ขยายตัวร้อยละ 9.6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำแนกเป็นร้อยละ 9.7 ในไตรมาสแรก และร้อยละ 9.5 ในไตรมาสที่ 2 ขณะเดียวกัน จีนยังคงสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และรัฐบาลจีนพยายามผลักดันการเพิ่มอุปสงค์ของเงินหยวนในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

ปัญหาเศรษฐกิจสำคัญที่จีนเผชิญในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ได้แก่ ปัญหาเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ทะยานขึ้นแตะร้อยละ 6.4 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอาหารที่คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของดัชนีฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.7 ในเดือนพฤษภาคม
เศรษฐกิจของจีนในไตรมาสที่ 2 เริ่มชะลอตัวลง อันเป็นผลมาจากความสำเร็จในการควบคุมปริมาณเม็ดเงินในระบบ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ต้องการควบคุมอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ และผ่อนคลายแรงกดดันต่างชาติมีต่อการเพิ่มค่าของเงินหยวน โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้ปรับนโยบายการเงินให้เข้มขึ้นจาก “Moderately Loose” ไปสู่ “Prudent”
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 การค้าระหว่างประเทศจีนโดยรวมมีมูลค่า 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจีนมีมูลค่าการส่งออกรวม 0.87 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีสหรัฐฯ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอินเดียเป็นตลาดส่งออกหลัก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.6, 14.5, 7.7, 4.7, 4.0, 3.0 และ 2.6 ตามลำดับ ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 19 ของจีน ด้วยสัดส่วนร้อยละ 1.4
ขณะเดียวกัน จีนนำเข้ารวม 0.83 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยนำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สหรัฐฯ เยอรมัน และออสเตรเลีย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.3, 9.2, 7.4, 7.1, 5.4 และ 4.3 ตามลำดับ ส่วนไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 12 ของจีน ด้วยสัดส่วนร้อยละ 2.3

ที่มา: กรมศุลกากรจีน
สถานการณ์การค้าระหว่างจีนกับอาเซียน
การค้าระหว่างจีน-อาเซียนมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 171,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.4 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าโดยรวมของจีน ซึ่งอยู่นระดับเดียวกันกับของปีก่อน รองจากสหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการค้าคิดเป็นร้อยละ 15.6 และร้อยละ 13.4 ตามลำดับ
คู่ค้าสำคัญที่สุดของจีนในอาเซียนได้แก่ มาเลเซีย ด้วยมูลค่าการค้ากว่า 42,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.8 ของมูลค่าการค้าจีนกับอาเซียน รองลงมาได้แก่ สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ด้วยสัดส่วนมูลค่าการค้ากับจีนร้อยละ 18.4, 18.2, 16.1, 10.5 และ 8.5 ตามลำดับ
จีนส่งออกไปยังอาเซียนมูลค่ารวมกว่า 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 23.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยตลาดส่งออกสำคัญของจีนในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ด้วยสัดส่วนร้อยละ 2.0, 1.6, 1.5, 1.4, 1.3 และ 0.7 ตามลำดับทั้งนี้ ไม่มีประเทศใดในกลุ่มอาเซียนที่ตัดอันดับตลาดสำคัญ 10 อันดับแรกของจีน โดยในช่วง 3 ปีทีผ่านมา การนำเข้าของสิงคโปร์ลดลงอย่างต่อเนื่อง (จากสัดส่วนร้อยละ 2.4 เหลือร้อยละ 2.0) ขณะที่อินโดนีเซีย และเวียดนามเพิ่มความสำคัญในการเป็นตลาดส่งออกสำคัญของจีน โดยเพิ่มสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าจากจีนอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 1.2 เป็นร้อยละ 1.6 และจากร้อยละ 1.2 เป็นร้อยละ 1.5 ของมูลค่าการส่งออกโดยรวมของจีน
ด้านการนำเข้า จีนนำเข้าจากอาเซียนมูลค่ากว่า 91,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 26.6 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยนำเข้าจากมาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ด้วยสัดส่วนร้อยละ 3.6, 2.3, 1.7, 1.6, 1.0 และ 0.5 ตามลำดับ
ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในบรรดาประเทศกลุ่มอาเซียน+ ที่จีนนำเข้า 10 อันดับแรกของจีน มี 3 ประเทศเท่านั้นที่สามารถเพิ่มสัดส่วนของการส่งออกเข้าสู่ตลาดจีน ได้แก่ ออสเตรเลีย (เพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 4.0 เป็นร้อยละ 4.3) มาเลเซีย (เพิ่มจากร้อยละ 3.0 เป็นร้อยละ 3.6) และอินโดนีเซีย (จากร้อยละ 1.3 เป็นร้อยละ 1.6) ขณะที่สิงคโปร์สามารถรักษาสัดส่วนได้ที่ร้อยละ 1.7 แต่ไทยสูญเสียสัดส่วนทางการตลาดดังกล่าวลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 2.5 เหลือร้อยละ 2.3 เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าโดยรวมของจีน
