
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาผมปวดขมับข้างซ้ายตึ๊บๆ ทุก 5-10 วินาทีต่อครั้ง ตลอดทั้งวัน คิดว่าน่าจะมาจากการนอนน้อยด้วยมุมานะนั่งดูยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกอยู่ทุกนัด (ฮา) หรือไม่ก็สุมงานกองโตโดยไม่ยอมจัดการแล้วมามุ่งหามรุ่งหามค่ำติดๆ กันตลอดสัปดาห์เมื่อไฟลนก้น (ฮา..อีก) ในใจคิดว่าไม่เป็นไร นอนคืนเดียวก็หาย แต่ไม่หายครับ กินยาแก้ปวดทุก 4 ชั่วโมง (ตามฉลากยาแนะนำ) ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มันปวดจนน่ารำคาญคิดงานอะไรไม่ออก เลยคิดว่าหลังเลิกงานผมต้องไปหาหมอสักครั้ง
จากนั้นก็มีคำถามตามมาว่าแล้วไปหาหมออะไรดี จะหายหรือไม่ ยาที่ได้มาก็ต้องมียาแก้ปวด (ที่ผมกินหมดไปแล้วหลายแผง) หรือไม่ก็ยาคลายเส้น ยาแก้เครียด อะไรประมาณนั้น ที่สำคัญยาที่ว่าจะต้องมีเอกสารกำกับไว้ชัดเจนว่าให้กินยาหลังอาหารทันที หรือไม่ก็พร้อมกับอาหาร ด้วยสรรพคุณของยาจะกัดกระเพาะอย่างแรง ผมซึ่งปวดท้องและกินอาหารไม่เป็นเวลาอยู่เสมอน่าจะได้อานิสงส์หลังกินยาชุดนี้แล้วก็คือโรคกระเพาะที่แย่ลงกว่าเดิม (ผมพอเดาสิ่งที่จะได้รับจากการไปหาหมอได้ ด้วยครอบครัวและเพื่อนๆ ของผมคลุกคลีกับโรงพยาบาลพอสมควรรวมถึงเป็นหมอเองด้วย) ที่สำคัญคือผมจะหายปวดหัวหรือไม่ก็ยังไม่อาจทราบได้
ระหว่างที่ตัดสินใจว่าจะไปหาหมออะไรดี ก็บังเอิญได้พบแพทย์ทางเลือก ลักษณะคล้ายๆ หมอนวดจับเส้น แต่ไม่ใช่ มีรูปแบบการนวดที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน ลองพูดคุยถึงหลักการและให้นวด หายปวดหัวเลยครับ จากก่อนที่จะนวดผมยังคงปวดตึ๊บๆ ทุก ๆ 5-10 วินาทีต่อครั้ง (รวมถึงระหว่างที่คุยกับหมอด้วย) พอลองนวดเพียงแค่หมอกดจุดที่แขนซ้ายผม ขยับยึกๆ เพื่อไล่เลือดให้ไหลอย่างสะดวก อาการปวดก็หายทันตา นับว่าแปลกจริงๆ ครับ
หมอมีทฤษฎีว่า การที่เลือดในร่างกายของเรา ไหลผ่านสะดวกทั่วร่างกาย สุขภาพของเราก็จะดี แข็งแรง ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ หากถ้าเป็นโรคภัยร่างกายคนเราก็จะมีระบบที่รักษาตนเอง ซึ่งเลือดจะเป็นผู้นำอาหารไปให้เซล และขับถ่ายของเสียออกไป และหากเกิดความติดขัดของเลือดที่จุดใดจุดหนึ่ง ส่วนนั้นก็จะมีอาการก่อให้เกิดปัญหา ผู้ที่เป็นเบาหวาน ปลายประสาทจะชา เพราะเส้นเลือดตีบ หากเกิดบาดแผลที่เท้าก็จะไม่รู้ตัว แผลจะรักษาหายยาก เป็นแผลเรื้อรัง จนต้องตัดขาทิ้งไป เพราะเลือดไม่สามารถมารักษาแผลนั้นได้ การตัดขาหมอจะตัดจนถึงส่วนที่มีเลือดมาเลี้ยง เพราะจะทำให้แผลผ่าตัดสามารถหายได้ ไม่เน่าจนต้องตัดซ้ำ
