ธุรกิจต่างๆ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพประกอบกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งระหว่างประเทศที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้ง GMS Economic Corridors ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นํ้าโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) ที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อการขนส่งและโลจิสติกส์ผ่านปริมาณการค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ล่าสุดธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ขยายแนว GMS Economic Corridors ให้ครอบคลุมพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 9 แนว จากเดิมมีเพียง 3 แนว

การขยายแนว GMS Economic Corridors ดังกล่าวคาดว่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยที่มีผู้ประกอบการราว 16,913 ราย สร้างมูลค่าเพิ่มต่อระบบเศรษฐกิจถึงปีละ 300,000 ล้านบาท เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ไทยถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม GMS ด้วยกัน โดยสะท้อนได้จากดัชนีวัดประสิทธิภาพโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI)ของธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2553 ด้านประสิทธิภาพของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายในประเทศ(Logistics Competence) ที่ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของกลุ่ม GMS รองจากจีน อีกทั้งไทยยังมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ในการมีที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของกลุ่ม GMS รวมทั้งมีพื้นที่และเส้นทางเชื่อมต่อกับประเทศทั้งในและนอกกลุ่ม GMS มากที่สุด
นอกจากนี้ การเติบโตของการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยกับกลุ่มประเทศ GMS เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการสนับสนุนธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว พม่า และกัมพูชาในปี 2552 มีมูลค่า 251,840 ล้านบาทมีสัดส่วนราว 90.9% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับทั้งสามประเทศ ขณะที่การค้าผ่านแดนระหว่างไทยกับจีนมีมูลค่าราว 7,647 ล้านบาท แม้คิดเป็นเพียง 0.7% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับจีน แต่มีแนวโน้มเติบโตมาโดยตลอด คาดว่าในอนาคต GMS Economic Corridors จะสร้างโอกาสในการขยายตลาดการให้บริการของธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเพิ่มขึ้น
คุณอรนุช ผการัตน์ รองประธาน Cambodia Freight Forwarders Association เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า “เมื่อพูดถึงกัมพูชาในความรู้สึกของคนไทยจะรู้สึกว่าน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วกัมพูชาไม่น่ากลัวอย่างที่คิด สิ่งที่คนรู้สึกเป็นเรื่องของการเมืองมากกว่า ที่จริงแล้วการทำธุรกิจในกัมพูชาถือว่าเปิดกว้างมาก ผู้ประกอบการสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือ GMS CBTA ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การขนส่งข้ามพรมแดนทำได้ง่ายขึ้น ทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา สามารถเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มี movement เพิ่มมากขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจัยนี้จะทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ในภูมิภาคเติบโตได้อีกมาก”
นอกจากนี้คุณอรนุชยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอุปสรรคของโลจิสติกส์ในไทยว่า “การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community (AEC) ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งทางหน่วยงานรัฐบาลก็ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงจะจัดให้เน้นการเรียนการสอนในสายโลจิสติกส์ควบคู่ไปกับภาษามากขึ้น เนื่องจากโลกในยุคนี้เชื่อมถึงกันหมด หากไทยมัวแต่ยึดติดอยู่กับตัวเองก็จะทำให้ล้าหลังกว่าชาติอื่นๆ”

การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2010 น่าจะทำให้เกิดผลดีจากการที่อาเซียนกลายเป็น Single Destination ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขัน จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องพัฒนาตนเอง และไม่ควรปิดกั้นตัวเอง เพราะจะทำให้พลาดโอกาสในการเติบโต
แม้ในอนาคตธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นจาก GMS Economic Corridors แต่ยังมีปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งปรับปรุงและแก้ไขนอกจากปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross Border Transport Agreement: GMS CBTA) ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้จริงนับเป็นอุปสรรคสำคัญ แม้จะมีการลงนามในพิธีสารและภาคผนวกเพิ่มเติมต่างๆ ครบถ้วนแล้ว เนื่องจากยังติดข้อจำกัดหลายด้านเช่น ขัดแย้งกับกฎหมายของไทยที่ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรจากต่างประเทศเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย ทำให้ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างทดลองดำเนินการในบางจุดผ่านแดน เช่น ด่านลาวบาว-แดนสะหวันและด่านบาเวท-มอคไบ หาก GMS CBTA สามารถบังคับใช้และดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์จะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง รวมทั้งช่วยกระตุ้นปริมาณกิจกรรมโลจิสติกส์ในเส้นทาง GMS Economic Corridors ให้เพิ่มขึ้นด้วย
ด้านความคืบหน้าความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ CBTA ดร.จุฬา สุขมานพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ให้ความเห็นว่า “ความตกลงที่มียังเอาไปใช้ในทางปฏิบัติไม่ได้เนื่องจากต้องมีกฎหมายรองรับหลายฉบับ ซึ่งทางกรมขนส่งทางบกได้ทำเตรียมไว้หลายฉบับแล้ว สำหรับฉบับที่จะมีผลก่อนในครึ่งปีแรกปีนี้คือการอำนวยความสะดวกข้ามพรมแดน หรือ Common Control Area ในการใช้พื้นที่ควบคุมร่วมกัน หรือตรวจสอบครั้งเดียวในประเทศขาเข้า และถัดมาจะเป็นกฎหมายการขนส่งสินค้าในเรื่องความเสียหาย ซึ่งกฎหมายที่ออกมาทั้งหมดไม่ได้ใช้เฉพาะ GMS เท่านั้น แต่ใช้ในอาเซียนด้วย โดยจะใช้เป็นข้อตกลงเดียวกันและหลักการเดียวกันหมด
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.