Switch to: uk
18 May 2012 14:22PM

คาดการณ์เศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย (ครึ่งปีหลัง)

05 Aug 11 ,  รายงานสภาวะเศรษฐกิจประจำไตรมาส 2 ปี 2554 สายงานเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ ส.อ.ท.
  • 0

เศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปัจจัยเกื้อหนุนทั้งด้านการส่งออก ราคาสินค้าเกษตร ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะปัจจัยเชิงจิตวิทยาจากนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภค

Industry_002

 

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อทั่วไปที่เฉลี่ยทั้งปีที่ร้อยละ 3.8 ถึง 4.2 และหากมีการผลักดันนโยบายประชานิยมเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2555 ต้นปีจะหลุดกรอบที่ระดับร้อยละ 0.50 – 3.0 (ตัวเลขกระทรวงพาณิชย ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2554 อยู่ที่ระดับร้อยละ 3.7 -4.0 และ ธปท. ร้อยละ 3.9) อีกทั้งความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปยังมีความเปราะบางจากการฟื้นตัวและหนี้สาธารณะที่สูง ส่งผลกดดันอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินเหรียญสหรัฐ จะมีแนวโน้มที่แข็งค่าจากเงินสกุลหลักจะไหลเข้ามาทำกำไรในภูมิภาคมากขึ้น

 

โดยสรุปเศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะยังคงมีการขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งจากภาคส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งขณะที่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต ์ซึ่งได้รับผลกระทบตํ่ากว่าที่ประมาณการ มีตัวเลขการผลิตรถยนต์ลดลง 90,000 คัน เป็นมูลค่า 63,000 ล้านบาท อีกทั้งภาคสินเชื่อ ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังมีการขยายตัวต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ระดับราคาสินค้าเกษตรยังไปได้ดี ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีอยู่ในระดับร้อยละ 4.2 – 4.3 และจะ เติบโตต่อเนื่องไปถึงปี 2555 เป็นการขยายตัวท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายด้านค่าจ้างที่สูง และเงินเฟ้อที่สูงจะกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สำหรับการปรับอัตราค่าจ้างขั้นตํ่า 300 บาททั่วประเทศ หากรัฐบาลจะคงผลักดันต่อไปจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 90-92 และอาจมีอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 3-6 ต้องมีการปิดตัว อีกทั้งนโยบายจำนำข้าวและนโยบายที่ให้รัฐเป็นผู้ผลิตและขายข้าว เป็นการแทรกแซงกลไกตลาดที่มีความซับซ้อน อาจทำให้ไทยสูญเสียและรัฐบาลจะต้องรับภาระจากการสต๊อกข้าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง

อย่างไรก็ตามสภาวะความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากปัญหาการชำระพันธบัตรไถ่ถอนคืน (Treasury bond) ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ (QE-3) รวมถึงปัญหาการไม่ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจขยายตัวอยู่ที่ระดับไม่ค่อยดีนัก ประมาณร้อยละ 3.5 – 3.9 กอปรกับความไม่แน่นอนของระดับราคานํ้ามันโลก และปัญหาภัยธรรมชาติเช่นภัยนํ้าท่วมยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น

 

นอกจากนี้ช่วงไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่องไปถึงปี 2555 รัฐบาลจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายต่างๆ ที่หนุนรัฐบาลในช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน และช่วงหาเสียง รวมทั้งการกดดันจากเงินเฟ้อจะทำให้กลุ่มต่างๆ ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์ จากค่าจ้างและรวมไปถึงนโยบายประชานิยม จะออกมาเรียกร้องกับรัฐบาลในการเพิ่มรายได ้ทั้งนี้การที่รายจ่ายรัฐบาลสูงขึ้นจากนโยบายหาเสียง ขณะที่รายได้ไม่มีความสมดุลส่งผลต่อรูปแบบและวิธีการต่างๆ ที่รัฐบาลจะต้องคิดค้นนำมาใช้ในการจัดหารายได้ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศ และเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

 

ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง จนไปถึงต้นปีหน้า

 

1) อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวหลุดเป้า จากการที่ระดับราคาสินค้าเกษตรและระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทั้งจากสภาวะ Cost Push จากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคานํ้ามันที่สูงขึ้น และปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาต ิกอปรกับการปรับระดับภาคสินค้าเกษตรตามกลไกราคาต่างประเทศ เช่น ยางพารา แป้งมัน อ้อย ฯลฯ ทำให้มีการส่งผ่านต้นทุนของผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค ทำให้เงินเฟ้อทั่วไป เดือนมิถุนายน ไปอยู่ที่ระดับ 4.06 ลดลงเล็กน้อยจากเดือนพฤษภาคม ที่ระดับร้อยละ 4.19 อีกทั้งเงินเฟ้อได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายที่หาเสียงเกี่ยวกับการปรับค่าจ้างขั้นตํ่าวันละ 300 บาททั่วประเทศ และเงินเดือนข้าราชการ 15,000 บาท (ปริญญาตรี) ส่งผลทางจิตวิทยา ทำให้คาดการณ์ว่าระดับเงินเฟ้อทั่วไป ทั้งปี 2554 จะอยู่ในช่วง 3.8 – 4.0 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า จะอยู่ในช่วง 3.2 – 3.7 แต่หากมีการปรับค่าแรง ตามที่หาเสียง จะทำให้เงินเฟ้อไปที่ระดับร้อยละ 4.0 ซึ่งใกล้เคียงกับ ธปท. ที่คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.9 ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานหลุดกรอบ ในไตรมาสแรกของปี 2555 (ศูนย์วิจัย ธนาคารกสิกรไทย) ซึ่งจะเป็นอัตราที่หลุดจากกรอบของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดเงินเฟ้อพื้นฐานไว้ที่ร้อยละ 0.5- 3.0

 

2) ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสูงเสี่ยงต้นทุนภาคการผลิต ทั้งนี้จากนโยบายการปรับค่าจ้างของรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้นร้อยละ 1.1 – 1.3 ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไปของปี 2554 จะเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.8 – 4.0 และเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ร้อยละ 2.50 – 2.60 ซึ่งทาง ธปท. คาดการณ์ว่าทิศทางเงินเฟ้อยังสูงขึ้นจากแรงกดดันของอุปสงค์ด้านราคาและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีกอปรกับอุปทานราคานํ้ามันยังอยู่ในอัตราที่สูง และทิศทางการปรับค่าจ้างตามนโยบายรัฐบาล จะทำให้มีการส่งผ่าน Cost Push ไปสู่ราคาสินค้า โดยเงินเฟ้อทั่วไปปี 2554 จะอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.8 – 4.0 ทำให้มีโอกาสที่ ธปท. จะมีการปรับดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันร้อยละ 3.25 เป็นร้อยละ 3.75 หรือร้อยละ 4.0 ภายในสิ้นปี 2554 และมีโอกาสที่ในไตรมาสแรกของปี 2555 อาจมีการปรับดอกเบี้ยนโยบายสูงถึงร้อยละ 4.5 ตามแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้น (ตัวเลขเงินเฟ้อของ ธปท. ยังไม่รวมปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่)

 

3) ความเสี่ยงจากนโยบายค่าจ้างขั้นตํ่าวันละ 300 บาท กระทบการลงทุนจากต่างประเทศ จากผลสำรวจทั้ง ส.อ.ท. และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตรงกันว่านโยบายดังกล่าว หากมีการนำออกมาใช้จริงจะกระทบต่อต้นทุนการผลิต กระทบภาคการส่งออก และกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ระบุว่า จะส่งผลให้ธุรกิจมีการปิดกิจการร้อยละ 10 หรือจำนวนแรงงานที่ต้องออกจากงาน 500,000 คน โดยจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนในไตรมาสแรกของปี 2555 ทั้งน ี้นโยบายเพิ่มค่าจ้าง 300 บาท จะส่งผลต่อภาคการส่งออกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงปลายไตรมาสสุดท้ายของปีรวมถึงกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศ หลายโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนและขอการลงทุนโดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น อาจหันไปลงทุนที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอัตราค่าจ้างเฉลี่ยวันละ 200 – 225 บาท ส่วนประเทศเวียดนามค่าจ้างปัจจุบันเฉลี่ยวันละ 103 บาท ขณะที่ประเทศจีนค่าจ้างขั้นตํ่าในเมืองใหญ่ก็ไม่สูงกว่าไทย เช่น นครกวางโจว ค่าจ้างเฉลี่ยวันละ 281 บาท และนครเซี่ยงไฮ้เฉลี่ยวันละ 271 บาท ทั้งหมดจะกระทบการลงทุนจากต่างประเทศ

 

4) เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอน เศรษฐกิจไทยกว่าร้อยละ 65 อยู่ในภาคส่งออก ซึ่งพึ่งพาอยู่กับเศรษฐกิจโลกภายใต้สภาวะของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ใน GDP โลกประมาณหนึ่งในส ี่ทั้งนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกายังมีความเปราะบาง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ QE-2 ซึ่งได้สิ้นสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจ ขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 2.0 – 2.20 ซึ่งถือว่ายังไม่ค่อยดีนัก การว่างงานยังสูงถึงร้อยละ 9.2 คาดว่ารัฐบาลของสหรัฐอเมริกาจะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 3 หรือมาตรการ QE-3 เพื่อกระตุ้นการบริโภค ภายในที่ยังซบเซาจากการที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว นอกจากน ี้หากในวันที่ 2 สิงหาคม 2554 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่สามารถชำระคืนเงินไถ่ถอนพันธบัตรครบอายุ (Treasury Bond) จะเกิดสภาวะวิกฤตการเงิน โลกครั้งร้ายแรง (รอบใหม่) ซึ่งรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาต้องเร่งปลดล็อกกับฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันในการ เพิ่มเพดานกู้ (ปัจจุบันอยู่ที่ 14.21 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อนำเงินมาใช้คืนพันธบัตร และกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ ใหม ่ซึ่งปัจจุบันประเทศจีนเป็นผู้ซื้อพันธบัตรสหรัฐอเมริการายใหญ่สุด มูลค่า 1.152 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยประเทศญี่ปุ่น 906.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอังกฤษ 333.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) ก็กำลังอยู่ในกับดักการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากหนี้สาธารณะที่สูงจากหลายประเทศ สมาชิก โดยเฉพาะจากการที่ประเทศกรีซอาจไม่สามารถชำระหนี้กว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ IMF อาจไม ่ปล่อยเงินก ู้เพราะประเทศกรีซยังไม่สามารถจัดทำแผนการฟื้นฟูอย่างเป็นนัย ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยที่อาจกระทบภาคส่งออกของไทย

