นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนตุลาคม จำนวน 732 ราย ครอบคลุม 40 กลุ่มอุตสาหกรรม ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ 89.0 ปรับลดลงจากระดับ 90.7 จากเดือนกันยายน โดยเป็นการปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 26 เดือน โดยค่าดัชนีที่ปรับลดลงเกิดจากองค์ประกอบของดัชนีด้านยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ จากวิกฤตน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคการผลิตที่เสียหายรุนแรง นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตของอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ต้องจมน้ำในเวลาอันรวดเร็ว แม้จะมีการป้องกันเป็นอย่างดีก็ตาม

ทั้งนี้ ยังส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ต้องหยุดการผลิต เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต กระทบต่อการจ้างงาน และรายได้ของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ขณะเดียวกันน้ำที่ท่วมขังบนถนนหลักหลายสายส่งผลให้การขนส่งสินค้าเป็นไปด้วยความล่าช้า หรือไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในช่วงน้ำท่วม ทั้งนี้ผู้ประกอบการยังมีความกังวลในเรื่องการฟื้นฟูอุตสาหกรรมที่เสียหายรวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบ และมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นหลังจากภาวะน้ำท่วมคลี่คลาย สำหรับค่าดัชนีที่ปรับตัวลดลง และอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 นั้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ไม่ดี
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 101.3 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 94.0 จากเดือนกันยายน ด้านองค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ โดยผู้ประกอบการคาดว่า ภายหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ จะอยูในช่วงการฟื้นฟูบูรณะของภาคการผลิต และครัวเรือน ทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นจำแนกตามขนาดของกิจการในเดือนตุลาคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมขนาดย่อม และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อยู่ที่ 83.2 และ 87.3 ปรับลดลงจากระดับ 86.4 และ 98.5 จากเดือนกันยายน ในขณะที่ค่าดัชนีฯ ของอุตสาหกรรมขนาดกลางอยู่ที่ 93.1 เพิ่มขึ้นจากระดับ 86.6 จากเดือนกันยายน
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ของอุตสาหกรรมขนาดย่อม อุตสาหกรรมขนาดกลาง และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อยู่ที่ 102.4, 101.4 และ 100.1 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 94.9, 90.2 และ 97.7 จากเดือนกันยายน โดยอุตสาหกรรมขนาดย่อม มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคมอยู่ที่ระดับ 83.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 86.4 จากเดือนกันยายน โดยองค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง (แผ่นหนังสำเร็จรูปและหนังฟอกมียอดขายในประเทศและต่างประเทศลดลง), อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ (เนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงทำให้สินค้าขาดตลาด แรงงานส่วนใหญ่ประสบปัญหาน้ำท่วมจึงไม่สามารถผลิตได้) อุตสาหกรรมพลาสติก (ขาดแคลนแรงงานประเภทฝีมือและทั่วไป ยอดคำสั่งซื้อภาชนะบนโต๊ะอาหารที่ทำจากพลาสติกจากประเทศมาเลเซียและฮ่องกงลดลง) และหัตถอุตสาหกรรม (สินค้าประเภท เครื่องปั้นดินเผา ดอกไม้ประดิษฐ์ในประเทศลดลง เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง) ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ไม่ดี ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 102.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.9 จากเดือนกันยายน โดยองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับเกิน 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในอนาคตในระดับที่ดี
อุตสาหกรรมขนาดกลาง มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ 93.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 86.6 จากเดือนกันยายน โดยองค์ประกอบดัชนีที่ปรับเพิ่ม ได้แก่ ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ยอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ เช่น ด้าย ไหม จากประเทศอเมริกาและออสเตรเลียเพิ่มขึ้น ยอดขายผ้าทอ ผ้าฝ้ายในประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมรองเท้า (ยอดขายรองเท้าบูทในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงนี้เกิดอุทกภัยทำให้ความต้องการรองเท้าบูทเพิ่มขึ้น ยอดขายรองเท้าแตะและรองเท้ายางในประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ (เครื่องประดับประเภท พลอย เงิน มียอดการส่งออกไปประเทศเดนมาร์ก ออสเตรเลีย ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ยอดขายเครื่องประดับประเภทเงิน สแตนเลสในประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมแก้วและกระจก (ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแก้ว เช่น จาน ชาม มียอดส่งออกไปประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น), อุตสาหกรรมอาหาร (ยอดขายอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ข้าวสารและน้ำดื่มมียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการกักตุนเพื่อเตรียมรับสถานการณ์อุทกภั, ยอดส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้งสดแช่แข็ง ฯลฯ จากประเทศออสเตรเลีย อเมริกา แคนาดาและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น) และอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม (ยอดขายน้ำมันปาล์มในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารมีการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในภาวะน้ำท่วม) อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนีอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ไม่ดี ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 101.4 เพิ่มขึ้นจากระดับ 90.2 จากเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ 87.