เมื่อหลายปีก่อนในยุคที่ไม่มีใครกล่าวขานถึงการจัดการซัลพลายเชนมากนัก ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรธุรกิจ SME แห่งหนึ่ง สืบเนื่องมาจากผู้เขียนได้เป็นที่ปรึกษาด้านการลดต้นทุนให้กับบริษัท
"ผมคิดว่า ถ้าทางบริษัทให้ข้อมูลสต๊อกวัตถุดิบที่เหลืออยู่แก่ซัพพลายเออร์ ก็น่าจะดีนะครับ ทางซัลพลายเออร์จะได้เตรียมส่งวัตถุดิบมาให้ได้อย่างถูกต้อง ตรงเวลา และไม่เกิดปัญหาสต๊อกบวมหรือสต๊อกขาดในบางช่วงอย่างที่เป็นอยู่"
ผู้เขียนกล่าวอย่างมั่นใจเพราะทราบว่าหลักการดังกล่าวเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการจัดการซัลพลายเชนที่มีการอ้างถึงในหนังสือหรือตำราทางการจัดการซัลพลายเชนซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นตำราภาษาอังกฤษและน้อยคนนักจะรู้จักและนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ในประเทศไทย
"ทำอย่างนั้นซัพพลายเออร์ก็บีบเราตายพอดี มันเหมือนลูกไก่ในกำมือ แล้วเราคงต้องซื้อวัตถุดิบราคาสูงขึ้น"
ผู้บริหารท่านนั้นตอบผู้เขียนด้วยคำพูดดังกล่าว ซึ่งเป็นการมองจากผู้มีประสบการณ์อันเหลือล้นด้วยวัยเกือบ 60 ปี ซึ่งผู้เขียนก็คล้อยตามและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
หลายวันต่อมา ผู้เขียนยังคงคิดอยู่ในใจ ถ้าเป็นเช่นนี้ทฤษฏีที่อ้างถึงเรื่องการร่วมมือกับซัพพลายเออร์ (Collaboration) ก็ไม่น่าจะปฏิบัติได้จริงสำหรับ SME ไทย เป็นเพียงทฤษฎีในตำราหรือไม่ก็เป็นกลยุทธ์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น
เวลาผ่านมาหลายปีถึงยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่แนวคิดด้านการจัดการซัลพลายเชนและโลจิสติกส์เฟื่องฟู มีผู้คนกล่าวถึงทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐบาลที่พยายามส่งเสริมและสนับสนุนโครงการต่างๆ ทางด้านโลจิสติกส์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการชาวไทย
เมื่อราวๆ กลางปีที่ผ่านมา (2552) ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าให้คำปรึกษาโครงการลดต้นทุนแก่สถานประกอบการ SME แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทที่ขายไข่ไก่ โดยบริษัทดังกล่าวรับซื้อไข่ไก่มาจากฟาร์มและจ้างผู้รับจ้างขนส่ง (รถบรรทุก) มาส่งที่บริษัท แล้วทางบริษัทจะทำการล้างไข่ให้สะอาดและบรรจุลงบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งไปจำหน่ายต่อไป (ภาพที่ 1 แสดงโซ่อุปทานของไข่ไก่ของบริษัทตัวอย่าง)
จุดประสงค์ คือ ลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ให้บริษัทให้ได้ขั้นต่ำ 1 แสนบาท โดยใช้ระยะเวลา 2 เดือนครึ่ง จากการสำรวจปัญหาขั้นต้นพบว่าทางบริษัทมีปัญหาที่สำคัญ คือ ปัญหาไข่ที่บุบหรือแตกซึ่งส่งผลต่อต้นทุนของบริษัท เนื่องจากไข่ที่บุบหรือแตก คือ สินค้าที่เกรดต่ำลงมีราคาขายที่ต่ำและในบางครั้งไม่สามารถขายได้ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสูญเสียของบริษัทเป็นอย่างมาก เพื่อดำเนินการแก้ปัญหานี้ ผู้เขียนและทีมงานได้เก็บข้อมูลเชิงลึกและวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้ไข่บุบหรือแตก ซึ่งสรุปได้ดังภาพที่ 2
จากการวิเคราะห์เชิงลึกพอสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญได้ว่า "ไข่ที่บุบหรือแตก ส่วนใหญ่เกิดก่อนที่ไข่จะมาถึงบริษัท ดังนั้นไข่ที่บุบหรือแตก จะเกิดขึ้นที่ฟาร์มหรือจากรถขนส่งจากฟาร์มเท่านั้น ตัวเลขไข่บุบหรือแตกอยู่ที่ 7% โดยประมาณ"
