Switch to: uk
12 February 2012 00:06AM

ASEAN & ASIA ทิศทางการส่งออกในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย

02 Jan 08 ,  Editorial Staff
  • 0

trade2ปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวซัพพลายเชนและการค้าภายในอาเซียนด้วยกันกับเอเชีย จีนกลายเป็นจุดหมายปลายทางในการส่งสินค้าออกไปยังยุโรปและสหรัฐ ขณะที่การค้าภายในอาเซียนเติบโตช้าขัดกับความพยายามในการรวมกลุ่มประเทศอาเซียนให้เป็นเขตเศรษฐกิจ โดยผู้บริหารธุรกิจขนส่งด่วนและโลจิสติกส์ระดับโลก ดีเอชแอล แนะรัฐเร่งลดอุปสรรคทางการค้าในแต่ละประเทศของอาเซียน

ดีเอชแอล ผู้นำธุรกิจขนส่งด่วนและโลจิสติกส์ระดับโลก เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุด ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ (Economist Intelligence Unit - EIU) เป็นผู้จัดทำเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการค้าในภูมิภาค โดยผลการศึกษาที่มีชื่อว่า ปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้นมุมมองใหม่สำหรับการส่งออกในอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย (Trading up: A New Export Landscape for ASEAN and Asia) ซึ่งได้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของปริมาณสินค้าที่ผ่านพรมแดนของประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยมีจุดเริ่มต้นจากประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า แม้ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะมีจุดมุ่งหมายความร่วมมือทางการค้าแบบบูรณาการ

แต่จากผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า ภาพรวมของตลาดการส่งออกใหม่ในเอเชียของประเทศกลุ่มอาเซียนกลับอยู่บนทางแยก ระหว่างการดำเนินการด้านความร่วมมือทางการค้าแบบบูรณาการในมิติที่ลึกยิ่งขึ้นระหว่างประเทศสมาชิก หรือการลดความสัมพันธ์ในมิติดังกล่าวลงเพื่อไปพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าแบบคู่ขนานกับประเทศจีน จากการศึกษานี้พบว่า สัดส่วนของการส่งออกไปยังประเทศจีนจากทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน ยกเว้นประเทศเวียดนามนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การค้าภายในประเทศอาเซียนเองมีแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง 