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 98.5 จากเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีที่ปรับลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก (สินค้าประเภทโครงเหล็กแปรรูป และแผ่นเหล็กมียอดขายในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมยานยนต์ (ยอดขาย และยอดการส่งออกลดลง รวมถึงเกิดปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต และแรงงาน เป็นผลจากสถานการณ์น้ำท่วม), อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ (เนื่องจากโรงงาน แรงงาน ส่วนใหญ่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ จึงทำให้ยอดขายลดลง) และอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (ยอดขายในประเทศลดลงเนื่องจากในประเทศเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัด ทำให้มีการหยุดใช้รถจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณการใช้ลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 100.1 ปรับเพิ่มจากระดับ 97.7 จากเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจำแนกตามตลาดส่งออก (กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ กับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ) พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศลดลง แต่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ 86.8 ปรับลดลงจากระดับ 92.8 จากเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ (เนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงทำให้สินค้าขาดตลาด, แรงงานส่วนใหม่ประสบปัญหาน้ำท่วมจึงไม่สามารถผลิตได้), อุตสาหกรรมเหล็ก (สินค้าประเภทโครงเหล็กแปรรูป แผ่นเหล็กมียอดขายในประเทศลดลง), อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน (หินก่อสร้างมียอดขายในประเทศลดลง เนื่องจากหลายจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการ, การขนส่งสินค้ามีปัญหา เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ประสบปัญหาน้ำท่วม) และอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (ยอดขายในประเทศลดลง เนื่องจากในประเทศเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัด ทำให้มีการหยุดใช้รถจำนวนมากส่งผลให้ปริมาณการใช้ลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 100.4 ปรับเพิ่มจากระดับ 95.6 จากเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
กลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ 99.6 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.1 จากเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่ม ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ยอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ เช่น ด้าย ไหม จากประเทศอเมริกาและออสเตรเลียเพิ่มขึ้น, ยอดขายผ้าทอ ผ้าฝ้ายในประเทศเพิ่มขึ้น), อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ (เครื่องประดับประเภท พลอย เงิน มียอดการส่งออกไปประเทศเดนมาร์ก ออสเตรเลีย ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น, ยอดขายเครื่องประดับประเภทเงิน สแตนเลสในประเทศเพิ่มขึ้น), อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (ยอดส่งออกเฟอร์นิเจอร์ประเภทถอดประกอบในประเทศจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีเพิ่มขึ้น) และอุตสาหกรรมอาหาร (ยอดขายอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ข้าวสารและน้ำดื่มมียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการกักตุนเพื่อเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัย, ยอดส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้งสดแช่แข็ง ฯลฯ จากประเทศออสเตรเลีย อเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น) อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนีอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ไม่ดี ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 105.9 ปรับเพิ่มจากระดับ 88.9 จากเดือนกันยายน องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
สำหรับดานสภาวะแวดลอมในการดําเนินกิจการ ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจาก สภาวะเศรษฐกิจโลกมากที่สุด รองลงมา คือ สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราแลกเปลี่ยน ตามลำดับ โดยพบว่าปัจจัยที่มีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ที่มีต่อภาครัฐในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ภาครัฐควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับมาตรการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ชะลอการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน เร่งฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน จัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงควรมีการแก้ไขปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน และมีราคาสูงด้วย
















Leave a comment :