อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งไทยเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก ทว่านับจากปี 2548-2550 ที่ประเทศผู้นำเข้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา ยกเลิกการจำกัดโควต้านำเข้า ประกอบกับปัจจัยลบที่โหมเข้ามา เช่น เงินบาทแข็งค่า ปัญหา Sub-Prime ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักกว่า 50% ของไทย ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว แข่งขันทางด้านราคาได้ยากขึ้น ซึ่งในช่วงปี 2548-2550 มูลค่าการส่งออกสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มของไทยมีทิศทางลดลงเฉลี่ยกว่า 5.2% ขณะที่คู่แข่งที่ได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรง ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา ล้วนมีส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการปรับระบบบริหารจัดการให้มีการวางแผนงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า และลดเวลาที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยต้องมีการมองการทำงานแบบเป็นภาพรวมและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทำงานได้ประโยชน์ร่วมกันแบบ win win ซึ่งคำตอบของเรื่องเหล่านี้ส่วนหนึ่งอยู่ที่การนำระบบบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนเข้ามาใช้อย่างครบวงจร
โดยภาพรวมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มไทยยังไม่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมนัก สาเหตุสำคัญคือขาดการผนึกกำลังกันระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในสายซัพพลายเชน และไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ ทำให้เกิดปัญหาในประเด็นต่างๆ ตามมา เช่น ปัญหาในการรวบรวมวัตถุดิบ ปัญหาในด้านการผลิตและการจัดการสินค้าคงคลัง ปัญหาด้านต้นทุนการขนส่ง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จากแนวคิดของผู้คร่ำหวอดในวงการต่างเห็นว่า ปัจจุบันผู้ผลิตให้ความสำคัญ และมองเห็นถึงประโยชน์ของการนำระบบโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมมากขึ้น บริษัทผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มชั้นนำของไทยหลายบริษัท เช่น บริษัท ไทยการ์เม้นต์เอ๊กซปอร์ต จำกัด บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด บริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล จำกัด ฯลฯ กำลังอยู่ระหว่างเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน ทั้งการนำระบบไอทีเข้ามาใช้เชื่อมโยงฐานข้อมูลในองค์กร และกับคู่ค้า พยายามสร้างความเข้าใจระหว่างซัพพลายเออร์ให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แม้บางส่วนอาจยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน แต่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี
ขณะที่สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้เร่งเดินหน้าแผนงานในการสร้างความร่วมมือกลุ่มคลัสเตอร์สิ่งทอ เพื่อเป็นพื้นฐานสร้างความรู้ความเข้าใจ และพัฒนาระบบซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมสิ่งทอในอนาคต
ระบบการค้ายุคใหม่มีปัจจัยเรื่องต้นทุนดำเนินการที่นับวันเพิ่มสูง และความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าเป็นตัวบีบ ทำให้ผู้ผลิต-ผู้ส่งออกคงต้องหันมามองว่า ถึงเวลาหรือยังที่ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานจากเคยบินเดี่ยวมาจับมือก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน
คอขวดซัพพลายเชนสิ่งทอไทย เหตุขาดการเชื่อมโยงข้อมูล
นักวิชาการระบุ ซัพพลายเชนอุตฯ สิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มไทยยังไม่เกิด เหตุขาดการเชื่อมโยงความร่วมมือทั้งระดับองค์กร และระดับคู่ค้า ทำให้สูญเสียเวลาในการรวบรวมวัตถุดิบไม่ต่ำกว่า 50% วัตถุดิบค้างสต๊อกไม่น้อยกว่า 3 เดือน
“ภาพรวมการบริหารระบบโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มของไทยยังไม่เกิดเป็นรูปธรรม ยังไม่ต้องพูดถึงการเชื่อม
โยงข้อมูล เพราะแค่ความคิดที่จะมาเชื่อมโยงกันและร่วมมือตามแนวคิดการบริหารซัพพลายเชนก็ยังไม่ชัดเจน ซึ่งอาจเกิดจากการขาดความเชื่อถือซึ่งกันและกัน หรือยังไม่สามารถเจรจาในรูปแบบให้ได้ประโยชน์ร่วมกันแบบ win win” ผศ. ดร. ธนัญญา วสุศรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะนักวิชาการที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ แสดงความเห็น
การนำระบบโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มมีความสำคัญมาก เสื้อผ้าหนึ่งตัวต้องประกอบด้วยวัตถุดิบจากหลายโรงงาน ดังนั้นหากไม่สามารถเชื่อมโยงการไหลของวัสดุ และการไหลของข้อมูลในระบบซัพพลายเชนได้แล้ว ย่อมส่งผลต่อศักยภาพในการผลิตสินค้า แม้ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขระบุชัดเจนถึงต้นทุนโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม แต่พบว่าทุกปีมีปริมาณ Dead Stock เพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากการบริหารระบบโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนไม่ดีนั่นเอง ผศ. ดร. ธนัญญา กล่าว
ซัพพลายเชนสิ่งทอไทยสะดุด
“ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มไทยคือเรื่องเวลาที่สูญเสียไปโดยไม่เกิดประโยชน์ และขาดข้อมูลในการบริหารจัดการ” ผศ. ดร. ธนัญญา กล่าว
ทั้งนี้ ปัญหาหลักด้านการบริหารโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มของไทย แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1. ปัญหาโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนในองค์กร 2. ปัญหาการเชื่อมโยงความร่วมมือ (Collaborative) ในสายซัพพลายเชน
โดยปัญหาในระดับองค์กร พบว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากไม่ได้จัดการข้อมูลภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ ขณะที่แม้บางองค์กรมีระบบคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล แต่ยึดการทำงานด้วยเอกสารเป็นหลัก ส่งผลให้ไม่เห็นการไหลของข้อมูลอย่างบูรณาการ ทำให้ไม่ทราบถึงปัญหาคอขวดที่ทำให้ระบบการทำงานสะดุด
เมื่อขาดข้อมูลในการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาในด้านต่างๆ ตามมา เช่น ปัญหาในการรวบรวมวัตถุดิบ ซึ่งพบว่า มีเวลาที่สูญเสียไปนับจากกระบวนการสั่งซื้อและการรอเพื่อรวบรวมวัตถุดิบในการผลิตมากกว่า 50% ของเวลาในกระบวนการทั้งหมด (Total lead time) เพราะข้อมูลความต้องการของลูกค้ากระจุกตัวอยู่ที่ Merchandiser และไม่ได้ติดตามการเข้ามาของวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ มีปัญหาในด้านการผลิตและการจัดการสินค้าคงคลัง ซึ่งระยะเวลาที่เหลือในกระบวนการผลิตคิดเป็นประมาณไม่เกิน 50% ของเวลาในกระบวนการทั้งหมด อย่างไรก็ตามพบว่า เวลาที่ใช้ในการผลิตอุตสาหกรรมปลายน้ำหรือการ์เมนท์มีเวลาที่สูญเสียไปมากทั้งที่วัตถุดิบหลักเข้ามาครบแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจาก ผู้ประกอบการหลายรายรับคำสั่งซื้อเกินกำลังการผลิตของตนเอง ยึดการรับคำสั่งซื้อด้วยจำนวนชิ้นที่เคยผลิตได้เป็นหลักโดยไม่ได้คำนึงว่าเสื้อผ้าแต่ละแบบมีความยากง่ายต่างกัน รวมถึงระบบจัดการคลังสินค้าไม่มีประสิทธิภาพทำให้มีสินค้าค้างสต๊อกเกินกว่า 3 เดือน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาด้านคุณภาพ ปัญหาด้านการประเมินความสามารถของโซ่อุปทาน ปัญหาด้านโครงสร้างและหน้าที่ความรับผิดชอบ
ส่วนปัญหาการเชื่อมโยงความร่วมมือ (Collaborative) ในสายซัพพลายเชนนั้น พบว่า ยังไม่มีการเชื่อมความร่วมมือระหว่างองค์กรในลักษณะการเชื่อมโยงข้อมูล การวางแผนการผลิต หรือพัฒนาแบบร่วมกัน ส่งผลให้เกิดการผิดพลาดในการส่งมอบสินค้าและประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าด้วย
ZARA และ Li & Fung สุดยอดต้นแบบการบริหารซัพพลายเชน
