ไทยจึงควรเร่งสร้างร่วมมือระหว่างทุกภาครัฐและเอกชนให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ควรจะมีการเชื่อมโยงกันเป็นโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ระหว่างทุกองค์กร เพื่อเป็นกลไกการขับเคลื่อน โดยเริ่มจากการสร้างองค์ความรู้ ระดมความรู้ต่างๆ รวมถึงสร้างฐานข้อมูลแบบ Benchmarking ให้กับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ มีการนำเครื่องมือวัดประสิทธิภาพมาใช้ภายในองค์กร
คุณอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 1กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงบทบาทด้านโลจิสติกส์ของกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์แห่งชาติ จะมีการดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของภาคการผลิต ภายใต้กรอบดำเนินงาน 4 ด้าน คือ 1. Supply Chain Optimization การเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน ซึ่งเน้นเรื่องของการสร้างมาตราฐานสินค้าส่งออกโดยเฉพาะอาหาร 2. Internal Process Improvement การพัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กร เป็นเรื่องของหลักการปฏิบัติและโลจิสติกส์คลีนิค ให้คำแนะนำและให้ความรู้ความเข้าใจโลจิสติกส์ในองค์กร 3. Logistics Capacity Building การพัฒนาขีดความสามาถด้านโลจิสติกส์ เปิดการอบรมด้านโลจิสติกส์ และ 4. Industrial Trade Facilitation การสร้างปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเน้นในส่วนนิคมอุตสาหกรรมว่าควรมีหลักปฏิบัติอย่างไรบ้าง
จากการศึกษารวบรวมข้อมูลจะเห็นว่ามีการดำเนินการหลายส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้มีทิศทางในการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาด้านโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน
"เราควรมุ่งเน้นการลดสินค้าคงคลัง (Inventory Carrying Cost & Inventory Holding Cost) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือเล็ก คิดว่าจุดนี้ยังด้อย ปัจจุบันกระทรวงฯ กำลังจัดทำโรดแมพ เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ซึ่งจะสะท้อนถึงเป้าหมายระดับชาติ คือลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศ ซึ่งมีต้นทุนสินค้าคงคลังถึง 8.5% ต่อจีดีพี ซึ่งกระทรวงฯ จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน" ผู้อำนวนการสำนักโลจิสติกส์ กล่าว
มูลค่าต้นทุนการถือครองสินค้าคือกุญแจสำคัญของ Roadmap
ในเรื่องของเส้นทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม (Roadmap) ตัวที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้คือ เรื่องของต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง ซึ่งมาจากต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายการจัดเก็บสินค้า (Inventory Carrying Cost) มีมากถึง 8.43% ต่อ GDP ขณะที่ในส่วนของคลังสินค้า (Warehousing Cost) เพียง 0.07%
จากการเก็บตัวเลขและการคำนวณต้นทุนมูลค่าการถือครองสินค้าคงคลัง (Inventory Carrying Cost) 23 กลุ่มอุตสาหกรรมในปี 2550 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีมากถึง 257,253 ล้านบาท คิดเป็น 3%ต่อ GDP ของประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางแผนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ซึ่งกรอบแผนปฏิบัติการประจำปี 2553 ระบุถึง 13 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เห็นสมควรว่าควรมีการพัฒนาลำดับแรก ได้แก่ อตสาหกรรมอาหาร, ปิโตรเคมีและพลาสติก, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพารา, เหล็กและเหล็กกล้า, เหมืองแร่, หัตถอุตสาหกรรม, น้ำตาลทราย, เซรามิก, ยา, ของเสียและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งทั้ง 13 อุตสาหกรรมนี้คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์จากมูลค่าการถือครองสินค้าต่อ GDP สูงถึง 2.39% คิดเป็นมูลค่ารวม 203,500 ล้านบาท
โดยแผน Roadmap ปี 2554-2559 กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 อุตสาหกรรมแรกที่มีมูลค่าต้นทุนการถือครองสินค้าสูงสุด (Inventory Carrying Cost) ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร, ปิโตรเคมีและพลาสติก, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพารา ซึ่งทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์จากมูลค่าการถือครองสินค้าต่อ GDP สูงถึง 2.11% คิดเป็นมูลค่ารวม 156,941 ล้านบาท
ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ตอนนี้มีเส้นทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับคณะทำงานที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับไปดำเนินการต่อได้แล้ว จึงถึงเวลาที่ทำให้ Roadmap นี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับและนำไปเป็นหลักปฏิบัติ เข้าใจว่าผู้ประกอบการหลายแห่งไม่สามารถเข้าร่วมตรงจุดนี้ได้ จึงหวังให้ผู้ประกอบการที่พร้อมเข้าร่วมในโครงการมาช่วยกันหาหลักปฏิบัติสู่ความเป็นเลิศ (Best Practices) ตามกรอบการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ซึ่งถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง คงจะเป็นผลดีในการเพิ่มขีดการแข่งขันในระดับประเทศได้อย่างมาก
มูลค่าต้นทุนการถือครองสินค้าของ 23 กลุ่มอุตสาหกรรมปี 2550
มูลค่าต้นทุนการถือครองสินค้า 6 อันดับแรก
สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่














You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.