  • การค้าของกลุ่มประเทศอาเซียนกำลังมีการรวมตัวแบบบูรณาการในระดับสากลมากขึ้น สี่ในหกประเทศอาเซียนที่ได้ทำการศึกษา ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เริ่มมีการรวมตัวกันเชิงบูรณาการไปสู่ระบบการค้าในระดับสากลมากยิ่งขึ้น ด้วยการเติบโตทางการค้าที่มีอัตราสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีเพียงประเทศมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เท่านั้นที่มองเห็นว่ามูลค่าของทั้งการส่งออกและนำเข้าเติบโตช้ากว่าเศรษฐกิจโดยรวม 
  • กลุ่มประเทศอาเซียนมีการเพิ่มการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงช้าลง ในขณะที่การนำเข้าและส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงจากทั้งจีนและอินเดียมีการเติบโตที่รวดเร็วกว่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าต่ำ ในระหว่างที่มีการทำการศึกษาอยู่นั้น แต่ภาพของกลุ่มประเทศในอาเซียนนั้นถูกมองรวมกัน ซึ่งอาจเกิดจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของสินค้าเบ็ดเตล็ด ทำให้การศึกษาสี่ในหกประเทศในกลุ่มอาเซียนพบว่า การส่งออกสินค้ามูลค่าต่ำเติบโตเร็วกว่าการส่งออกสินค้ามูลค่าสูง โดยทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนยกเว้นฟิลิปปินส์ มีการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำในอัตราที่เร็วกว่าสินค้ามูลค่าสูง
  • ประเทศจีนมีผลกระทบด้านลึกต่อการค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชีย การเติบโตอย่างไม่มั่นคงของจีนมีผลกระทบอย่างมากต่อแบบแผนการค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสำคัญของจีนในฐานะจุดหมายปลายทางของการส่งออกจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น ในระยะเวลาเพียงแค่ 6 ปี ส่วนแบ่งของประเทศจีนจากการส่งออกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 เป็น ร้อยละ 25 ภาพดังกล่าวนี้เหมือนกันกับที่เกิดขึ้นในภูมิภาค
  • ซัพพลายเชนถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ มากยิ่งขึ้น แนวโน้มที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ การแบ่งส่วนของซัพพลายเชนทั่วเอเชีย โดยจีนมักจะเป็นขั้นสุดท้ายของขั้นตอนการผลิต ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตทั่วเอเชีย ถูกส่งผ่านไปยังประเทศจีนสำหรับขั้นตอนสุดท้ายในการผลิต จากนั้นจึงส่งต่อไปยังสหรัฐฯ หรือยุโรป โดยแนวโน้มนี้เกิดขึ้นกับทุกประเทศยกเว้นมาเลเซีย ซึ่งมีอุตสาหกรรมการส่งออกคอมพิวเตอร์ที่เป็นอิสระจากจีนอย่างชัดเจน ซึ่งส่อเค้าลางที่ไม่ดี สำหรับเป้าหมายของกลุ่มประเทศอาเซียนในการกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่รวมเป็นหนึ่ง แทนที่จะเป็นการรวมตัวของซัพพลายเชนจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก หรือตามแกนของประเทศภายในกลุ่มประเทศอาเซียน กลับกลายเป็นการรวมตัวจากเหนือไปใต้ ตามแกนของกลุ่มประเทศอาเซียน-จีน
  • ประเทศอินเดียกลายเป็นพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญที่สุด ตั้งแต่ปี 2000 อินเดียได้กลายเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับการส่งออกของเอเชีย สัดส่วนของการส่งออกที่ไปยังอินเดียเพิ่มมากขึ้นในทุกประเทศจากการศึกษาในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าสัดส่วนทั้งหมดจะยังคงมีจำนวนน้อยอยู่ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น การส่งออกจากจีนไปยังอินเดีย เติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 45 ต่อปี แต่ยังคงเป็นเพียงแค่ร้อยละ 1.5 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศจีน ซึ่งแนวโน้มยังคงถูกคาดหวังให้เป็นเช่นนี้ต่อไป โดยตัดสินจากระดับที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของอินเดีย และการภาคการผลิตเพื่อการส่งออกที่เริ่มมีการเติบโตมากขึ้น
  • ความสำคัญของประเทศญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรทางการค้าลดต่ำลง กลุ่มประเทศอาเซียนมองเห็นแนวโน้มทั่วไปจากการลดระดับลงของการค้ากับญี่ปุ่น ยกเว้นฟิลิปปินส์ (โดยแม้จะมีการส่งเสริมอย่างเป็นทางการสำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการขยายธุรกิจในต่างประเทศ จากประเทศจีน ไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน) ระหว่างปี 2000 และ 2006 สัดส่วนของประเทศญี่ปุ่นต่อการส่งออกของอาเซียนในแง่มูลค่า ตกลงจากร้อยละ 15.3 เหลือร้อยละ 13.4 มูลค่าของการส่งออกของญี่ปุ่นมายังกลุ่มประเทศอาเซียน ก็ลดลงจากร้อยละ 14.3 ในปี 2000 เหลือร้อยละ 11.8 ในปี 2006
  • การค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนกำลังลดลง มูลค่ารวมทั้งหมดของการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนตกลงจากร้อยละ 22.4 ของการค้าทั้งหมดของกลุ่มในปี 2000 เหลือเพียงร้อยละ 20.9 ในปี 2006 โดยแม้จะคิดเป็นการลดลงในอัตราเพียงเล็กน้อย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่เป็นไปได้ที่ควรคำนึงถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความมุ่งมั่นของกลุ่มประเทศในอาเซียนในการสร้างความเป็นหนึ่งร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การค้าภายในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นจะนำไปสู่การรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง ด้วยกฏข้อบังคับร่วมกันที่ควบคุมการค้าและการศุลกากรทำให้อาเซียนมีบรรยากาศการลงทุนที่น่าดึงดูดใจยิ่งขึ้น แต่การลดลงของสัดส่วนของอาเซียนในการค้าภายในภูมิภาค ทำให้เห็นว่ามีหลายสิ่งที่สามารถกระทำได้ เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันภายในภูมิภาคtrade1

