Switch to: uk
11 February 2012 12:19PM

เส้นทางเศรษฐกิจและการลงทุนใหม่ (New Trade Lane)

08 Dec 09 ,  ผศ.ดร. ธนัญญา วสุศรี
  • 0
เส้นทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ GMS มีศักยภาพในการพัฒนาการลงทุนและการค้า
แต่ไทยจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ หากเส้นทางการคมนาคมที่เชื่อมโยงกันในระหว่างภูมิภาคไม่ได้นำไปสู่การค้าและการลงทุนอย่างสมบูรณ์

ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่บนเส้นทางโครงข่ายคมนาคมที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างจีนตอนใต้และอินเดียที่เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ รวมทั้งไทยมีพรมแดนติดต่อกับพม่า ลาว กัมพูชา และสามารถเชื่อมโยงไปยังเวียดนามข้อได้เปรียบนี้ทำให้ไทยมีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น กลุ่มประเทศแปซิฟิก กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และยุโรป เป็นต้น
 57_opinion1_01.jpg
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่สนับสนุนให้ไทยได้มีศักยภาพในการลงทุนการค้าทางเศรษฐกิจได้ เช่น นโยบายพัฒนาภาคตะวันตก (Great Western Development Strategy) ของจีนที่มุ่งพัฒนามณฑลตอนในภาคตะวันตกให้มีการพัฒนาเท่าเทียมกับมณฑลภาคตะวันออก ส่งผลที่ดีต่อไทย เพราะมณฑลทางตะวันตกของจีนมีพื้นที่ใกล้กับภาคเหนือตอนบนของไทย และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนระหว่างกันมานาน โดยเฉพาะ 3 มณฑลสำคัญคือ ยูนนาน กวางสี และฉงชิ่ง และการมีกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ไทย-จีน-ลาว-พม่า-กัมพูชา และเวียดนาม ทำให้มีโอกาสสร้างความร่วมมือทางการค้า การลงทุนระหว่างประเทศร่วมกัน 
 
อินเดียประกาศใช้นโยบาย Look East ตั้งแต่ปี 2545 ทางหนึ่งก็เพื่อขยายการค้าต่างประเทศกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ในขณะที่อีกทางหนึ่งก็เป็นการพัฒนาความเจริญทางเศรษฐกิจให้กับรัฐต่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีด้วยกัน 8 รัฐ และจัดเป็นพื้นที่ด้อยพัฒนาของอินเดีย เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่บนเทือกเขา ไม่มีทางออกทะเล จึงยากต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้ธุรกิจการค้าไม่ขยายตัว ในส่วนของการดำเนินนโยบาย Look East พม่ามีความสำคัญเนื่องจากเป็นประตูการค้าด่านแรก ซึ่งหากมีการเชื่อมโยงผ่านพม่าและเชื่อมต่อมายังแม่สอดของไทยได้ ก็จะเป็นการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุนระหว่างไทย-อินเดียได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งในที่นี้การเชื่อมโยงระหว่างไทยกับอินเดียในขณะนี้รวมทั้งในอนาคตอันใกล้ ยังคงต้องอาศัยการขนส่งทางทะเล ดังนั้นการแลกเปลี่ยนทางการค้าจึงเป็นการค้าระดับประเทศจนกว่าจะเกิดการเชื่อมโยงทางบกผ่านพม่า
 
ในส่วนของไทยกับจีนตอนใต้ มีลักษณะของเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีโอกาสการเชื่อมโยงระหว่างกันด้วยโครงข่ายถนนในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นการแลกเปลี่ยนทางการค้า การลงทุน จึงมีแนวโน้มเติบโตจากความสัมพันธ์ของพื้นที่ที่ติดกัน

กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ
ประเทศไทยมีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และร่วมแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเดียวกัน ระดับรองลงมาเป็นความร่วมมือระดับอนุภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน มีกรอบความร่วมมือที่ไทยเข้าร่วมที่สำคัญ ได้แก่ โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) แผนงานพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ทั้ง 4 กรอบความร่วมมือดังกล่าวเป็นความร่วมมือระดับประเทศที่ใกล้ชิดกันในด้านของการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มประเทศ เพิ่มขีดความสามารถทางการค้าการลงทุนเป็นสำคัญ นอกเหนือจากความร่วมมือดังกล่าวเพื่อให้เกิดผลดียิ่งขึ้นด้านการค้าระหว่างประเทศ ในแต่ละประเทศคู่ค้าหรือกลุ่มประเทศคู่ค้า ยังมีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี เพื่อเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ ในขณะเดียวกับการใช้อัตราภาษีที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การค้านี้รวมถึงการบริการและการลงทุนด้วย ประเทศไทยมีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ภายในกลุ่มประเทศอาเซียน (AFTA) และภายใต้ข้อตกลง AFTA ที่ทำกับจีน ไทยได้มีข้อตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผัก-ผลไม้กับจีนเป็นการเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแล้วไทยได้มีการจัดทำกรอบความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย ซึ่งทั้งหมดของความร่วมมือที่กล่าวมาแล้ว มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของไทยในอนาคต57_opinion1_02.jpg

