The Council of Supply Chain Management Professionals หรือ CSCMP รายงานว่า แม้ว่ารายได้จากการขนส่งทางอากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 ในปี 2553 แต่ภาคอุตสาหกรรมนี้ไม่มีความคืบหน้าในช่วงปลายปีที่แล้ว

การเติบโตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 แต่ราวกลางปี กลับมีการถดถอย เนื่องจากผู้ค้าปลีกซึ่งผิดหวังจากการคาดหวังจากยอดจำหน่าย หันไปใช้การขนส่งทางทะเลเป็นจำนวนมาก
จากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (The International Air Transport Association) หรือ IATA กล่าวถึงผลลัพธ์ของปีที่ผ่านมาว่า เป็น “ปีที่สุดแห่งทศวรรษ” เพราะการขนส่งทางอากาศทำกำไรถึง 18,000 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังถือจัดว่าเป็นอัตราผลกำไรที่”น่าอนาถใจ” คือเพียงร้อยละ 3.2
CSCMP รายงานว่า บรรดาบริษัทขนส่งทางอากาศยังคงเห็นธุรกิจค่อยๆ หดตัวลงระหว่างครึ่งแรกของปี 2554 เนื่องจากลูกค้าที่กำลังเผชิญกับค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น จะยังคงหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่าเท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้อำนวยการใหญ่ของ IATA นายจิโอวานนิ บิซิยานิ (Giovanni Bisignani) ที่กำลังจะพ้นตำแหน่งไป กล่าวระหว่างการปราศรัยเกี่ยวกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่า IATA คาดว่าอัตราผลกำไร (profit margin) สำหรับปี 2554 จะเป็นไปอย่างน่าผิดหวังมากคืออยู่ที่ร้อยละ 0.7 โดยมีมูลค่าของผลกำไรรวม 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงถึงร้อยละ 78 จากปี 2553
สถานการณ์ที่กระทบต่ออุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางอากาศในปีนี้ดูเกือบจะไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ พายุทอร์นาโด แผ่นดินไหว คลื่นสึนามิ ภัยจากการก่อการร้าย สงคราม การปฏิวัติ ภูเขาไฟระเบิด ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และราคาน้ำมันที่ยังพุ่งขึ้นสูงต่อไป เพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2554 อุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศถูกกระทบจากภัยพิบัติมากขึ้น ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเกินระดับ 110 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบาร์เรล
กระนั้นก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า อุตสาหกรรมการบินยังคงปรับตัวได้ดี “ทศวรรษที่แล้ว เราจำเป็นต้องพึ่งน้ำมันที่ราคาต่ำกว่า 25 ดอลลาร์ เพียงเพื่อให้คุ้มทุน” บิซิยานิ กล่าว “นั่นเป็นอานิสงค์ที่ดีต่อทุกสายการบิน ซึ่งเราคาดว่าจะมีกำไรถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากราคาน้ำมันในขณะนี้”
สืบเนื่องจากรายงานของ IATA เฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และการเกิดคลื่นสึนามิตามมาที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้การขนส่งทั่วโลกหดหายไปถึงร้อยละ 1 และกดดันตลาดสำคัญของโลกแห่งนี้ที่มีมูลค่าถึงร้อยละ10 จากรายได้ทั้งหมดของอุตสาหกรรมดังกล่าวที่มีมูลค่า 600 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนความไม่สงบทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือทำให้อุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคทั้งสองชะลอตัวลงและส่งผลให้ราคาน้ำมันทะยานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปีที่แล้ว ที่ระดับราคาน้ำมันอยู่ที่ 79.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสำหรับเชื้อเพลิงถูกประมาณไว้ที่ 139 พันล้านดอลลาร์ ปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันที่ 110 ต่อบาร์เรล จะทำให้ค่าเชื้อเพลิงทั้งหมดพุ่งไปถึง 176 พันล้านดอลลาร์ ผลที่ตามมา IATA ทำนายว่า การเติบโตด้านการขนส่งสินค้าจะลดลงจากร้อยละ 18.3 ในปี 2553 มาอยู่ที่ร้อยละ 5.5 ในปี 2554 ซึ่งมีการเติบโตด้านตอบแทน (yield growth) อยู่ที่ร้อยละ 4
อันที่จริง ผลตอบแทนยังคงเป็นปัญหาหนึ่งที่เกิดกับเส้นทางการค้าหลักๆ หลายเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่อเมริกาเหนือกับเอเชีย ตลอดจนยุโรปกับเอเชีย ซึ่งประเทศต่างๆ ขาดดุลการค้ากับประเทศจีน ผลที่ตามมาคือ เที่ยวบินจากอเมริกาเหนือไปทางทิศตะวันตกและจากยุโรปไปทางทิศตะวันออกที่มุ่งหน้าสู่ทวีปเอเชีย ไม่สามารถดำเนินกิจการได้เต็มศักยภาพ
“สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการกดดันต่อผลตอบแทน” โจ ลอเรนซ์ ประธาน บริษัท Airline Services International, Inc. กล่าว “สายการบินจะมีกำไรได้จำเป็นจะต้องขึ้นราคา” แต่เนื่องจากการขนส่งสินค้าต่างหันไปหาบริษัทขนส่งทางเรือกันมากขึ้น ผู้ให้บริการขนส่งทางอากาศจึงลดอัตราค่าบริการลงด้วยความพยายามที่จะดึงดูดลูกค้า
ทว่า บางตลาดก็ยังมีผลกำไรสูง โดย IATA รายงานว่า ปัจจุบัน การที่จีนมีสัดส่วนการขนส่งทางอากาศถึงร้อยละ 26 ของการขนส่งทางอากาศทั่วโลก จีนจึงกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของการขนส่งสินค้าทางอากาศ โดย IATA ประมาณการณ์ว่า ราวปี 2557 จีนจะครองสัดส่วนถึงร้อยละ 30 ของการขนส่งทั้งหมดทั่วโลก และจะส่งผลต่อเนื่องไปยังอัตราค่าขนส่งและผลตอบแทน อันที่จริงแล้วทั้งจีนและอินเดียกำลังเติบโตเร็วมากด้วยตัวเลขอัตราการเติบโตถึงสองหลัก
ส่วนภูมิภาคอเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ ก็มองเห็นความต้องการการขนส่งสินค้าที่ขยายตัวขึ้น โดยที่ประเทศบราซิล อุปสงค์ต่อสินค้าล้ำหน้าอุปทาน ส่วนผู้ผลิตจำนวนมากในจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงต่างขนส่งสินค้าทางอากาศ
แม้จะยังต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ ในขณะนี้ ปัจจุบันผู้ให้บริการขนส่งทางอากาศก็กำลังกำหนดตำแหน่งของตนเองในตลาดต่างๆ ที่กล่าวมานั้นโดยนำเอาฝูงบินที่ทันสมัยและใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาใช้ อีกทั้งยังมีการบูรณาการร่วมกับสายการบินอื่นๆ เพี่อให้มีศักยภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สายการบินลุฟท์ฮันซา (Lufthansa) ร่วมกับสายการบินออสเตรเลีย (Austrian Airlines) ด้วยการรวมฝูงบิน MD-11 ของตนที่จอดทิ้งไว้กลับมาอีกและเพิ่มฝูงบิน AeroLogic ให้เป็น 8 ลำ
“ปีนี้ เราเพิ่งประกาศสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777 จำนวน 5 ลำที่มีกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2556 และปี 2558“ ไมเคิล เจินท์เกนส์ โฆษกของลุฟท์ฮันซา คาร์โก กล่าว
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.