และจากการประชุมสุดยอดด้านธุรกิจและด้านการลงทุนของอาเซียน (ASEAN Business and Investment Summit - ASEAN-BIS) เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งดีเอชแอลเป็นผู้สนับสนุนหลักเป็นเวลากว่า 5 ปีมาแล้ว โดยการศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่ 6 ประเทศที่มีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจที่สุดของกลุ่มอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม และวิเคราะห์การค้าของคู่แข่งที่ใกล้ชิดที่สุดในภูมิภาค คือ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย พร้อมด้วยการวิเคราะห์แนวโน้มที่เปลี่ยนไปของการนำเข้าและส่งออกจากปี 2000 ถึงปี 2007 โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษที่บทบาทการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูง เปรียบเทียบกับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าแต่มีการขนส่งในปริมาณมาก ซึ่งการศึกษาดังกล่าวเป็นผลการวิจัยต่อเนื่องจากการศึกษาในหัวข้อ "การส่งออกของอาเซียน: วันนี้ พรุ่งนี้ และความท้าทายในการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูง (ASEAN Export: Today, Tomorrow and the High-value Challenge)" ซึ่งดีเอชแอลและหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ ได้ร่วมกันเผยแพร่ผลวิจัยนี้ในการประชุมสุดยอดด้านธุรกิจและด้านการลงทุนอาเซียน ครั้งที่ 4 ประจำปี 2006

ผลการศึกษานี้ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณการค้าในช่วงระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบทางการค้า และที่สำคัญที่สุดคือ ปริมาณการค้าได้ถูกปรับเปลี่ยนใหม่เพื่อตอบสนองกับเศรษฐกิจและเงื่อนไขทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ ดีเอชแอลเชื่อว่า ในการที่จะรักษาการเติบโตสำหรับประเทศอาเซียนนั้น รัฐบาล และภาคธุรกิจ ต้องมีความเข้าใจในวิวัฒนาการของแบบแผนและการเคลื่อนไหวของปริมาณการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันได้มีศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ๆ อย่างเช่น จีน และอินเดีย เกิดขึ้นในระบบการค้าโลก

"บทบาทของเราในฐานะกลไกขับเคลื่อนทางการค้า เป็นมากกว่าผู้เคลื่อนย้ายสินค้า ดีเอชแอล สนใจในการติดตามศึกษาแบบแผนทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเอเชียและทั่วโลก" แดน แมคฮิวจ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว "รายงานนี้ช่วยแสดงให้รัฐบาลของประเทศในอาเซียนเข้าใจถึงวิวัฒนาการของแบบแผนทางการค้าทั้งภายในและภายนอกกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจด้วยข้อมูลในเชิงลึก เพื่อการประเมินและปรับกลยุทธ์ของการดำเนินธุรกิจในภาพรวมใหม่ของตลาดส่งออกอีกด้วย"

อย่างไรก็ตาม แม้การศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การค้าภายในอาเซียนมีปริมาณลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของประเทศจีน ดีเอชแอล ยังเชื่อมั่นว่าภูมิภาคอาเซียนจะมั่นคง แข็งแรง และเติบโตต่อไป การศึกษาดังกล่าวนี้ยังสนับสนุนอย่างหนักแน่นอีกว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มการค้าไปสู่การเป็นห่วงโซ่มูลค่าทางด้านการส่งออก โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และมุ่งเน้นการนำเข้าและส่งออกสินค้ามูลค่าสูงเพิ่มมากขึ้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ดีเอชแอล คือ ผู้นำด้านบริการการขนส่งด่วนในอาเซียน ซึ่งจากผลการศึกษาเหล่านี้ยืนยันสิ่งที่ลูกค้าหลายรายมักกล่าวชื่นชมเรา การกำหนดทิศทางใหม่ต่อการเคลื่อนไหวของปริมาณการค้าไปยังประเทศจีนนั้น สะท้อนความแข็งแกร่งของดีเอชแอลในตลาดจีน หากแต่เราอยากจะกระตุ้นเตือนรัฐบาลในประเทศอาเซียน ในการเพิ่มความพยายามอีกเท่าตัวที่จะลดพรมแดนทางการค้าในแต่ละประเทศ การค้าภายในอาเซียนยังคงมีศักยภาพอย่างมากในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในภูมิภาค" แมคฮิวจ์ กล่าวทิ้งท้าย

Leave a comment :