวิเคราะห์กับข้อมูลที่มีอยู่ของสภาผู้ส่งออกฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกซึ่งตรงความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง รวมถึงปัญหาและอุปสรรคของความได้เปรียบหรือความเสียเปรียบทั้งหลายที่สามารถนำกลับมาคิดหาวิธีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยได้ โดยในไตรมาสแรก เป็นการรายงานสรุปในส่วนของดัชนีด้านปริมาณและราคาเท่านั้น ซึ่งคิดคำนวณจากการเทียบของดัชนีด้านปริมาณสินค้าและราคาของไตรมาสที่ 1 ของปี 2553 กับช่วงเวลาเดียวในปี 2552 และของไตรมาสที่ 2 กับไตรมาสที่ 1 ของปี 2553 ได้ผลสรุปว่า สินค้าทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้ มีการเติบโตที่เป็นบวกและสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งด้านดัชนีปริมาณและราคา


สินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตสูงสุดใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งมีสินค้าไก่ และอาหารทะเลแช่แข็ง เติบโตสูงสุดตามลำดับ โดยเฉพาะภาพรวมของสินค้าไก่ มีการปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาวที่ดีมาก ทั้งยังมีการส่งออกที่สูงและมีแนวโน้มราคาปรับตัวดีขึ้น ที่ถึงแม้ว่า การถัวเฉลี่ยในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก จะได้ออกมาเป็นลบ (-0.89) ทั้งนี้การคำนวณค่าดัชนีได้จากการถัวเฉลี่ยข้อมูลตามจริงจากผลสำรวจกับผู้ประกอบการ ซึ่งในอุตสาหกรรมไก่ มีผู้ประกอบการรายใหญ่รายหนึ่งมองว่า ยอดขายของสินค้าของบริษัทจะลดลงในไตรมาสที่ 2 จึงได้นำมาถัวเฉลี่ยกัน ส่วนอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ เช่น เครื่องนุ่มห่มและสิ่งทอ และอิเล็กทรอนิกส์ มีดัชนีราคาค่อนข้างจะมีสภาพคงที่ (flat) แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง “ตรงนี้อาจจำเป็นที่รัฐบาลควรจะเข้ามาแก้ไขปัญไพหาโครงสร้าง เพราะหากยังไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร อาจจะกลายเป็นปัญหาในระยะยาวได้ เนื่องจากยังไม่มีการเติบโตที่เด่นชัดออกมา” ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ หัวหน้าโครงการดัชนีการส่งออก คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว


อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า ดัชนีการส่งออกจะเป็นบวก แต่ก็ยังมีปัญหาและปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนทำให้ปริมาณและราคาสินค้าส่งออกเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไก่ ปัญหาทางการเมืองที่เบี่ยงเบนความสนใจในการแก้ไขและพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศของรัฐบาลให้น้อยลง ยังส่งผลให้มีการเจรจาการค้ากับต่างประเทศน้อยลง โดยเฉพาะตอนนี้มีปัญหาการกีดกันทางการค้าในสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลกระทบกับสินค้าเครื่องนุ่มห่นและสิ่งทอ อาหารกระป๋อง และสินค้าไก่ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งสินค้าไปขายได้เท่าที่ควร นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีคู่แข่งที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับไทยอย่างเวียดนาม จีนและอินเดียที่ต้องจับตามอง รวมทั้งเรื่องราคาต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบราคาสูง เช่น ในอุตสากรรมเครื่องนุ่มห่มและสิ่งทอและอุตสาหกรรมพลาสติก ที่ต้องใช้วัตถุดิบที่ไม่สามารถผลิตได้ในไทย


ปัญหาที่ผู้ส่งออกน่ากังวลที่สุดตอนนี้คือ อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะค่าเงินยูโรที่มีมูลค่าลดลงถึง 15% ทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้กำไรเท่าที่ควร ถึงแม้จะมีการผลิตสินค้าไปขายในปริมาณมาก แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มราคาสินค้าได้ การส่งออกไปทางยุโรปจึงน่าจะมีแนวโน้มน้อยที่ลดลงในอนาคต ประกอบกับราคาค่าน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2552 ส่งผลให้ค่าระวางเรือไปยุโรปสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เช่นเดียวกับค่าระวางเรือไปสหรัฐอเมริกาที่มีการเพิ่มค่า CRP (Cost Recovery Program) และเพิ่มค่า ERC (Emergency Revenue Charge) อีก 400 เหรียญสหรัฐต่อตู้ ส่งผลกระทบโดยตรงกับสินค้าไก่และอาหารแช่แข็งที่ส่งออกไปยังยุโรปและอเมริกาเป็นหลัก


สภาผู้ส่งออกฯ มองเห็นปัญหาดังกล่าวและหวังว่า ดัชนีการส่งออกนี้จะเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญที่ช่วยให้ฐบาลทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการไทย นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มองว่า “ดัชนีการส่งออกนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการไทย เพราะได้รวบรวบอุปสรรคและความต้องการของสมาชิกที่สามารถใช้เป็นข้อเรียกร้องกับทางรัฐบาลในการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ เพื่อการอำนวยความสะดวกต่อการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศ เป็นตัวที่บอกกับภาครัฐว่าควรจะเข้ามาแก้ไขปัญหาในจุดไหนบ้าง”


ถึงแม้ว่า ดัชนีการส่งออกสำหรับไตรมาสแรกปี 2553 นี้ ได้ทำออกมาแค่เพียง 5 อุตสาหกรรมหลัก แต่ผู้ส่งออกสามารถมั่นใจได้ว่า ทางสภาผู้ส่งออกฯ และทีมโครงการดัชนีการส่งออก คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะสามารถจัดทำดัชนีการส่งออกของไตรมาส 2 ได้ครบทั้ง 25 อุตสาหกรรมไทยภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมปีนี้อย่างแน่นอน โดยคาดว่า จะสามารถทำรายงานออกมาเป็นรายเดือนได้ภายในปี 2554 เพื่อให้ได้ข้อมูลการส่งออกที่ชัดเจนมากที่สุด ก็ได้แต่หวังว่า โครงการนี้จะประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์แก่ผู้ส่งออกไทยต่อไปในอนาคต เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยให้ดีขึ้นต่อๆ ไป