ทั้งนี้ ผศ. ดร. ธนัญญา ได้ยกตัวอย่างการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มของต่างประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบให้เห็นภาพชัดเจน คือ การบริหารโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนของผู้ประกอบการที่มีแบรนด์เนม คือ แบรนด์ ZARA และ 2. ผู้ประกอบการที่ไม่ได้มีแบรนด์เนมเป็นของตัวเอง แต่ใช้ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลระบบซัพพลายเชน คือ บริษัท Li & Fung จำกัด
ZARA มีระบบซัพพลายเชนเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ดีมานด์ลูกค้าจากปลายน้ำ ไปยังกระบวนการผลิตต้นน้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ZARA มีร้านค้าจำหน่ายสินค้าหลายพันแห่ง มีทีมดีไซเนอร์กว่า 200 ชีวิตที่ผลิตสินค้ากว่า 11,000 สไตล์ต่อปี และมีหน่วยงานที่สำคัญคือ store specialist มีหน้าที่อัพเดตยอดขายแต่ละร้านค้าภายในภูมิภาคที่เขาดูแลอยู่ แล้วส่งข้อมูลไปยังแผนก production
นอกจากมีระบบการเชื่อมโยงของข้อมูลที่ดีแล้ว ZARA ยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีการผลิตมาใช้ โดยนำระบบ Computer-Aided Design (CAD) เข้ามาใช้ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ เชื่อมโยงไปยังการทำแพทเทิน และกระบวนการตัดเย็บ ทำให้เกิดความแม่นยำ-รวดเร็วในกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์ในการเอาท์ซอร์สให้ผู้รับจ้างผลิตจากภายนอกสำหรับสินค้าในกลุ่มเบสิคคือเสื้อผ้าที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก วางแผนง่าย ส่วนสินค้ากลุ่มแฟชั่นที่มีความเคลื่อนไหวเร็ว ZARA จะเป็นผู้ผลิตเอง
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ บริษัท Li & Fung จำกัด เป็นบริษัทผู้ค้าของฮ่องกง ทำธุรกิจจัดซื้อสินค้าให้กับห้างค้าปลีกและแบรนด์ดัง มีจุดเด่นคือการบริหารระบบโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนที่รวดเร็ว สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับลูกค้า และซัพพลายเออร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก จึงสามารถให้บริการเอาท์ซอร์สโดยเข้าถึงแหล่งผลิตวัตถุดิบที่ถูกกว่า ดีกว่า และเร็วกว่า ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่นับวันต้องการสินค้ารวดเร็วขึ้น
สิ่งสำคัญอันดับแรกในการบริหารระบบซัพพลายเชนคือการเชื่อมโยงแนวความคิด-ข้อมูล ทั้งภายในองค์กร และระหว่างสายซัพพลายเชน โซ่แต่ละข้อจะคล้องกันได้หรือไม่นั้นสำคัญที่สุดอยู่ที่การเปิดใจ
| ปัญหาการบริหารซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย |
ที่มา: สรุปจากหนังสือแนวทางการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ |
{mospagebreak}
อุตฯ เครื่องนุ่งห่มไทยตื่นตัวเร่งปรับระบบโลจิสติกส์-ซัพพลายเชน
ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งไทยเร่งปรับกระบวนการทำงาน ดึงแนวคิดการบริหารระบบโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนมาใช้ ชี้ขั้นแรกต้องบริหารระบบภายในองค์กรให้ดีก่อน
ปัญหาหลักในการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย คือ ขาดข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการทำงาน ทำให้มีปัญหาในกระบวนการผลิต ต้นทุนในการขนส่งสูง เพราะการขนส่งส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นการขนส่งสินค้าเที่ยวเดียว ซึ่งมีผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมทั้งสิ้น ทั้งนี้ คาดว่าต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มอยู่ที่ประมาณ 15% คุณเดช พัฒนเศรษฐพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และคุณวัลลภ วิตนากร President บริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล จำกัด แสดงความเห็น
