Switch to: uk
23 March 2017 08:56AM

“Localization -- ปรับตัวสู่ท้องถิ่น” กลยุทธ์สุดฮิต... ธุรกิจไทยบุกตลาดจีนไม่ควรมองข้าม!!

05 Jun 12 ,  thaibizchina.com
  • 0

“เซี่ยงไฮ้” เมืองธุรกิจสำคัญของจีนที่มีประชากรราว 23 ล้านคน มี GDP per Capita (2011) ที่สูงถึง USD 12,911 (ไทย USD 5,112) และ CPI 5.2% (ไทย 3.8%) โดย Shanghai Wealth Report ได้ระบุว่า ชาวเซี่ยงไฮ้มากกว่า 140,000 คนเป็นผู้มีรายได้สูงกว่า 10 ล้านหยวน (ราว 48 ล้านบาท) นอกจากนี้ เซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองที่มีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเปิดกิจการมากที่สุดใน จีน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากประชาชนในเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคที่มีกำลัง ซื้อสูง

 

ผู้ประกอบการไทยจะฉวยโอกาสทองนี้อย่างไรในการที่จะ มาลงทุนทำธุรกิจในจีน บทความที่จะกล่าวต่อไปนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริหารธุรกิจต่าง ชาติชื่อดัง 3 บริษัท (ที่มีสาขาธุรกิจอยู่ในนครเซี่ยงไฮ้) ซึ่งได้ถ่ายทอดประสบการณ์สำหรับบุกตลาดจีนของบริษัท และกลยุทธ์การปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นจีน หรือที่รู้จักกันดีว่า localization” จนมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

 

STARBUCKS COFFEE : ประยุกต์.. สอดคล้อง.. สู่ท้องถิ่นจีน

เรามาเริ่มต้นกันที่ Starbucks หนึ่งในธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในจีนด้วยจำนวนร้านกาแฟที่มากถึง 550 สาขาในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดให้ครบ 1,500 สาขาทั่วทั้งประเทศภายในปี ค.ศ. 2015 STARBUCK ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญและทันสมัย จนมีผู้กล่าวว่า “ที่ไหนมี STARBUCKS ที่นั่นเป็นเมืองที่มีการพัฒนา”


เพราะเหตุใด Starbucks จึงมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยมียอดขายกาแฟในจีนเพิ่มสูงขึ้นอีก 13% จากปี ค.ศ. 2010 มาสู่ยอดขายรวม 5,100 ล้านหยวน (ราว 810 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ) ในปัจจุบัน

 

อะไร คือ เคล็ดลับและยุทธศาสตร์การบริหารงานของ Starbucks ในการนำบริษัทเจาะตลาด 1,300 ล้านคนและสามารถก้าวเดินสู่ถนนเศรษฐกิจแดนมังกรได้อย่างมั่นคง? ผู้อ่านสามารถค้นหาคำตอบได้จากบทความนี้

 

BELINDA WONG (Starbucks China President) ได้คลุกคลีอยู่ในวงการการตลาดจีนมาไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยก่อนหน้านั้นเธอมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนตลาดเอเชีย-แปซิฟิก อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า จนมาสู่การเปิดตลาดจีนครั้งแรกของสาขา World Trade Center ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ปี ค.ศ.1999 นับแต่นั้นมาเธอได้ดูแลสาขา Starbucks ในจีนมากถึง 180 สาขา ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ถึงภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน จึงกล่าวได้ว่าเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดคนหนึ่งของจีนเลยทีเดียว

แม้ว่าตลาดเครื่องดื่มกาแฟในปัจจุบัน จะมีผู้แข่งขันที่สำคัญอยู่หลายบริษัท อาทิ Costa Coffee , The newcomer Pacific Coffee แต่ Starbucks บริษัทซึ่งยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดเครื่องดื่มกาแฟในจีนได้มองว่า การ ที่มีคู่แข่งจำนวนมากกลับก่อให้เกิดผลดีมากกว่า เพราะจะทำให้ตลาดเครื่องดื่มกาแฟของจีนนั้นโตขึ้นและก่อให้เกิดการพัฒนายิ่ง ขึ้นไปได้


