“ส่งออกไทยกระทบหนัก shipment ร่วงกราว”

สุวัฒน์ อัศวทองกุล ประธานสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ(BSAA)
ผลกระทบที่เห็นชัดเจนจากอุทกภัยในครั้งนี้ในระยะสั้นคือเรื่องการส่งออก จากการที่นิคมอุตสาหกรรมหลายๆ แห่งถูกน้ำท่วมสูง ทำให้โรงงานในนิคมฯ เหล่านี้ต้องหยุดการผลิต ปริมาณสินค้าส่งออกจึงลดลงอย่างแน่นอน ในตอนนี้ลดลงแล้วประมาณ 15–20% และสินค้าที่ต้องขนส่งข้ามจังหวัด เช่น ข้าว ที่มาจากทางภาคกลางและภาคอีสานก็จำเป็นต้องเลื่อนส่งมอบสินค้า ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปยังบริษัทเดินเรือขนส่ง ในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาการจองระวางเรือถูกยกเลิกหรือขอเลื่อนออกไปในสัดส่วนเดียวกันเพราะลูกค้าไม่สามารถนำสินค้ามาส่งขึ้นเรือได้
ส่วนในระยะยาวคาดว่าจะมีผลกระทบค่อนข้างหนักเพราะโรงงานที่ถูกน้ำท่วมจมไปเป็นโรงงานญี่ปุ่นมากกว่า 400 โรง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับสินค้าส่งออก การฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักรอย่างน้อยน่าจะกินเวลาประมาณ 3–6 เดือนหลังน้ำลด ฉะนั้นมองดูแล้วปริมาณสินค้าส่งออกจากประเทศไทยน่าจะลดลงประมาณ 15–20% จนถึงต้นปีหน้า และออเดอร์จากต่างประเทศอาจจะถูกยกเลิกคำสั่งซื้อทั้งหมดเพราะเราไม่สามารถจัดส่งสินค้าให้ได้ตามกำหนด เมื่อผู้ซื้อสินค้ายกเลิกคำสั่งซื้อกับประเทศไทยแล้วหันไปซื้อกับประเทศอื่นแทนก็เป็นไปได้ว่าจะไม่กลับมาซื้อกับไทยอีก แต่ก็ยังโชคดีว่าพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศที่อยู่ในโซน Eastern Seaboard ซึ่งถือเป็น 70–80% ของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบ
“ค่าเท่ากัน ถ้านิคมไม่ท่วม...แต่ถนนท่วม”

ไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC)
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดในขณะนี้คือเรื่องการขนส่งโดยใช้รถบรรทุก ซึ่งเกี่ยวพันตั้งแต่การขนส่งจากผู้ผลิตไปยังภาคอุตสาหกรรมและจากภาคอุตสาหกรรมไปยังท่าเรือ ในเขตภาคกลางเกือบทั้งหมดและภาคตะวันออกเราต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่สูงพอเท่านั้นจึงจะเข้าไปรับสินค้าในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังได้ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเพราะเดิมใช้เพียงรถบรรทุกเล็ก
นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะหากสามารถป้องกันตัวนิคมได้แต่ถนนหนทางรอบๆ นิคมถูกน้ำท่วมหมดก็เท่ากับถูกตัดขาดจากกลไกการผลิตอยู่ดี เพราะกิจกรรมในการขนส่งทุกอย่างหยุดชะงัก สินค้าก็จะขาดตลาดเช่นเดิม เราวางแผนเรื่องการส่งสินค้าแบบ Just in Time กันมาหลายปี ณ วันนี้จึงไม่มีใครทำ Inventory จำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์อุทกภัยไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้นมาก็เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของโลจิสติกส์
ปัญหาที่ทำให้ผู้ประกอบการวิตกมากในขณะนี้คือ การส่งมอบสินค้าให้ได้ตามกำหนดเวลาในสัญญาว่าจ้าง เพราะหากส่งไม่ทันนอกจากค่าปรับที่จะต้องเสียเป็นจำนวนมหาศาลแล้วยังเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือของบริษัทด้วย หากจะให้ส่งทางเครื่องบินแทนก็ต้องพิจารณาประกอบด้วยว่าสนามบินน้ำไม่ท่วม แต่เส้นทางการไปยังสนามบินนั้นยังไปได้หรือไม่ และการส่งสินค้าทางเครื่องบินทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า แต่เราก็เริ่มทำกันแล้ว ยอมขาดทุนเพื่อรักษาชื่อเสียง และส่งมอบสินค้าให้ได้ตรงตามเวลาที่กำหนด ค่าใช้จ่ายส่วนเกินนี้ไม่แน่ใจว่ารัฐจะยอมให้เราระบุรวมเป็นค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยได้หรือไม่