ถามถึงความตื่นตัวเรื่องการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนในวงการอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย คุณสมบูรณ์ เจือเสถียรรัตน์ Director บริษัท ไทยการ์เม้นต์เอ๊กซปอร์ต จำกัด แสดงทัศนะว่า ผู้ผลิตให้ความสำคัญมากขึ้น หลายบริษัทกำลังเร่งเดินหน้าแผนงานด้านโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน แต่การนำไปประยุกต์ใช้อาจมีข้อเหลื่อมล้ำบ้างระหว่างบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่กับรายเล็ก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุน และความรู้ความเข้าใจ
บริษัทการ์เมนท์เร่งวางระบบโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน
เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้การบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนนั้น คุณวัลลภ กล่าวว่า ได้นำเข้ามาประยุกต์ใช้ใน บริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล จำกัด โดยสร้างความเชื่อมโยงซัพพลายเชนทั้งภายในองค์กร และกับซัพพลายเออร์ โดยร่วมวางแผนการผลิตกับซัพพลายเออร์เกือบทุกราย มีระบบไอทีเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันเพื่อจัดตารางการส่งมอบวัตถุดิบให้เหมาะสม
ผลที่ได้คือบริษัทฯ สามารถประหยัดพื้นที่คลังสินค้าได้มาก ประหยัดเวลา ลดการจัดส่งสินค้าผิดพลาด ประหยัดต้นทุนการขนส่ง แม้ยังไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขชัดเจนได้ก็ตาม
ด้านคุณสมบูรณ์ กล่าวถึงรูปแบบการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนของ บริษัท ไทยการ์เม้นต์เอ๊กซปอร์ต จำกัด ว่า ให้ความสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ 1. บุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ 2. ระบบไอทีในการเชื่อมโยง-ควบคุมการไหลของข้อมูล และ 3. การบริหารจัดการกระบวนการทำงาน
โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน ว่า เมื่อปี 2547 บริษัทฯ ได้นำระบบ ERP เข้ามาใช้ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลในแผนกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างโรงงานผลิตของบริษัทฯ สามโรงงาน รวมถึงบริษัทในกลุ่ม TAL Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่อยู่ที่ฮ่องกง มีโรงงานผลิตอยู่ 7 ประเทศในแถบเอเชีย
ทำให้สามารถเห็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความแม่นยำ-รวดเร็ว เช่น นำระบบ ERP เชื่อมต่อกับระบบ Paperless ของกรมศุลกากร ทำให้สามารถทำเอกสารการส่งออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 2 วัน
นอกจากนี้ สามารถลดกำลังคนในงานจัดการฐานข้อมูลได้โดยที่มียอดขายเพิ่มขึ้น คือ จากเดิมที่มีประมาณ 1,200-1,300 คน และยอดขายอยู่ที่ประมาณ 140-150 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือกำลังคนประมาณ 1,100 คน ขณะที่ยอดขายพุ่งเป็น 160-170 ล้านเหรียญสหรัฐ และสามารถลดระยะเวลาในการสั่งซื้อสินค้าเหลือเพียง 2 อาทิตย์ จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
ส่วนการบริหารซัพพลายเชนกับคู่ค้าปัจจุบันได้ยกระดับการพัฒนาต่อยอดจากการร่วมวางแผน VMI กับลูกค้า เป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่อข้อมูลความต้องการของลูกค้าเข้าไปในระบบไอที ทำให้ลูกค้าสามารถรู้สถานะของสินค้าได้ทันที
กระบวนการทางการค้าที่ถูกบีบด้วยเงื่อนไขเวลาที่สั้นลง ทำให้ผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มไทยต้องเร่งปรับกระบวนการทำงานให้รองรับความต้องการของลูกค้าให้ได้ ซึ่งการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนเป็นทางออกหนึ่งของอุตสาหกรรม
Nice Apparel Co., Ltd. ยกเครื่องระบบข้อมูลในองค์กร หวังเป็นบันไดบริหารระบบโลจิสติกส์-ซัพพลายเชน
ไนซ์ แอพพาเรล ผู้ผลิตเสื้อผ้า OEM ไทย เร่งพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลในองค์กร เพื่อรุกสู่การบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนครบวงจร ชี้ช่วยให้วางแผนงานได้รัดกุมขึ้น และมองเห็นคอขวดที่ต้องปรับปรุง
บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ลุกขึ้นมาเอาจริงเอาจังในการพัฒนา-ปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน โดยถือเป็นบริษัทต้นแบบที่นำการผลิตแบบลีน (Lean Manufacturing) เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดความสูญเสีย และอยู่ระหว่างสร้างฐานข้อมูลในองค์กรให้เชื่อมโยงกันเพื่อนำไปบริหารจัดการ หวังเป็นบันไดในการเชื่อมโยงสายซัพพลายเชนกับคู่ค้าในระยะต่อไป
บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด เป็นผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป (OEM) รายใหญ่ของไทย โดยผลิตสินค้าเสื้อผ้ากีฬาให้กับแบรนด์ดังทั่วโลก ยอดการส่งออกสินค้ากว่า 30 ล้านชิ้นต่อปี มีบริษัทในเครือจำนวน 5 แห่ง และมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 60 ล้านชิ้นในปี 2553
สำหรับการนำระบบบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนเข้ามาประยุกต์ใช้ในบริษัทฯ นั้น คุณชัยวัฒน์ พรหมวิเวก Logistics & Supply Chain Manager บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาดังกล่าวอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยเริ่มพัฒนาอย่างจริงจังเมื่อปลายปี 2550 ซึ่งก่อนหน้านี้ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องระบบโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน โดยมองเป็นแค่เรื่องการขนส่ง ขณะที่มีบางกิจกรรมในระบบโลจิสติกส์ที่ลูกค้าให้นำมาใช้ในกระบวนการทำงานอยู่แล้ว เช่น ระบบลีน แต่ไม่ทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารโลจิสติกส์
เร่งสร้างฐานข้อมูล แก้ปัญหาคอขวด
หลังจากเข้าใจแนวคิดของการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนแล้ว จึงได้ลงทุนพัฒนาระบบไอทีโดยแผนกไอทีของบริษัทฯ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลภายในองค์กรให้อยู่ในระบบข้อมูลเดียวกัน ซึ่งผลที่ได้รับคือสามารถนำระบบข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการบริหารจัดการ เห็นข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุง และทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้น เช่น สามารถออกใบสั่งซื้อสินค้าอัตโนมัติรวดเร็วขึ้น มีการประสานงานสร้างความเข้าใจกับซัพพลายเออร์มากขึ้น โดยมีระบบในการตรวจสอบออเดอร์ล่วงหน้าก่อนวันส่งมอบ 15 วัน และ 7 วัน เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการส่งมอบสินค้า นอกจากนี้ ได้มีการวางแผนงานการสั่งซื้อล่วงหน้า 6 เดือน จากเดิมที่วางแผนแบบเดือนต่อเดือน
ในส่วนของการผลิตได้นำแนวคิดการผลิตแบบลีนมาใช้ จัดกระบวนการผลิตในสายการผลิตใหม่ ใช้รูปแบบการส่งต่องานแบบการไหลชิ้นเดียว (One-piece Flow) แทนรูปแบบเดิมที่ส่งต่องานทีละหลายชิ้น และเกิดความล่าช้า
“หัวใจในการพัฒนาเน้นที่ระบบไอทีเชื่อมโยงข้อมูลของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เราเห็นฐานข้อมูลเหมือนกัน ณ เวลาเดียวกัน และเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา” คุณชัยวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ คุณชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างวางแผนเรื่องการบริหารวัตถุดิบ โดยจะเพิ่มหน่วยงานชื่อ material utilization ควบคุมการใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาโปรแกรมคำนวณเพื่อการสั่งซื้อที่รัดกุมด้วย รวมถึงอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางในการบริหารระบบการขนส่งเพื่อลดจำนวนรถวิ่งเที่ยวเปล่า
แม้การพัฒนาของไนซ์ แอพพาเรล ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นกระแสความตื่นตัวของผู้ผลิต ซึ่งจะส่งผลด้านบวกต่ออุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยอย่างแน่นอน
{mospagebreak}
Kerry Logistics เพิ่มมูลค่าในโซ่อุปทาน ติดปีกให้ OEM ไทย