BELINDA WONG ได้เรียนรู้ว่าการตลาดในจีนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เรา จะต้องเข้าใจว่าท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถนำโมเดลจากที่หนึ่งมาใช้กับทุกๆ ที่ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วสาขาของ Starbucks ในท้องถิ่นนั้นๆ ก็จะเกิดความแปลกแยก ไม่กลมกลืนหรือผสมผสานเข้ากับท้องถิ่นได้ แต่เพราะ Starbucks มีความเป็นมืออาชีพ Starbucks ยังคงยึดมั่นในตราสินค้าและคุณค่าของผลิตภัณฑ์อยู่เหมือนเดิม หากแต่มีการประยุกต์เข้ากับสังคมจีน อาทิ การใช้ภาษาท้องถิ่นใน การบริการลูกค้าให้รู้สึกถึงความเป็นกันเอง จะต้องรู้ว่าลูกค้าในย่านนี้ต้องการได้รับความรวดเร็วในการบริการ Starbucks ก็จะรีบเสิร์ฟเครื่องดื่มให้อย่างรวดเร็วเพื่อลูกค้าจะได้เดินทางไปจุดหมาย ต่อไปได้ทันเวลา หรือในด้านผลิตภัณฑ์ Starbucks ยังคงมีสินค้ามาตรฐานเหมือนกับ Starbucks สาขาอื่นๆ ทั่วโลก หากแต่ในจีนยังได้มีสินค้าพิเศษที่ประยุกต์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ชาเขียวงาดำ ขนมไหว้พระจันทร์ เป็นต้น


นอกจากนี้ การร่วมมือกับท้องถิ่นในเชิงธุรกิจก็สำคัญเช่นเดียวกัน อาทิ การใช้เม็ดกาแฟคุณภาพดีจากมณฑลยูนนานเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเครื่องดื่ม ของ Starbucks การให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเป็นเจ้าของร่วมในสาขา หรือการขยายสาขาดังที่ได้กล่าวในข้างต้น จะก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นนั้นๆ เพิ่มหลายอัตราเลยทีเดียว ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้ชุมชนเกิดความผูกผันกับ Starbucks ได้อย่างแนบแน่นมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเคล็ดลับของ Starbucks ที่ไม่เพียงแต่สามารถสร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักของชาวจีนโดยทั่วไป หากยังสามารถทำยอดขายสินค้าให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จได้อย่างดีอีกด้วย จากยุทธศาสตร์การเข้าใจตลาดจีนและการยึดท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทสามารถที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพดี ขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมไปกับการขยายจำนวนสาขาในพื้นที่ต่างๆ ที่ (กำลัง) พัฒนาของจีนได้อีกด้วย

 

IKEA FURNITURE : ผสมผสาน “อัตลักษณ์ต่างชาติ+ท้องถิ่นจีน” อย่างลงตัว

เรามาดูกันต่อว่ามีบริษัทต่างชาติใดบ้างในจีนที่ สามารถพิชิตอุปสรรคด้านการค้า การลงทุนในตลาดจีนได้ พวกเขาได้ใช้กลยุทธ์อะไรในการดำเนินธุรกิจเพื่อปักธงชัยในท้องถิ่นต่างๆ จนสามารถเอาชนะใจชาวมังกรให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของตน

 

IKEA ธุรกิจค้าปลีกสินค้าตกแต่งภายในบ้าน สัญชาติสวีเดน ได้เข้ามาบุกตลาดจีนตั้งแต่ ค.ศ. 1998 โดยเมื่อไม่นานมานี้ IKEA ได้เปิด outlet ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและใหญ่อันดับ 2 ของโลกในเขตใหม่ผู่ตง(浦东新区)ของนครเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบันมีสาขาในจีนรวมแล้ว 10 แห่ง อาทิ นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง เป็นต้น โดยมีโครงการที่จะเปิดในเมืองเอกต่างๆ ของจีนต่อไปด้วย การขยายจำนวนสาขาและขนาดของ IKEA เป็นสัญญาณที่ชี้ให้ถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการซื้อขายในตลาด ก็คือ โอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

 

จากสถิติของ Deloitte Touche Tohmatsu Ltd ได้แสดงให้เห็นว่า รายได้จากการขายสินค้าประเภทตกแต่งภายในบ้านใน ค.ศ. 2010 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.8 เมื่อเปรียบเทียบกับ ค.ศ. 2009 โดยมีรายได้อยู่ที่ 2.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในทางเดียวกัน IKEA ได้มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 20 มาอยู่ที่ 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเปรียบเทียบดังกล่าว

 