สาเหตุสำคัญที่ไข่บุบหรือแตกที่ฟาร์ม คือ บริษัทรับซื้อไข่ทั้งหมดจากฟาร์มในลักษณะเหมาซื้อทั้งหมดและทำการตรวจคุณภาพไข่ที่ขั้นตอนการล้าง (ก่อนการล้างไข่) ดังนั้นทางฟาร์มไข่จึงไม่ได้ให้ความระมัดระวังในเรื่องการเคลื่อนย้ายไข่ในฟาร์มมากนัก
สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้รับจ้างขนส่งขับรถกระแทกเนื่องจากสภาพของถนนที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงลักษณะการวางไข่ลงบนถาดไข่ (บรรจุภัณฑ์) ไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุย่อยอื่นๆ ประกอบ เช่น พนักงานของบริษัทขาดความระมัดระวัง เครื่องล้างไข่ไม่นุ่มนวล ซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้ภายในบริษัท
ผู้เขียนและทีมงานได้นำเสนอมาตรการปรับปรุงการทำงานโดยมุ่งประเด็นไปที่ฟาร์มและการขนส่งเป็นหลักเนื่องจากมีอิทธิพลต่อเปอร์เซนต์ของเสียมากที่สุด
กลยุทธ์การร่วมมือกับซัพพลายเออร์ (Collaboration) ได้หวนกลับเข้ามาในความคิดของผู้เขียนอีกครั้ง ในกรณีเช่นนี้ ปัญหาคงไม่ได้รับการแก้ไขถ้าไม่มีการประสานงานไปยังซัพพลายเออร์ ดังนั้นผู้เขียนและทีมงานจึงกำหนดมาตรการแก้ไขให้ทางบริษัท กล่าวโดยสรุปคือ
1. การแจ้งซัพพลายเออร์และบริษัทขนส่งถึงปัญหาที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่
2. การขอเข้าเยี่ยมชมฟาร์มเพื่อร่วมนำเสนอแนวคิดการปรับปรุงการเคลื่อนย้ายไข่ภายในฟาร์มของซัพพลายเออร์ รวมไปถึงการเรียงไข่ขึ้นบนรถขนส่ง
3. กำหนดระดับร้อยละของไข่บุบที่ยอมรับได้ และปรับปรุงเนื้อหาของ Supply Contract โดยเพิ่มประเด็นการจ่ายเงินชดเชยจากซัพพลายเออร์ ในกรณีที่ไข่บุบเกินกว่าค่าที่กำหนด
ผู้เขียนและทีมงานยังไม่มั่นใจมากนัก ว่ามาตรการดังกล่าวจะแก้ปัญหาให้ทางโรงงานจริง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกบริษัทและอยู่นอกเหนือการควบคุม อีกทั้งไม่มั่นใจในสถานะของบริษัทว่าอยู่ในสถานะที่ต่อรองเงื่อนไขได้มากน้อยแค่ไหน
ภายหลังการนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ด้วยกลยุทธ์การร่วมมือกับซัพพลายเออร์ (Collaboration) ประมาณ 1 เดือน โดยทางบริษัทแจ้งว่าได้ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ทั้งหมด ยกเว้นเรื่องการกำหนดค่าปรับกับซัพพลายเออร์เพราะยังไม่มั่นใจในการตอบสนองของซัพพลายเออร์ และได้ค้นพบว่าร้อยละของไข่บุบหรือแตกที่ส่งมาจากฟาร์มลดลงจริง โดยลดลงจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 3 โดยประมาณ ซึ่งส่งผลให้บริษัทสามารถขายสินค้าได้ในราคาเกรด A และประมาณการรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 1,016,846 บาทต่อปี
ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคและมีเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แต่ผู้เขียนยังคงเชื่อว่ากลยุทธ์ความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในการจัดการซัพพลายเชนไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น แต่สามารถนำไปปฎิบัติได้จริงสำหรับ SME ไทย และยังเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการรายย่อยไทยได้ ท่านผู้อ่านล่ะ "ท่านเชื่ออย่างไร"
















Leave a comment :