เคอรี่ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยโมเดลบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ระบุช่วยลูกค้าเจ้าของแบรนด์ลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวม พร้อมติดปีกสร้างความได้เปรียบคู่แข่งให้ผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้าคนไทย
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มโดยเฉพาะเจ้าของแบรนด์ในต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนมาก เพราะต้องรองรับกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของสินค้าแฟชั่น แต่หลายรายมักประสบปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบซัพพลายเชน ด้วยเหตุนี้บริษัท Kerry Logistics (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการ 3PL จึงมีแนวคิดเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นคนกลางทำงานแทนเจ้าของแบรนด์เหล่านั้นในการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนกับผู้รับจ้างผลิตในประเทศไทย (OEM)
สำหรับแนวคิดในการทำงานรูปแบบดังกล่าวนั้น คุณสิทธิพร เตชะภมรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เคอรี่ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายให้ฟังว่า รูปแบบในการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนให้กับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่บริษัทฯ ทำอยู่ คือทำหน้าที่เป็นคนกลางในการติดตามงานระหว่างลูกค้าคือเจ้าของแบรนด์ในต่างประเทศกับซัพพลายเออร์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ในประเทศไทย เพื่อให้ระบบในการเคลื่อนย้ายสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วยการบริหารคำสั่งซื้อ (P/O Management) บริหารซัพพลายเออร์ (Supplier Management) บริหารคลังสินค้า (Inventory Management) บริหารด้านเอกสาร (Document Management) และบริหารการจัดส่ง โดยมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ออกแบบเฉพาะเชื่อมโยงข้อมูลกับลูกค้าทุกขั้นตอน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนในกระบวนการทำงาน คุณสิทธิพร ได้ยกตัวอย่างการให้บริการลูกค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าในต่างประเทศรายหนึ่ง ซึ่งบริษัทฯ ให้บริการตั้งแต่ศึกษาความต้องการของลูกค้าเพื่อออกแบบโซลูชั่นที่เหมาะสม จากนั้นบริหารตามคำสั่งซื้อว่า มีการผลิตสินค้าตรงตามจำนวนที่ตกลงซื้อขายกันหรือไม่ บริหารซัพพลายเออร์และเป็นคนกลางเชื่อมในการบริหารคลังสินค้า ให้ซัพพลายเออร์จัดส่งสินค้าตามจำนวน และตารางเวลาที่กำหนด โดยจัดทำเป็นรายงานแจ้งเจ้าของแบรนด์เพื่อให้สามารถวางแผนบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการตรวจสอบสถานะของสินค้าว่าอยู่ในขั้นตอนใด ซึ่งเป็นการมองเห็นการเคลื่อนไหวของสินค้าได้ตลอดเวลา (Visibility)
เมื่อซัพพลายเออร์ส่งสินค้าสำเร็จรูปมายังบริษัทฯ จึงเข้าสู่กระบวนการเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยบริหารจัดการสินค้าตามจำนวนที่ลูกค้าปลายทางคือร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าต้องการ ติดฉลากสินค้า จัดสินค้าลงกล่อง ซึ่งสินค้าดังกล่าวพร้อมจำหน่ายที่ร้านค้าปลีกปลายทางได้เลย โดยที่เจ้าของแบรนด์ไม่ต้องรับภาระในส่วนนี้
จากนั้นจึงเป็นการบริหารด้านเอกสารส่งออก รวมถึงกระบวนการในการจัดส่งสินค้าแบบ Door to door ต่อไป
“โซลูชั่นที่เรานำเสนอเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกันแบบ win win คือลูกค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์ไม่ต้องดำเนินการเองหมดทุกขั้นตอน ซึ่งช่วยเรื่องการลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมได้ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเสื้อผ้าในประเทศไทย และผู้ผลิตเสื้อผ้าในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งก่อให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทยด้วย” คุณสิทธิพร กล่าว
ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการให้บริการของ บริษัท เคอรี่ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นทางเลือกในการเอาท์ซอร์สด้านการบริหารโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าได้ทุ่มเทเวลากับงานที่ตนเองถนัด และเป็นธุรกิจหลักได้อย่างเต็มกำลัง
สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอสร้างคลัสเตอร์สิ่งทอ-ตั้งไข่ระบบซัพพลายเชน
สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ชี้พัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอปูพื้นฐานระบบซัพพลายเชน ชูคลัสเตอร์เพชรเกษมประสบความสำเร็จ ปี 52 เดินหน้าแผนงานสร้างคลัสเตอร์สมุทรปราการ
แม้การเชื่อมโยงระบบซัพพลายเชนในลักษณะเต็มรูปแบบของอุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มของไทยยังไม่เกิดภาพเป็นรูปธรรม แต่เป็นที่น่าดีใจว่าปัจจุบันในวงการอุตสาหกรรมสิ่งทอได้มีการจับมือพัฒนาเครือข่ายคลัสเตอร์เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันขาย ร่วมกันวิเคราะห์ ร่วมกันแข่ง และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเชื่อมโยงระบบซัพพลายเชนในอนาคต
คลัสเตอร์สิ่งทอเพชรเกษมได้รับการพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมต้นแบบ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ ในแถบถนนเพชรเกษม โดยมีสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้การสนับสนุน
“ระบบซัพพลายเชนมีความสำคัญต่อธุรกิจ แต่ก่อนที่จะมองการเชื่อมโยงซัพพลายเชนซึ่งในทางปฏิบัติยังทำได้ยาก เราเลยมองเรื่องการสร้างคลัสเตอร์ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างระบบซัพพลายเชนในอนาคต เพราะถ้าผู้ประกอบการเข้าใจหลักการในการร่วมคิด ร่วมขาย ร่วมทำ ร่วมแข่งตามวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ก็จะทำให้เข้าใจระบบซัพพลายเชนได้ง่ายขึ้น” คุณวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าว
คุณวิรัตน์ กล่าวต่อไปด้วยว่า การบริหารซัพพลายเชนมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม หากสามารถเชื่อมโยงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันให้เข้ามาอยู่ในสายซัพพลายเชนเดียวกัน ย่อมทำให้การตกลงซื้อขายในระบบการค้ารวดเร็ว-แม่นยำมากขึ้น สามารถลด lead time และลดต้นทุนได้
ทั้งนี้ คุณวิรัตน์ ได้กล่าวถึงผลที่ได้รับจากการรวมกลุ่มคลัสเตอร์สิ่งทอเพชรเกษมว่า ได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ โดยสมาชิกในกลุ่มได้ร่วมกันซื้อ ร่วมกันขาย และสามารถสร้างสรรค์สินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เช่น เสื้อเหลืองที่ระบายเหงื่อได้ดี จีวรกันยุง เสื้อสมุนไพรกันเชื้อรา ฯลฯ โดยในอนาคตสถาบันฯ มีแผนงานที่จะขยายผลการสร้างกลุ่มคลัสเตอร์ในพื้นที่อื่น ๆ ทั้งในปริมณฑล และภูมิภาคให้กว้างขวางต่อไป
เชื่อมั่นอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยังรุ่ง
ถามถึงอนาคตอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย คุณวิรัตน์ แสดงทัศนะว่า น่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ทั้งนี้ เพราะตัวอุตสาหกรรมยังมีอนาคตที่ดีมาก และเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการของไทยจะเข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดอาเซียนซึ่งมีประชากร 500-600 ล้านคน รวมถึงตลาดที่น่าสนใจอย่างยุโรปซึ่งไทยควรพยายามพัฒนาศักยภาพสินค้าเพื่อตีตลาด รวมถึงตลาดในประเทศด้วย
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพทั้งในด้านคุณภาพสินค้า การบริหารจัดการ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ เพื่อฉกฉวยโอกาสทางการตลาดดังกล่าว เพราะหากผู้ประกอบการไม่เร่งปรับตัวตามระบบการค้าที่เปลี่ยนแปลง อาจถูกอุตสาหกรรมทิ้งห่างและต้องปิดตัวลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.