แม้ว่าสัดส่วนการครองตลาดสินค้าของ IKEA ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก หากแต่ใน ค.ศ. 2010 ปีที่นานาประเทศกลับประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่ IKEA ในจีนกลับสามารถมีเม็ดเงินกลับเข้าบริษัทได้ไม่น้อย อีกทั้งในปีที่ดังกล่าวก็มีลูกค้าเยี่ยมชมสินค้าทะลุ 31 ล้านคนเลยทีเดียว โอกาสทางการค้าของ IKEA ในจีนจึงน่าจะมีอนาคตที่สดไม่น้อยเลยทีเดียว

 

อะไร คือ ยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจในจีน? IKEA มองว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายของเขา? IKEA หา partner ในจีนอย่างไร? การรู้/เข้าใจท้องถิ่น และประยุกต์ใช้กลยุทธ์ให้ประสบผลสำเร็จนั้นเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้ผู้อ่านสามารถค้นหาคำตอบได้ในเนื้อหาต่อจากนี้

Gillian Drakeford (IKEA China Retail President) ผู้บริหารหญิงผู้มากด้วยความสามารถคนหนึ่งของ IKEA ได้เริ่มต้นงานในภูมิภาคนี้จาก Hong Kong ตั้งแต่ปลาย ค.ศ. 1998 จนถึง ค.ศ. 2002 หลังจากนั้นเนื่องจากสนใจในความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีน เธอจึงได้ตัดสินใจย้ายมาเป็นผู้จัดการในสาขาปักกิ่ง โดยในปัจจุบันเธอและครอบครัวได้พักอาศัยอยู่ที่เซี่ยงไฮ้

 

สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ทำให้เธอรู้และเข้าใจใน ”ความเป็นจีน” มากขึ้นเรื่อยๆ เธอถึงกับกล่าวว่า “นโยบายบางอย่างใช้ได้ดีกับ IKEA ในประเทศทางแถบตะวันตก แต่ก็ไม่อาจใช้ได้กับ IKEA ในจีนได้ทุกเรื่องเสมอไป”

เธอกล่าวว่า “การทำให้เป็นท้องถิ่น (localization)” ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจในจีน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทต่างๆ ล้วนแล้วแต่คำนึงถึง นอกจากนี้แล้วการรักษามาตรฐานของ IKEA นั้นย่อมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะความเป็น IKEA นั้นถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประสบผลสำเร็จในธุรกิจเช่นเดียวกัน

 

การทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม หากจะยึดอัตลักษณ์ของตนมากเกินไปก็จะไม่เข้าใจตลาดท้องถิ่น หรือหากจะอิงกับท้องถิ่นมากเกินไปก็จะเสียความเป็นตัวของตัวเองไป ฉะนั้นความสมดุลและการผสมผสานระหว่าง 2 สิ่งในการดำเนินธุรกิจนั้นถือเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ IKEA ใช้ในการบริหารงานในจีน เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายมีแรงจูงใจในการซื้อสินค้า


เป้า หมายของ IKEA คือ กลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่สนใจในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยการเปลี่ยนของใช้ภายในบ้านใหม่ให้ดูดี มีสไตล์มากขึ้น

 

นอกจากนี้แล้ว บุคลากรของ IKEA ก็มีความสำคัญยิ่งเช่นกัน กล่าวคือ IKEA อยากให้พนักงานชาวจีนกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ผิดถูกไม่เป็นไร ดีกว่ายึดติดกับกรอบเดิมๆ ของชาวจีนว่าจะต้องทำถูกต้องทุกอย่าง สาเหตุที่อยากให้เปลี่ยนวิถีการทำงานใหม่ เพราะเมื่อทำผิดแล้วก็จะเกิดการเรียนรู้ เกิดประสบการณ์อันนำมาสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต

กล่าวโดยสรุป ถึงแม้ IKEA จะสร้างให้สินค้าตนเองดูมีระดับและคุณภาพสูง (สมกับคำว่าเป็นสินค้าแบรนด์ต่างชาติ) แต่ก็มีระดับราคาสินค้าอยู่ในเกณฑ์ที่ผู้บริโภคยอมรับได้ ประกอบกับการสร้างบรรยากาศของร้าน ขนาด พนักงาน การบริการต่างๆ และความพยายามลดราคาสินค้าให้ถูกลงจากการร่วมมือกับ Supplier ท้องถิ่นให้สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนชิ้นมากขึ้น แต่คุณภาพและมาตรฐานของสินค้ายังคงดีเหมือนเดิม (อาจกล่าวได้ว่าสินค้า IKEA ในจีนมีราคาถูกที่สุดในบรรดา IKEA ทั่วโลกเลยทีเดียว) โดยปัจจัยข้างต้นนี้ล้วนช่วยให้ IKEA มีฐานลูกค้า (ที่มีแรงจูงใจในการซื้อ) ในจีนขยายใหญ่ขึ้น อันนำมาสู่มูลค่าการซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย

 

CP LOTUS SUPERMARKET : เข้าถึง.. เข้าใจ.. เข้าไปในท้องถิ่นและพฤติกรรมการบริโภค

ส่วนสุดท้ายนี้ หลังจากได้เรียนรู้ยุทธศาสตร์ของบริษัทจากทางฝั่งตะวันตกไปแล้ว หันกลับมาดูบริษัทของไทยบ้างว่ามียุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ใดบ้างที่เหมือนหรือ ต่างกับบริษัทดังที่ได้กล่าวข้างต้นอย่างไรบ้าง

คุณสมชาย จึงสมบูรณานนท์ รองประธานอาวุโสฝ่ายจัดซื้อ บจก. Shanghai Lotus Supermarket Chain Store Senior Vice President ได้บอกเล่ากลยุทธ์และการตลาดที่ได้ใช้ในจีนของ CP Lotus ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจในจีน คือ การสำรวจตลาด เราจะต้องรู้ว่าประชาชนในพื้นที่นั้นๆ มีรสนิยมการบริโภคอย่างไร เราไม่สามารถที่จะเอาโมเดลการตลาดของเซี่ยงไฮ้ไปใช้กับหางโจวได้ เพราะแต่ละพื้นที่นั้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน เราจะคิดเอาเองไม่ได้ โดยกลยุทธ์ของ CP Lotus ในปัจจุบันสามารถสรุปได้ดังนี้

 

1) นโยบาย 4A และ BEST สู่การเข้าถึงตลาดและผู้บริโภค

นโยบาย 4A ได้แก่ Assortment (การจัดหาสินค้า) Activity (การจัดกิจกรรม) Advertisement (การโฆษณา) Analysis (การวิเคราะห์) และนโยบาย BEST ประกอบด้วย Brand (การสร้างตราสินค้า) Exclusive (การสร้างสิทธิผูกขาด) Strategic (การพัฒนากลยุทธ์การบริหาร) Technology (การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ)

สำหรับนโยบาย 4A ทาง CP Lotus จะหาผู้ประกอบการชาวจีนในการจัดหาสินค้า (Assortment) และกระจายสินค้าป้อนให้กับ CP Lotus ในสาขาต่างๆ จากนั้นจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองและรู้จัก สินค้านั้นๆ มากขึ้น (Activity) เช่น การจัดให้ชิมผลไม้ไทยฟรี สาธิตการปอกเปลือกผลไม้ และแนะนำวิธีการรับประทาน เป็นต้น หลังจากนั้นต้องทำการโฆษณาต่อเนื่อง (Advertisement) โดยวิธีที่ใช้อาจเป็นการแจกของแถมหลังจากซื้อสินค้า ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะอยู่คู่กับชีวิตประจำวันของลูกค้า เช่น แม่เหล็กตู้เย็น หรือถุงผ้าจ่ายกับข้าว โดยวิธีการนี้ทาง CP Lotus มองว่าได้ผลกว่าการโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์ เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า และผู้บริโภคยังสามารถมองเห็นตราสินค้าของ CP ในบ้านได้ทุกวัน และปิดท้ายด้วยการวิเคราะห์ผลที่ได้รับทั้งหมด (Analysis) โดยการนำข้อมูลดิบที่ได้ รวมทั้งประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายการค้าในปัจจุบันมาเป็นบทเรียน เพื่อปรับปรุง แก้ไข ประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นท้องถิ่นมากที่สุด

 

ส่วนนโยบาย BEST นั้น CP Lotus เห็นว่าการสร้างตราสินค้า (Brand) เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคจีนในปัจจุบันยึดติดกับแบรนด์สินค้าค่อนข้างมาก หลังจากมีตราสินค้าแล้วก็ต้องพยายามสร้างให้ตนเองเป็นผู้ครองตลาดของตราสิน ค้านั้น(Exclusive) ซึ่งจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์พัฒนาสินค้าและตราที่เหมาะสม (Strategic) เพื่อให้สินค้านั้นสามารถอยู่รอดได้ในตลาด นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ (Technology) มาใช้ในการพัฒนาสินค้าและติดต่อประสานงานต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ

 

2. ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง สร้างความสอดคล้องกับพฤิตกรรมท้องถิ่น

