จากภาวะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯและกลุ่มยุโรปชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าโลก การนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนการขนส่งทางเรือที่ต้องปรับกลยุทธ์เชิงรุก

คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท เอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมขนส่งทางเรือในขณะนี้ว่า อยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯและกลุ่มยุโรปชะลอตัว สหรัฐฯมีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก ส่วนในยุโรปก็เผชิญวิกฤตของหนี้สาธารณะ ซึ่งถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ดังนั้นการขนส่งทางเรือไปยังเส้นทางทั้งสองนี้ย่อมลดน้อยลง เนื่องจากกำลังซื้อต่ำ ทำให้บริษัทเรือต้องปรับกลยุทธ์มาที่ตลาดเอเชีย และเมื่อทุกบริษัทเบนเข็มมาทางเอเชียทำให้ต้องแย่งตลาดกันเอง จีนซึ่งมีกำลังซื้อสูง และอินเดีย ตลาดใหม่ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ ซึ่งต้องมีการศึกษาตลาดพอสมควร
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ค่าระวางเรือถดถอยลง แต่ไม่มากถึงเท่ากับปี 2008 ที่ต้องนำเรือไปจอดไว้ เนื่องจากขณะนั้นน้ำมันมีราคาสูง แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันลดลงเหลือ 80 เหรียญต่อบาเรล ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งไม่แพงนัก ถ้าราคาน้ำมันยังอยู่ในอัตราที่เป็นอยู่นี้ ก็สามารถพยุงตัวได้ ทั้งนี้ก็ยังประมาทไม่ได้ เนื่องจากเป็นช่วงอันตรายของเศรษฐกิจ ที่ยังไม่มีความแน่นอน ดังนั้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ให้ได้ถือว่าดีมากแล้ว
“ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ โดยให้ความสำคัญกับตลาดที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น ลดสายเรือที่จะวิ่งไปอเมริกาหรือยุโรป และทดลองเปิดทางใหม่ เริ่มต้นที่จีนไปสู่อินเดีย แวะกลุ่มประเทศอาเซียนบ้าง เพื่อให้สินค้าเต็มลำ “คุณเกริกกล้า กล่าว
ด้านการเตรียมพร้อมเรื่องการขนส่งทางน้ำในไทยเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คุณเกริกกล้า ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ไทยต้องเร่งสร้างท่าเรือเพิ่ม เนื่องจากมีท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพเป็นท่าเรือหลัก ในการส่งสินค้าไปฝั่งตะวันตก ตะวันออก และตะวันออกกลาง ในกลุ่มเอเอซี มี 2 ประเทศใหญ่ที่มีพลเมืองมากและต้องใช้ขนส่งทางน้ำเท่านั้น คือฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 400 ล้านคน ซึ่งในปัจจุบันเราไม่สามารถค้าขายกับสหรัฐฯ กับยุโรป ได้ดีเหมือนเดิม การหาตลาดใหม่โดยมองถึง 2 ประเทศดังกล่าวก็มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเกาะ การขนส่งทางอากาศอาจไม่เหมาะเนื่องจากมีราคาแพง การติดต่อค้าขายทำได้ทางเดียวคือทางน้ำ
ดังนั้นถ้าจะเปิดตลาดใหม่ ท่าเรือเรามีเพียงพอหรือยัง ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่ภาครัฐต้องพิจารณาท่าเรืออื่นๆ เพื่อมารองรับ เพราะการสร้างท่าเรือในไทยจะมีปัญหาเรื่องมวลชน แม้ว่าจะได้ทำเลที่เหมาะสม เช่น ท่าเรือปากบารา ก็มีปัญหาเรื่องการประท้วง ถ้ายังเจอปัญหาแบบนี้การค้าขายกับประเทศอื่นก็คงจะลำบาก
“ถ้าไม่สร้างท่าเรือ ขนส่งทางน้ำก็ไม่สามารถพัฒนาได้ ในเรื่องการประท้วงอยากให้ภาครัฐนำมวลชนมาดูที่ท่าเรือแหลมฉบังที่เปิดมา 18 ปี ก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทำลายแหล่งท่องเที่ยวอย่างที่ชาวบ้านที่ปากบารากลัว ปัจจุบันพัทยา บางแสน ก็ยังมีคนเที่ยว ยังบูมจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้นเราต้องเตรียมการเรื่องท่าเรือใหม่ นำมวลชนในท้องถิ่นมาดูที่แหลมฉบัง เพื่อความสบายใจ ก่อนเตรียมการก่อนลงมือทำ การสร้างท่าเรือถือว่าประเด็นใหญ่ในการส่งเสริมการขนส่งทางน้ำ” คุณเกริกกล้า กล่าว
คุณเกริกกล้า กล่าวย้ำว่า ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ในแง่จุดยุทธศาสตร์มีความเหมาะสม เพราะสามารถลดระยะทางเดินทะเลโดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา และอยู่ในเส้นทางเดินเรือหลักที่สายเรือต้องผ่านช่องแคบมะละกา โดยเห็นว่าควรส่งเสริมให้ท่าเรือปากบาราเป็นศูนย์รวมตู้สินค้าทั้งต้นทางและปลายทาง รวมถึงเป็นศูนย์รวมตู้เปล่าที่มีการนำเข้ามาซ่อม
ทั้งนี้ปัญหาตู้เปล่าถือเป็นต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการไทย เพราะในปัจจุบันไทยต้องนำเข้าตู้เปล่าผ่านท่าเรือหลักของต่างชาติ เพื่อบรรจุสินค้าส่งออกที่มีมากกว่าสินค้านำเข้า ดังนั้นหากท่าเรือปากบาราสามารถดึงดูดเรือขนาดใหญ่ให้วิ่งตรงเข้าท่าเรือได้ ก็จะลดค่าใช้จ่ายการนำเข้าตู้เปล่า และสามารถสร้างรายได้จากการซ่อมตู้เปล่าที่เสียหายได้ ดังนั้นควรมองท่าเรือปากบาราเป็นท่าเรือหลักของประเทศในฝั่งตะวันตก
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.