 

อย่างไรก็ด ีเนื่องจากสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐอเมริกาและจีน มีสัดส่วนที่ไม่ขยายตัวมากว่า 1-2 ปี คือมีสัดส่วนร้อยละ 9.1 และร้อยละ 9.5 ตามลำดับ ในช่วงครึ่งปีแรกการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาขยายตัวเพียงร้อยละ 6 ซึ่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหรือไม่ฟื้นตัว คงไม่เป็นนัยกับการส่งออกของไทยมากนัก แต่อาจมีผลทางอ้อมกับคู่ค้าส่งออก ของไทย เช่น อาเซียน และจีน

 

5) เงินบาทมีความผันผวนในทางแข็งค่ากระทบภาคการส่งออก จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ทำให้มีการคาดหมายว่า เงินสกุลหลักของโลกอาจมีการอ่อนค่า ทำให้กระแสเงินทุนไหลออกเข้ามาทำกำไรในตลาดเกิดใหม ่ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทั้งด้านดอกเบี้ยและตลาดหุ้น (พันธบัตรรัฐบาลไทยผลตอบแทนร้อยละ 3 ขณะที่ของสหรัฐอเมริการ้อยละ 1.0) ส่งผลให้เงินบาทในช่วง ไตรมาสที่ 3 จะมีความผันผวนไปในทางแข็งค่า ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนอาจทะลุหลุดตํ่ากว่า 29.0 บาทต่อดอลลาร์ได้ในปลายไตรมาสที่ 3 ทั้งน ี้สถานะการเงินของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ด ีคืออยู่ในลำดับที่ 13 ของโลก โดยเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2554 มีเงินสำรองสุทธิถึง 211,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.34 ล้านล้านบาท (เป็น ตัวเลขที่รวม Net Forward 24,100 ล้านเหรียญสหรัฐ) สามารถนำเข้าโดยไม่ต้องส่งออกได้ทั้งป ีและคาดว่าปีน ี้ดุลเงิน สะพัดไทยจะเป็นบวกประมาณ 1.23 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

 

6) ความเสี่ยงจากนโยบายประชานิยม รัฐบาลใหม่หากมีการผลักดันนโยบายประชานิยมตามที่ได้หาเสียงไว ้จะต้องใช้เม็ดเงิน 1.855 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2559) ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณขาดดุลต่อเนื่องไปอีก 5-6 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะต่อหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะต้องมีการกู้เงินในกรอบวงเงิน 800,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2554 เท่ากับ 4,879,265.07 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39.43 ของ GDP (ปี 2554 GDP เท่ากับ 10.852 ล้านล้านบาท) คาดว่าในปี 2560 หนี้สาธารณะจะเป็น 5.825 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.545 ล้านล้านบาท ซึ่งประเทศไทยจะต้องมีการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราร้อยละ 8-10 ต่อเนื่องไปทุกป ีจึงจะสามารถรองรับค่าใช้จ่ายประชานิยมได้ นอกจากน ี้เศรษฐกิจของประเทศไทยยังมีความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต รวมถึงจากปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น ปัญหานํ้าท่วม รวมไปถึงปัญหาจากราคานํ้ามันที่อาจมีการสวิงราคาไปในทิศทางที่สูงขึ้น หากเกิดปัญหาการเมืองในซาอุดิอาระเบีย หรือในแหล่งนํ้ามันอื่นๆ ของโลก ซึ่งระดับราคานํ้ามันปัจจุบันอยู่ที่ 95 – 99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่คาดว่าระดับราคานํ้ามันจะลดกลับไปเฉลี่ยที่ 105 – 110 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงไตรมาสที่ 4

 

ข้อมูลจากรายงานสภาวะเศรษฐกิจประจำไตรมาส 2 ปี 2554 สายงานเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ ส.อ.ท. โดย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 1 สิงหาคม 2554

 

เครื่องมือชี้วัดเศรษฐกิจไทย

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.