CP Lotus ได้ทำการวิจัยตลาดจีนในแต่ละท้องที่ต่างๆ เพื่อให้สามารถป้อนสินค้าและการบริการให้เหมาะสมกับคนท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น การนำแนวคิดแบบ Shop in Shop มาจัดสรรพื้นที่ร้านค้าแบบ 4 in 1 มาใช้ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวคือ เป็นการแบ่งพื้นที่ภายในออกเป็น 4 ส่วนโดยที่สามารถเดินทะลุผ่านกันได้ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความอิสระในการบริโภคสินค้าได้แก่

 

1) พื้นที่ร้านสะดวกซื้อที่ขายของใช้ในชีวิตประจำวัน
2) พื้นที่มุมอาหารปรุงสุกพร้อมทาน (food court)
3) พื้นที่แบบซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ขายของสดทั่วไป
4) พื้นที่ของร้านกาแฟนั่งสบายๆ มีบริการอินเทอร์เน็ตให้ใช้ฟรี

 

ทั้งนี้ รูปแบบร้าน 4 in 1 ดังกล่าว มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของชาวเซี่ยงไฮ้ที่ต้องการสินค้าดีมี คุณภาพ มีความแปลกใหม่ และต้องการความสะดวกรวดเร็วเนื่องจากวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเร่งด่วน

นอกจากนี้ การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่นก็มีความสำคัญ ตัวอย่างเช่น ชาวจีนยุคใหม่ (คนเซี่ยงไฮ้) ในสภาพสังคมที่เศรษฐกิจเติบโตดี จะไม่นิยมปรุงอาหารเองในบ้าน แต่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน ดังนั้นสินค้าประเภทเครื่องปรุงอาหารต่างๆ ก็อาจจะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรจากกลุ่มผู้บริโภคในเซี่ยงไฮ้

 

กลยุทธ์สุดฮิต... ธุรกิจไทยไม่ควรมองข้าม!!

จากประสบการณ์การทำธุรกิจของบริษัทต่างประเทศที่มา ลงทุนในจีน อย่าง Starbucks , IKEA หรือ CP Lotus ได้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ต่างๆ ในการบุกตลาดจีน เช่น การ เรียนรู้และเข้าใจพฤติกรรม-วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการปรับตัวให้เข้ากับสังคมในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างลงตัว โดยยังคงความเป็นเอกลักษณ์และมาตรฐานเดิม เป็นต้นทั้งหมดนี้ต่างเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของบริษัทดังกล่าวประสบผลสำเร็จในจีน

สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม คือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่มีความสอดคล้องและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่นของจีน อย่าลืมว่าจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่แค่ไหน แต่ละมณฑลย่อมมีความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นรสนิยม วัฒนธรรม ความเคยชิน หรือฐานะทางการเงิน ดังนั้นรูปแบบการนำเสนอสินค้าหรือประเภทของสินค้าที่จะบุกตลาดจีนคงไม่ใช่ แนวทางเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาดหากยังสนใจที่จะพิชิตตลาด 1,300 ล้านคนแห่งนี้อยู่ นั่นการคือ “Made For China” ที่ธุรกิจต่างชาติจำนวนไม่น้อยต่างก็เริ่มให้หันทำเพื่อให้โดนใจผู้บริโภคในจีน

 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องราวประสบการณ์การทำธุรกิจของบริษัทต่างชาติในบทความนี้ จะช่วยจุดประกายให้ผู้ประกอบการไทยที่สนใจในตลาดจีนเกิดแนวคิดใหม่ที่จะ ประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจของตนเอง และเป็นผู้ชนะในตลาดจีนดังเช่นหลายๆ บริษัทในปัจจุบัน

 

จัดทำโดย นายพัชรชานนท์ สุถิรนาถ เรียบเรียงโดย นายโอภาส เหลืองดาวเรือง
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ วันที่ 30 พ.ค. 2555


ข้อมูลอ้างอิง

1) China Daily, “Brewing up a success story”, written by Huang Ying, March 1, 2012, p.14
2) China Daily, “Assembling ideas for Ikeas in China”, written by Tang Zhihao, February 16, 2012, p.14
3) การบรรยาย “โอกาสและสิ่งท้าทายสำหรับการค้าและการลงทุนของไทยในจีน” โดยคุณสมชาย จึงสมบูรณานนท์
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2555 ณ ณ ห้างสรรพสินค้า Super Brand Mall นครเซี่ยงไฮ้

 

ภาพประกอบ
1) China Daily
2) www.nipic.com
3) http://news.chinaluxus.com/Imp/20120201/119766.html