“ไม่ถูกน้ำท่วมแต่ไม่มีวัตถุดิบ สาหัสไม่ต่างกัน”

วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นกินวงกว้างถึงอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกน้ำท่วมด้วยเพราะประสบปัญหาด้านการขนส่ง และขาดแคลนวัตถุดิบ โรงงานสิ่งทอหยุดผลิตไปหลายโรงแล้วและต้องแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าแทนซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก ภาคโลจิสติกส์ก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะเมื่อไม่มีสินค้าและไม่มีถนน เราก็ส่งของไม่ได้
ที่น่าเป็นห่วงมากคือ ICD ลาดกระบัง ผู้ส่งออกไทยเป็นผู้ประกอบการลักษณะ SME จำนวนมากส่งสินค้าแบบ LCL (Less than Container Load) ใน 1 คอนเทนเนอร์จะมีสินค้าของหลายเจ้ารวมกัน ซึ่งลาดกระบังเป็นสถานที่บรรจุตู้แบบ LCL ถ้าลาดกระบังหรือเส้นทางมายังลาดกระบังถูกน้ำท่วมอาจทำให้เจ้าของสินค้าบางเจ้าไม่สามารถนำสินค้ามาบรรจุตู้ได้ก็จะทำให้ปิดตู้ขึ้นเรือไม่ได้เพราะจำนวนของไม่ครบ เจ้าของสินค้าที่บรรจุตู้แล้วก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ตู้ไม่เต็มก็ส่งของไม่ได้อยู่ดี ถือเป็นผลกระทบทางอ้อมที่จะเกิดขึ้น และเมื่อใดลาดกระบังถูกสั่งปิดไม่ให้เข้าไปใช้งานได้ภาคการส่งออกต้องถือว่าจบเลย ความเสียหายจะประเมินค่าไม่ได้ หรือหากจะให้ไปบรรจุตู้ที่แหลมฉบังแทน ก็ต้องถามว่าแล้วแหลมฉบังมีตู้พอหรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่อง Missing Time ของเรือ เรือไม่มีทางรอได้เพราะต้องนำสินค้าไปเกตเวย์ขึ้นเรือแม่ที่สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน ผลที่จะตามมาคือส่งมอบสินค้าไม่ทัน ซึ่งลูกค้าก็คงไม่ช่วยเพราะลูกค้าก็ต้องขายสินค้าให้ได้ตามปกติเช่นกัน คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแก้ปัญหาด้วยการส่งสินค้าทางอากาศแทนซึ่งค่าใช้จะสูงขึ้นมาก จึงฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการเลยว่าให้ระมัดระวังต้นทุนที่จะพุ่งสูงขึ้นให้ดีโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม
“ขนส่งแย่ หยุดวิ่งแล้วกว่า 400 ราย”

ชุมพล สายเชื้อ เลขาธิการ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย
สถานการณ์น้ำท่วมในตอนนี้คาดการณ์ว่าจะแย่ลงเรื่อยๆ อุตสาหกรรมต่างๆ ที่โดนน้ำท่วมตั้งแต่ภาคกลางจนถึงกรุงเทพตอนเหนือยังไม่ทันจะกลับมาเปิดกิจการได้เช่นเดิมก็มีพื้นที่ใหม่ๆ ถูกน้ำท่วมเพิ่มขึ้นตามมาเรื่อยๆ ทำให้การขนส่งชะงักไปหลายส่วน พอจะสรุปได้เป็น 3 ประเด็นคือ 1. ต้นทางของสินค้าจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมไม่สามาถปล่อยสินค้าออกมาได้ 2. ปลายทางของสินค้า ได้แก่ จังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคกลางไม่สามารถรับสินค้าได้ และ 3. เส้นทางที่เราต้องใช้ขนส่งบางสายน้ำท่วมสูงมาก รถวิ่งไม่ได้ก็ทำให้การขนส่งเส้นทางนั้นชะงักไปด้วย
ขณะนี้หลายบริษัทต้องหยุดวิ่งรถ โดยเฉพาะในโซนพุทธมณฑลก็หยุดวิ่งแล้วกว่า 400 รายคิดเป็นประมาณ 30% ผลที่จะตามมาคือมีรถขนส่งสินค้าวิ่งน้อยลงเรื่อยๆ เพราะรถที่อยู่ต่างจังหวัดก็ไม่สามารถส่งของเข้ากรุงเทพฯ ได้ รถที่เข้ามาส่งของกรุงเทพฯ แล้วก็กลับไปไม่ได้ ก็จะมีปัญหาขาดแคลนรถตามมา
