Switch to: uk
23 February 2012 18:39PM

มหาอุทกภัย 2554...ซัดเศรษฐกิจไทยจมน้ำ

16 Dec 11 ,  Logistics Digest
  • 0

นิคมฯสหรัตนนคร – โรจนะ – ไฮเทค - บางปะอิน - แฟคตอรี่แลนด์ - นวนคร – บางกะดี จมน้ำ! เป็นความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของเศรษฐกิจไทย ซึ่งไม่เพียงแต่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งนี้เท่านั้นที่เดือดร้อนอย่างรุนแรงจากมหาอุทกภัย แต่ธุรกิจทุกภาคส่วนของไทยต่างก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้หนักหน่วงด้วยกันทั้งประเทศ

107_th_2_001


เมื่อพิจารณาจากเม็ดเงินลงทุน เครื่องจักรที่จมน้ำ การเสียโอกาสทางการค้า ห่วงโซ่การผลิตที่ต้องหยุดชะงักจากการขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต รวมถึงการว่างงานของแรงงานนับแสนคน ความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งระบบของประเทศไทยอาจจะยังไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่แน่นอนว่าย่อม “มหาศาล” กว่า 1 ล้านล้านบาท

จากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ SMEs ในพื้นที่ประสบอุทกภัยประมาณ 60,000 ราย ซึ่ง SMEs ภาคอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะทั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ และสถานประกอบการถูกน้ำท่วมเสียหายจนไม่สามารถผลิตสินค้าต่อได้ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตขาดแคลน และราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น

ในส่วนของธุรกิจ SMEs ประเภทบริการขนส่งและธุรกิจค้าปลีกก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมไม่น้อยไปกว่ากัน ด้วยรถขนส่งสินค้าของ SMEs ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกขนาดเล็ก และเส้นทางการขนส่งสินค้าถูกน้ำท่วมเสียหายมาก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปส่งและกระจายสินค้าในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมได้ เกิดปัญหาขาดแคลนซัพพลายเชน อย่างรุนแรง ส่งผลถึงธุรกิจค้าปลีกในพื้นที่ไม่มีสินค้าขายทำให้ผู้บริโภคแตกตื่น รวมทั้งคำสั่งซื้อสินค้าลดลงเพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคหายไป ทำให้สูญเสียรายได้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้การที่ไม่สามารถเปิดตู้คอนเนอร์เพื่อนำสินค้าออกมาได้เพราะพื้นที่ลงตู้ของผู้ให้บริการโลจิสติกส์น้ำท่วมสูง รวมถึงการที่ผู้ประกอบการที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์แบบ LCL ไม่สามารถนำของมาลงตู้ได้ตามเวลาส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ส่งสินค้าทางเรือ และการนำเข้าส่งออกทั้งระบบ

มาตรการช่วยเหลืออุทกภัยระยะสั้น
สำหรับมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องนี้ นายเฉลิมชัย มีคุณเอี่ยม ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการหารือกับสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย กทท. จะช่วยเหลือโดยจัดพื้นที่ 10 ไร่ บริเวณด้านข้างประตูทางเข้าสถานีตรวจสอบสินค้าเขื่อนตะวันตก เพื่อใช้เป็นสถานีขนส่งสินค้าชั่วคราวในภาวะอุทกภัย โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่ 9 พ.ย. จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยสมาคมฯ จะเร่งกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังจังหวัดต่างๆ เชื่อว่าหลังจากนี้ปัญหาการขาดแคลนสินค้าจะลดลงแน่นอน ซึ่ง กทท.ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจรบริเวณที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อลดปัญหาจราจรที่อาจเกิดจากรถขนส่งสินค้า

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ขณะนี้ยอดความเสียหายของภาคการส่งออกยังไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรากังวลมากในขณะนี้คือ บริษัทแม่ในต่างประเทศของสายเรือจะปรับลดระวางเรือที่จะมารับของยังประเทศไทย เพราะช่วงอุทกภัยสินค้าของเราไม่สามารถไปขึ้นเรือได้ตามกำหนด เมื่อเรือมาแล้วรับของไม่ได้ เรือก็ว่าง ทำให้เกิดความสูญเสียขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 เป็นไปได้สูงว่าบริษัทเดินเรือจะจัดสรรระวางเรือให้ไทยน้อยลงมาก เพราะเกรงว่าเราจะไม่มีสินค้าส่ง ซึ่งไทยก็จะพบกับปัญหาใหม่ในการส่งออกว่า แม้จะฟื้นตัวกลับมาผลิตเต็มกำลังได้เร็วภายในสิ้นปี 2554 แต่ก็ส่งของไม่ได้อยู่ดีเพราะไม่มีเรือ การส่งมอบสินค้าก็จะไม่ตรงเวลาทันทีซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนัก ขณะนี้รัฐบาลยังมองไม่เห็นปัญหานี้ ใครจะเป็นคนคุยให้บริษัทเรือต่างประเทศมั่นใจและไม่ลดระวางเรือของเรา”

