Switch to: uk
11 February 2012 12:28PM

อุตฯ อาหารปี 51 ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง

12 Mar 08 ,  Editorial Staff
  • 0
คาดปี 51 อุตสาหกรรม อาหารส่งออก ขยายตัว น้อยกว่าปี 50 คาด ขยายตัวร้อยละ 7.2 เหตุ เผชิญปัจจัยเสี่ยง ค่าเงินบาท เศรษฐกิจสหรัฐฯ ราคาวัตถุดิบ -ต้นทุนขนส่ง พุ่งสูง ระบ ุค่าเงินบาท ที่แข็งค่า ทุก 1 บาท จะทำให้ การส่งออก ลดลง 1.6 หมื่นล้านบาท 

ส.อ.ท. แนะผู้ผลิต-ผู้ส่งออกจับตามาตรการปลอดภัยสินค้าอาหารยุโรป อาจเป็น NTB ใหม่ที่กระทบส่งออก
สถาบันอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า ในปี 2551 การส่งออกอาหารของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ร้อยละ 7.2 (ภายใต้สมมุติฐานค่าเงินบาทที่ 33.50 บาท/$US) หรือมีมูลค่า 664,524 ล้านบาท เป็นการขยายตัวน้อยกว่าปี 2550 ซึ่งขยายตัวร้อยละ 9.9 เมื่อเทียบกับปี 2549 โดยการส่งออกในปีนี้จะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นของตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มธัญพืช 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องเผชิญในปีนี้คือราคาวัตถุดิบสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่ง รวมทั้งสภาพอากาศทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ 

ส่วนเรื่องแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกอาหารของไทย โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าทุก 1 บาท จะทำให้การส่งออกลดลง 16,000 ล้านบาท ทั้งนี้ทั้ง 3 องค์กรเศรษฐกิจได้คาดการณ์เกี่ยวกับค่าเงินบาทว่า หากค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับเฉลี่ยทั้งปีที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกอาหารจะลดลงเหลือร้อยละ 4.6 มีมูลค่าการส่งออก 648,505 ล้านบาท และหากค่าเงินบาทแข็งค่าจนอยู่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกลดลง 1.9% มูลค่า 608,394 ล้านบาท 

 “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าทุก 1 บาท จะทำให้การส่งออกลดลง 16,000 ล้านบาท ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มูลค่าการส่งออกจะหายไป 56,000 ล้านบาทดร. ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าว 

ด้านคุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกอาหารที่จะขยายตัว 7.2% ในปีนี้ เป็นอัตราที่ต่ำกว่าปกติ ซึ่งการส่งออกอาหารของไทยน่าจะขยายตัว 8-9% ทั้งนี้ปัญหาค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การส่งออกขยายตัวไม่มาก โดยหากค่าเงินบาทอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชน  

คุณพรศิลป์ กล่าวต่อไปว่า เกี่ยวกับเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า ภาครัฐควรพิจารณาหาทางนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างสมดุล และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง  wilai

“เอกชนจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเอง เพราะคงไม่สามารถไปบริหารอัตราแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งเมื่อมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามามากรัฐควรที่จะหาทางระบายเหมือนที่หลายประเทศตั้งกองทุนไปลงทุนในต่างประเทศ”คุณพรศิลป์ กล่าว     

คุณวิไล เกียรติศรีชาติ กรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เอฟทีเอที่ไทยลงนามไว้จะทำให้การนำเข้าสินค้าราคาถูกลง ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ดังนั้นมีโอกาสสูงที่ผู้ประกอบการจะเลือกนำเข้าวัตถุดิบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และหากเป็นเช่นนั้นเกษตรกรภายในประเทศย่อมได้รับผลกระทบ

สินค้ากลุ่มอาหารไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

ทั้งนี้ ทั้ง 3 องค์กรเศรษฐกิจได้คาดการณ์การส่งออกเป็นรายสินค้า โดยกลุ่มสินค้าประมงจะได้รับปัจจัยหนุนจากการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) จากสหภาพยุโรป ซึ่งปีนี้เป็นปีสุดท้ายของรอบโครงการก่อนจะมีการพิจารณาโครงการรอบใหม่ นอกจากนี้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น (JTEPA) จะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าประมงเช่นกัน โดยผลิตภัณฑ์ประมงส่งออกที่สำคัญคือกุ้งซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่า 85,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.1% ส่วนทูน่ากระป๋องจะมีมูลค่า 53,796 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12.2% 

ขณะที่การส่งออกผลไม้กระป๋องและผลไม้แปรรูปคาดว่าจะมีมูลค่า 43,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการสับปะรดกระป๋องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดยุโรปตะวันออกและรัสเซีย ส่วนการส่งออกผักสดและผักแปรรูปปีนี้คาดว่ามีมูลค่า 19,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7% เนื่องจากการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เพิ่มความต้องการสินค้าไทย 

ส่วนการส่งออกข้าวคาดว่าจะมีมูลค่า 119,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ร้อยละ 0.8 เนื่องจากปริมาณข้าวของโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการ และประเทศคู่แข่งประสบปัญหาด้านผลผลิต 

ด้านการส่งออกมันสำปะหลังอัดเม็ดและมันเส้นคาดว่าจะมีมูลค่า 20,495 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 ส่วนการส่งออกแป้งมันสำปะหลังคาดว่าจะมีมูลค่า 16,042 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 เนื่องจากความต้องการมันเส้นจากจีนซึ่งเป็นตลาดหลักคาดว่าจะสูงถึง 4 ล้านตัน รวมถึงความต้องการมันเส้นมันแผ่นของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มสูงขึ้น 

ส่วนการส่งออกไก่และสัตว์ปีก คาดว่าจะมีมูลค่า 46,464 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 เพราะความต้องการสินค้านี้ในเอเชียเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียโดยเฉพาะจีนและเวียดนาม

NTB ใหม่ยุโรป กระทบส่งออกอาหารไทย  

นอกจากปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทที่ต้องเฝ้าระวังแล้ว คุณวิไล กล่าวว่า ประเด็นมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะกฎระเบียบการนำเข้าของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ผลิต-ผู้ส่งออกสินค้าต้องติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เพราะยุโรปให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานสินค้า และประเทศต่างๆ โดยทั่วโลกมักจะนำกฎเกณฑ์ของยุโรปมาปรับใช้ควบคุมการนำเข้าสินค้าอาหารประเทศของตนด้วย 

คุณวิไล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันยุโรปให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้พลังงานมาก มีความเป็นไปได้สูงที่จะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจกระบวนการผลิต และหากพบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากอาจมีการระงับนำเข้าสินค้าได้ เพราะยุโรปตระหนักว่าปัญหาความแห้งแล้ง ภัยธรรมชาติ ผลผลิตสินค้าเกษตรได้รับความเสียหายล้วนเกิดจากภาวะโลกร้อนซึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ยุโรปจะนำปัญหาดังกล่าวมาเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า 

นอกจากการแข่งขันที่เข้มข้นในเวทีการค้าโลกที่ผู้ส่งออกอาหารไทยต้องปรับตัว และพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้านที่จะฉุดศักยภาพธุรกิจ การบริหารโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนเพื่อลดต้นทุนทั้งในและนอกองค์กรจึงเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนต่ำลง และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

Leave a comment :