ด้านสมาชิกสหพันธ์ฯ ที่ต้องหยุดวิ่งเพราะน้ำท่วม ถ้าประมาณสัก 1 – 2 สัปดาห์ก็คาดว่าน่าจะยังประคับประคองธุรกิจของตนกันได้ แต่ถ้ากินระยะเวลานานกว่านั้น ทางสหพันธ์ฯก็กำลังพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น อาจจะเป็นสินเชื่อเพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ เงินช่วยเหลือสำหรับธุรกิจที่โกดังจมน้ำ
ขณะนี้ทางสมาชิกสหพันธ์ฯที่ไม่ถูกน้ำท่วมได้ส่งรถไปช่วยเหลือหน่วยงานราชการต่างๆ เราหวังให้น้ำลดลงจนกลับมาขนส่งสินค้าได้ การผลิตเพื่อส่งออกจะฟื้นตัวโดยเร็ว นอกจากนี้อยากจะฝากไปยังภาครัฐให้ช่วยพิจารณาสินเชื่อเฉพาะสำหรับกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ให้ด้วยเพราะถ้านิคมอุตสาหกรรมกลับมาผลิตได้เต็มระบบเช่นเดิม แต่ไม่มีรถช่วยขนส่ง โลจิสติกส์คงไม่สามารถฟื้นทั้งระบบอย่างรวดเร็วได้
“ควรกระจายความเสี่ยงซัพพลายเชน”
อนันต์วรพล บูรณะปฏิมากร ที่ปรึกษาสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ( BSAA)
อุทกภัยใหญ่ครั้งนี้ภาคโลจิสติกส์กระทบสาหัสมากจากการที่ Distribution Center (DC) ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง ซึ่งตอนนี้ถูกน้ำท่วมทั้งหมด เมื่อรถบรรทุกมารับสินค้าไปไม่ได้ ห้างค้าปลีกก็ขาดสินค้าวางจำหน่าย ตรงนี้เราจึงควรจะต้องจัดระบบใหม่กันทั้งหมด ให้ศูนย์ดีซีกระจายอยู่ทั่วไปมากกว่านี้เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง
การที่คนจำนวนมากตื่นตระหนกไปซื้อสินค้ามากักตุนไว้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หน้าที่ของโลจิสติกส์คือทำให้มีสินค้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าเสมอ แต่เรากลับไม่สามารถบริหารจัดการซัพพลายที่มีอยู่ให้ดีได้ ทั้งที่คาดหมายได้อยู่แล้วว่าน้ำจะท่วมพื้นที่ใดบ้าง เราน่าจะสามารถนำซัพพลายที่มีอยู่ออกมาจากที่อื่นก่อน หรือน่าจะสามารถเตรียมซัพพลายไว้ให้เพียงพอต่อการกระจายทั่วประเทศก่อนที่น้ำจะท่วม DC ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสินค้าขาดตลาดเป็นอาทิตย์ๆ ทั้งๆ ที่โรงงานภาคการผลิตส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบและไม่ได้ลดกำลังการผลิต
เพราะฉะนั้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ต่อไประบบโลจิสติกส์จะต้องพัฒนาการจัดการซัพพลายเชนให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตรงนี้ถือว่าเป็นความผิดของภาคโลจิสติกส์ที่ไม่ได้วางแผนรับมือให้เหมาะสม และทำให้สินค้าขาดตลาด สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้บริโภค
“SME อาการน่าเป็นห่วง”
เรือเอก ดร.สราวุธ ลักษณะโต รองคณบดี คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา
อุทกภัยในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของระบบโลจิสติกส์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่การขนส่งที่ถนนหนทางเสียหายจมน้ำ และนิคมอุตสาหกรรมที่น้ำท่วมก็มีผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชน เมื่อผู้ผลิตมีปัญหา สินค้าก็ขาดตลาด ซึ่งปัญหาตรงนี้คงต้องใช้เวลาฟื้นฟูและแก้ไขพอสมควร เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือโรงงานจำนวนมากที่เสียหายเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME ซึ่งจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากเพราะทุนน้อยอยู่แล้ว
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.