ด้านนายทวิช เตชะนาวากุล เลขาธิการสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยอินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) กล่าวว่า “จากสถานการณ์น้ำท่วมที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและเทศนั้น เลขาธิการสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทย ยอมรับว่านาทีนี้ยังไม่กล้ามองเป้าหมายยอดขายหรือการให้เช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทยปี 2555 เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นค่อนข้างกระทบต่อนักลงทุนรุนแรง โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่เป็นนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหญ่ในไทย ซึ่งหนีภัยสึนามิจากญี่ปุ่นแล้วยังมาเจอสึนามิน้ำจืดในเมืองไทยอีก จึงได้แต่หวังให้โครงการเดิมที่นักลงทุนมีแผนเข้ามาลงทุนซื้อพื้นที่หรือก่อสร้างโรงงานแล้วไม่ยกเลิกหรือหนีไปลงทุนที่อื่น ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่น ให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่นักลงทุนรายเก่าเพื่อจูงใจให้ขยายการลงทุนเพิ่มให้มากที่สุด เพราะง่ายและฟื้นความเชื่อมั่นได้เร็วกว่าการออกไปโรดโชว์หาลูกค้าใหม่”

เมื่อทบทวนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เลขาธิการสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทย มีข้อเสนอแนะว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน และควรที่จะรื้อแผนการจัดการ 25 ลุ่มน้ำในประเทศไทยขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปภายใต้ภาวะโลกร้อน อีกประการหนึ่งคือ การยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในด้านสาธารณูปโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อปกป้องและดูแลโรงงานอุตสาหกรรมของนักลงทุนนับพันราย เช่น เขื่อนป้องกันน้ำที่สูงและแข็งแรงพอ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 ได้ออกสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัย โดยธนาคารออมสิน เพื่อใช้ในการจัดทำระบบและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับป้องกันอุทกภัย สำหรับนิคมอุตสาหกรรม วงเงิน 15,000 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปีตลอดอายุโครงการ

ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากต่างชาติไม่เชื่อมั่นว่าไทยพร้อมรับมือกับอุทกภัยที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นอีก การที่ไทยมุ่งหวังจะเป็น ASEAN Hub ครัวของโลก หรือการเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนคงแทบจะเป็นไปไม่ได้ มาตรการในการบริหารจัดการน้ำและมาตรการเยียวยาภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยกลับมามีที่ยืนบนเวทีระดับโลกได้อีกครั้ง

นโยบายเร่งฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ประกอบด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) (Strategic Committee for Reconstruction and Future Development: SCRF) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. (Strategic Committee for Water Resources Management: SCWRM) เบื้องต้นคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดจะกำหนดกรอบและแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำท่วมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ขณะเดียวกันจะเร่งฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจ โดยจะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาในภาพรวม 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การลงทุนเรื่องน้ำ 2.โลจิสติกส์ และ 3.การพัฒนาเพื่อพัฒนาและยกระดับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวว่า “วิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่อาจจะทบทวนการลงทุนในประเทศไทยและย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปที่อื่น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของประเทศในอนาคต ดังนั้นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ในเรื่องการวางระบบป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำในช่วงต่อไปเท่านั้น แต่จะต้องให้ความมั่นใจในภาพรวมของเศรษฐกิจอย่างเชื่อมโยงกันในทุกๆ ด้าน เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของระบบการเงินการคลัง ศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โอกาสการลงทุนและการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ความมั่นคงด้านพลังงาน โอกาสในการขยายพื้นที่การลงทุนใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีการพัฒนาในพื้นที่ใกล้กับประเทศไทย เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในทุกประเทศล้วนมีความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติหรือปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งนักลงทุนก็จะพิจารณาว่าผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงแล้วเป็นอย่างไร คณะกรรมการชุดนี้จึงได้รับมอบหมายให้วางแผนการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศที่คำนึงถึงความจำเป็นรอบด้านดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าหลังจากวิกฤตอุกทกภัยครั้งนี้ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแหล่งลงทุนที่น่าลงทุนมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต โดยคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่เกิดประโยชน์มากที่สุดและมีวินัยการคลัง และสามารถอธิบายให้นักลงทุนมั่นใจทั้งสองด้าน คือ ด้านระบบบริหารจัดการน้ำและด้านศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ขณะเดียวกันการสื่อสารกับนักลงทุนถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้นักลงทุนทราบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ดร.วีรพงษ์ ได้เดินทางไปพบนักธุรกิจและนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่สำคัญสำหรับประทศไทยและเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบอย่างมากในวิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่นักลงทุนเป็นห่วง และให้ความมั่นใจถึงภารกิจที่รัฐบาลชุดนี้ได้มอบหมายให้กับกรรมการชุดนี้ และเร่งการวางกรอบการทำงานของคณะกรรมการเพื่อเสนอแนะยุทธศาสตร์ให้กับรัฐบาลอย่างเป็นขั้นตอนต่อไป


ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นว่า การลงทุนเกี่ยวกับน้ำและระบบชลประทาน จากที่ได้หารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงบูรณาการช่วงก่อนหน้านี้ อาจต้องใช้วงเงินนับล้านล้านบาทลงทุนระบบชลประทาน และการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำ หรือการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง โดยจะทยอยดำเนินการในระยะ 10 ปี ส่วนนี้นายกฯ ตั้ง กยอ. ขึ้นมาดูแลแล้ว

ส่วนการลงทุนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ หากมองไปข้างหน้าจะเห็นว่าในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การจะยกระดับประเทศให้มีศักยภาพในการแข่งขัน จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ จากที่ผ่านมาระบบโลจิสติกส์ของไทยค่อนข้างอ่อนแอ โดยเฉพาะการขนส่งในระบบรางซึ่งต้นทุนถูกที่สุด การลงทุนก่อสร้างระบบราง ทั้งรถไฟรางคู่ ไฮสปีดเทรน จึงมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้จะมีการออกแบบการลงทุน โดยดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุนกับภาครัฐ ในรูป PPP (Public-Private Partnership) ซึ่งกระทรวงการคลังได้หารือกับกระทรวงคมนาคม วางแผนแม่บทโลจิสติกส์ล่วงหน้ามา 4-5 เดือน แล้ว ซึ่งจะเสนอให้ กยอ.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วที่สุด

มาตรการช่วยเหลือ SMEs
กระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งคลินิกอุตสาหกรรมเพื่อการฟื้นฟูสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมทั่วประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติเร็วที่สุดในวงเงินงบประมาณ 500 ล้านบาท

มาตรการฟื้นฟูสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหลังน้ำลดจะดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นเป็นความช่วยเหลือ เยียวยา ซ่อมบำรุง ซ่อมแซมเครื่องจักร ปรับปรุงสถานประกอบการ วางแผนการทางการเงิน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ย เพื่อให้เป็นทุนหมุนเวียนหรือซ่อมแซมเครื่องจักร อุปกรณ์ รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง (Risk Management) สำหรับอนาคต ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ระยะยาว ได้แก่ มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ การให้สินเชื่อลดหนี้ และมาตรการด้านภาษี เช่น ยกเว้นการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร นำมูลค่าความเสียหาย/ค่าเสื่อมที่ยังเหลืออยู่ของทรัพย์สินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงการผ่อนปรนค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ฯลฯ

สถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมสามารถลงทะเบียนผ่าน  www.ช่วยน้ำท่วม.com กระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณบวกลบ 45 วันขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของแต่ละโรงงาน เริ่มดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2554 และสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2555

มาตรการช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
เครื่องจักรและวัตถุดิบ
•    เครื่องจักรและวัตถุดิบสามารถย้ายออกจากโรงงานไปยังสถานที่อื่นหรือส่งออกในกรณีฉุกเฉินได้ โดยการขออนุญาตจากสำนักงานฯ สามารถกระทำได้ในภายหลัง
•    บริษัทที่ได้รับส่งเสริมสามารถขอรับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามาเพื่อทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายจากเหตุอุทกภัย รวมทั้งสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ในคราวเดียวกัน โดยจะต้องยื่นแบบคำขอรับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรการนี้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2555
•    วัตถุดิบที่นำเข้าโดยได้รับยกเว้นอากรตามมาตรา 36 ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย ให้ถือเป็นส่วนสูญเสียที่ไม่มีภาระภาษี
•    วัตถุดิบที่นำเข้าโดยได้รับยกเว้นอากรตามมาตรา 36 ที่ยังใช้งานได้ สามารถโอนไปยังโครงการที่ได้รับส่งเสริมที่ยังเหลืออยู่ได้ หากโครงการดังกล่าวยังคงได้รับสิทธิตามมาตรา 36
•    บริษัทที่ได้รับส่งเสริมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สามารถว่าจ้างผู้อื่นผลิตได้เป็นการชั่วคราว เพื่อมิให้กิจการต้องหยุดชะงักลง

การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน
•    อนุญาตให้นำช่างต่างด้าวเข้ามาเป็นการเร่งด่วนเพื่อทำงานในประเทศไทยไม่เกิน 30 วันได้โดยไม่ต้องมี non-immigrant B visa
•    มาตรการอำนวยความสะดวกในการได้มาซึ่ง non-immigrant B visa ในกรณีช่างต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยมากกว่า 30 วัน และเร่งรัดกระบวนการในการอนุมัติการเข้ามาและพำนักระยะสั้นของช่างต่างด้าว
•    เร่งรัดและผ่อนปรนกระบวนการออกเอกสารทดแทนฉบับที่สูญหายหรือเสียหาย (ตท.4) หมายเหตุบริษัทสามารถออกจดหมายเพื่อใช้เป็นหลักฐานแทนหนังสือแจ้งความสถานีตำรวจได้
•    อนุญาตให้ชาวต่างชาติรายงานตัวทุก 90 วัน ตามข้อกำหนดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผ่านทางโทรศัพท์ 0-2209-1100 โทรสาร 0-2209-1193 SMS 08-8487-9797 หรืออีเมล This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it (ไม่ต้องส่งหนังสือเดินทาง)

มาตรการช่วยเหลือด้านการเงินและภาษีจากกระทรวงการคลัง
กระทรวงการคลังได้อนุมัติให้ธนาคารกรุงไทย และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ออกสินเชื่อและให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ลูกค้าเดิมของธนาคารในเรื่องการพักชำระหนี้ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ และลดดอกเบี้ย รวมทั้ง ให้เงินกู้ใหม่แก่ลูกค้าเดิมและประชาชนทั่วไป เพื่อฟื้นฟูอาชีพและซ่อมแซมบ้าน/อาคารที่เสียหาย โดยลดอัตราดอกเบี้ยให้ตํ่ากว่าปกติและลดหย่อนเกณฑ์การพิจารณา
สำหรับมาตรการทางด้านภาษี  ได้แก่


•    การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยที่ผู้ประสบอุทกภัยได้รับจากภาครัฐ
•    การยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนเท่ากับจำนวนความเสียหายที่ได้รับสำหรับผู้ประสบอุทกภัยที่ได้ลงทะเบียนไว้กับศูนย์หรือหน่วยงานให้ความช่วยเหลือของทางราชการ
•    การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ประสบอุทกภัยได้รับจากการประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เกินมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลือจากการหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาแล้ว
•    การบริจาคให้กับผู้ประสบอุทกภัยผ่านหน่วยงานส่วนราชการ องค์การของรัฐบาลองค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือผ่านเอกชนที่เป็นตัวแทนรับบริจาคที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมสรรพากร เพื่อนำไปบริจาคต่อให้กับผู้ประสบอุทกภัยนั้น สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในทางภาษีได้ 1.5 เท่า สำหรับการบริจาคระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 31 ธันวาคม 2554 และผู้ได้รับบริจาคได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคมาถือเป็นเงินได้ในการคำนวณภาษีเงินได้
•    การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำสินค้าไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
•    กระทรวงการคลังจะพิจารณาขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีสรรพากรสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยรุนแรงตามความจำเป็นและสมควร

สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์
ด้านธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารธนชาต ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทิสโก้ ต่างก็ออกมาตรการทางการเงินและสินเชื่อต่างๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจ ซึ่งรายละเอียดสินเชื่อและความช่วยเหลือของแต่ละธนาคารก็แตกต่างกันไป

จะเห็นได้ว่ามาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่ออกมานั้นเน้นฟื้นฟูในส่วนของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและ SMEs เป็นหลัก สำหรับภาคโลจิสติกส์ไม่มีมาตรการและสินเชื่อใดๆ ช่วยเหลือดูแลโดยเฉพาะ แนวนโยบายของ กยอ. ก็เป็นไปในลักษณะของการพัฒนา Infrastructure ในอนาคตมากกว่าจะแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในท้ายสุดแล้วหน่วยงานภาครัฐจะไม่ลืมดูแลภาคโลจิสติกส์ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติเช่นเดียวกัน

 

Leave a comment :