สถานการณ์การค้าระหว่างไทย-จีน
การค้าระหว่างไทย-จีนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 มีมูลค่ารวมกว่า 31,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยจีนส่งออกไปยังไทยมูลค่ารวมประมาณ 12,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 35.5 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และจีนนำเข้าจากไทยมูลค่ากว่า 19,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 22 โดยจีนขาดดุลการค้าไทยรวมประมาณ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เมื่อพิจารณาในด้านสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าของจีนจากไทยเมื่อเทียบกับการนำเข้าโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 2.4 ซึ่งสะท้อนว่าแม้ว่าการส่งออกของไทยไปยังตลาดจีนจะยังคงขยายตัวในอัตราที่สูง แต่ก็ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของการนำเข้าของจีน ในทางกลับกัน สัดส่วนมูลค่าการส่งออกจากจีนไปไทยอยู่ที่ร้อยละ 1.4 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับการส่งออกโดยรวมของจีน
สินค้าสำคัญที่จีนนำเข้าจากไทย ได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเคมีภัณฑ์ ด้วยสัดส่วนร้อยละ 28.5, 20.5, 15.8, 8.2 และ 5.7 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงการกระจุกตัวอย่างมากของสินค้าส่งออกของไทยสู่ตลาดจีน กล่าวคือ สินค้าส่งออกเพียง 5 รายการแรกของไทยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 78.7 ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังจีน
ในส่วนของสินค้าเกษตรสำคัญที่จีนนำเข้าจากไทยนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ผลไม้สดของไทยส่งออกเข้าสู่ตลาดจีนคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าผลไม้นำเข้าโดยรวมของจีน โดยมีเวียดนาม นิวซีแลนด์ ชิลี ไต้หวัน และอิตาลี ตามมาห่าง ๆ ประการสำคัญ ผลไม้ส่งออกของหลายประเทศ ยกเว้นไต้หวัน มีอัตราการขยายตัวของราคาต่อปริมาณเพิ่มขึ้นมาก
จีนนำเข้ายางแผ่นธรรมชาติจาก 3 ประเทศสำคัญ ได้แก่ ไทย (สัดส่วนร้อยละ 47.9) มาเลเซีย (ร้อยละ 23.2) และอินโดนีเซีย (ร้อยละ 20.5) ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการนำเข้าจากไทยลดลงเล็กน้อย แต่ในเชิงมูลค่าขยายตัวถึงร้อยละ 64.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน จีนยังนำเข้ายางผสมจาก 2 แหล่งสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย (สัดส่วนร้อยละ 43.5) และไทย (ร้อยละ 41.4) ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้ายางผสมจากไทยลดลงถึงร้อยละ 21.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ จีนนำเข้าไม้ซุง ไม้แผ่น และเศษไม้จากไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวในเชิงปริมาณและมูลค่าร้อยละ 7.8 และร้อยละ 17.6 ตามลำดับ ตามหลังแคนาดา รัสเซีย และสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี สินค้าผักของไทยมีปริมาณการส่งออกมาจีนลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 17 สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของไทยทำให้กระทบต่อปริมาณผลผลิตและการส่งออก ขณะที่จีนนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากไทยเป็นอันดับแรก คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 60 ของการนำเข้าโดยรวม แต่มีอัตราที่ชะลอตัวลงถึงร้อยละ 17.3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตามด้วยเวียดนาม ที่มีอัตราการขยายตัวถึงกว่าร้อยละ 85
สำหรับสินค้าน้ำตาล จีนนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1,650 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกพืชเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้จีนผลิตน้ำตาลได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นและยังประกาศจะนำเอาน้ำตาลสำรองปริมาณ 200,000 ตันปล่อยเข้าสู่ตลาดเพื่อลดปัญหาการขาดแคลน โดยกำหนดราคาประมูลไว้ที่ 4,000 หยวนต่อตัน ทั้งนี้ ปัจจุบัน จีนบริโภคน้ำตาลประมาณ 10.3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 18 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในปี 2555
ข้อมูลรวบรวมและเรียบเรียงโดย สพต. ณ กรุงปักกิ่ง 29 กรกฎาคม 2554
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.