ไทยกับการลงทุนเศรษฐกิจในเส้นทางการค้าใหม่
ไทยจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ หากเส้นทางการคมนาคมที่เชื่อมโยงกันหรือจะเชื่อมโยงกันในระหว่างภูมิภาคในอนาคตไม่ได้นำไปสู่การค้าและการลงทุน โดยไทยเองจะต้องปรับตัวทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการ การวิเคราะห์หาสินค้าหรือบริการที่เป็นจุดที่ได้เปรียบทางการแข่งขัน และการบริหารจัดการโซ่คุณค่า (Value chain) เป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญการบริหารจัดการ การกระจายการผลิตในประเทศต่างๆ หรือ Global Sourcing เพื่อเพิ่มคุณค่าของสินค้าในเขตเศรษฐกิจใหม่ จะเป็นการทำให้เกิดเขตเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การขนส่งระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันภาครัฐซึ่งปัจจุบันได้มีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนภาคเอกชนให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ คงต้องพิจารณาทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และกฎระเบียบที่จะเอื้ออำนวยภาคเอกชน การสนับสนุนเขตพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการเป็นประตูทางการค้าที่เชื่อมโยงไปยังจีน และประเทศอื่น ๆ เช่น พื้นที่เขตอุตสาหกรรมในภาคเหนือตอนบน (จังหวัดเชียงราย และจังหวัดลำปาง) พื้นที่เขตอุตสาหกรรมในภาคเหนือตอนล่าง (จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดกำแพงเพชร) พื้นที่เขตอุตสาหกรรมในภาคอีสานตอนบน (จังหวัดขอนแก่น) และ พื้นที่เขตอุตสาหกรรมในภาคอีสานตอนล่าง (จังหวัดนครราชสีมา)  เพื่อสนับสนุนให้มีการลงทุนเพื่อผลิตสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มคุณค่ามากกว่าการผลิตสินค้าที่เป็นปฐมภูมิ หรือเป็นการนำเอาวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านมาเพิ่มคุณค่าเพื่อทำการส่งออกต่อไป
 
การสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบที่มีการลงทุนร่วมกับประเทศญี่ปุ่น หรือลงทุนโดยญี่ปุ่น จำนวน 103 บริษัท ของ JETRO ในช่วง กรกฎาคม - กันยายน 2552 (Roundtable discussion on logistics and supply chain policy) ได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการลงทุนการค้าในเส้นทาง NSEC และ EWEC การเปลี่ยนฐานการผลิตเท็กซ์ไทล์และการ์เม้นท์ (textile and garment) จากไทย และเวียดนามไปยัง กัมพูชา ลาว และพม่า ซึ่งสามารถหาแรงงานได้ง่าย เพื่อทำการส่งออกไปยังญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกาต่อไป  เส้นทาง EWEC  ที่มีศักยภาพในการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างไทยและเวียดนามในการผลิต รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์  ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอาหารที่สามารถมีฐานการผลิตที่เมืองไทย โดยมีการสร้าง contract farming กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งศักยภาพในส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร ชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ รถยนต์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศใน GMS ไปยังจีนหรืออินเดีย ผ่านทางทะเลฝั่งตะวันตกของไทย นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการอุตสาหกรรมบริการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีกและกระจายสินค้า รวมทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ในประเทศ GMS มีเมืองที่เป็นมรดกโลกอยู่หลายประเทศ เช่น อยุธยา นครวัด หลวงพระบาง เป็นต้น
 
จึงสามารถกล่าวได้ว่า เส้นทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ GMS มีศักยภาพในการพัฒนาการลงทุนและการค้า สิ่งสำคัญที่จะต้องพัฒนาเพื่อให้เส้นทางเศรษฐกิจใหม่เป็นเส้นทางการค้าและการลงทุนที่สมบูรณ์ มีทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และกฎระเบียบต่างๆ เช่น การตรวจปล่อยสินค้า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชน คงจะต้องเริ่มมองหาโอกาสในการลงทุนทำธุรกิจ โดยต้องอาศัยแนวความคิดของการจัดการโซ่อุปทาน เพื่อวิเคราะห์ถึงตลาด สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่มีศักยภาพที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง และวิเคราะห์แนวทางในการจัดหาวัตถุดิบ แหล่งผลิตขั้นต้น แหล่งผลิตขั้นกลาง และแหล่งผลิตขั้นสุดท้าย ตลอดจนการส่งมอบสินค้าไปยังผู้บริโภค ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐ ที่จะทำหน้าที่ส่วนสนับสนุนการค้าและสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้ประกอบการ

ที่มา  โครงการศึกษายุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมเพื่อรองรับการขยายเส้นทางเศรษฐกิจ การค้า และ การลงทุน (2551) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร  กระทรวงคมนาคม
Survey on the business needs and strategies in Mekong region (2009) Japan External Trade Organization (JETRO) in Roundtable discussion on logistics and supply chain policy.

Leave a comment :