จากทฤษีของหมอจะได้ว่าโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดเมื่อย ไปจนถึงโรคร้ายแรงเช่น มะเร็ง ก็มีสาเหตุมาจากกระแสเลือดไม่สมบูรณ์ ไปติดขัดส่วนไหนก็เกิดปัญหาที่ส่วนนั้น แพทย์แผนปัจจุบันก็ทราบแต่ใช้วิธีการตัดต่อเส้นเลือด บายพาส หรือไม่ก็ตัดส่วนที่มีปัญหาออกไป แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะส่วน ปัญหาหลักของกระแสเลือดยังไม่ถูกแก้ไข จนทำให้ระบบสามารถรักษาตนเองได้ จึงทำให้อาการป่วยกลับเข้ามาอีกเมื่อเวลาเปลี่ยนไป
ซึ่งผมคิดว่าการไหล (Flow) ของกระแสเลือดในร่างกายก็คือ ระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในธุรกิจ หากเราแก้ไม่ถูกจุด ปัญหาก็อาจเบาบางลงสักพักแล้วก็กลับมาใหม่ แต่ถ้าเราสามารถนำแนวคิดของโลจิสติกส์และโซ่อุปทานปลูกฝังลงในจิตสำนึกให้พนักงานทุกคน ปัญหาต่างๆ ในองค์กรหรือในโซ่อุปทานก็สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ร้านขายหนังสือและเครื่องเขียนแห่งหนึ่งที่นครสวรรค์ ลูกชายเจ้าของร้านพยายามนำระบบบาร์โค้ดเข้ามาช่วยในการจัดสต๊อกอยู่หลายปีไม่ประสบความสำเร็จสักครั้ง เนื่องด้วยพนักงานยังคงใช้วิธีเดิมๆ ในการทำงาน เพราะเห็นว่าทำมาหลายปีก็ไม่มีปัญหาอะไร และคิดว่าวิธีบาร์โค้ดเป็นการเพิ่มงานของเขา แต่เมื่อมีการอธิบายทำความเข้าใจ และแสดงให้เห็นถึงความสะดวกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในการทำงานของขั้นตอนถัดไปของตัวพนักงานเอง โดยที่มีขั้นตอนที่เปลี่ยนไปและเพิ่มเติมไม่มากนัก ปรากฎว่าหลังจากนั้นพนักงานก็เริ่มมีส่วนร่วมในการคิดและสนุกในการปรับปรุงกระบวนการ เป็นการสร้างความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านร่วมกับองค์กร
นักศึกษาสหกิจศึกษาของผมเข้าไปช่วยปรับปรุงคลังสินค้าที่นครปฐม กลับมาเล่าให้ฟังว่า ท่าทางจะปรับตัวยากสำหรับคลังสินค้านี้ ด้วยว่าจัดคลังสินค้าจนสำเร็จ พนักงานที่รับผิดชอบก็ไม่เห็นความสำคัญ เมื่อหยิบไปใช้แล้วก็ยังไม่เก็บเข้าที่เดิม สาเหตุมาจากเจ้าของกิจการไม่เข้มงวดเท่าที่ควร ลักษณะของงานก็ไม่เร่งรีบ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาต่อ หลายท่านคงคาดเดาได้ว่าในอนาคตองค์กรนี้ก็คงจะมีปัญหาเกิดขึ้น การขยายธุรกิจให้เหนือกว่าคู่แข่งขันคงดำเนินการได้ยาก พนักงานทุกคนทุกระดับจำเป็นต้องได้รับแนวคิดของโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเสียก่อน
เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าไปอบรมโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกับบริษัทแห่งหนึ่ง เจ้าของบอกว่ากำลังอยู่ในช่วงการผ่าตัดใหญ่ พนักงานที่ไม่ยอมรับการพัฒนาส่วนมากจะออกจากบริษัทแล้ว ที่เหลืออยู่เป็นเลือดใหม่พอที่จะพัฒนาได้ สิ่งที่ต้องการในปัจจุบันนอกเหนือจากเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องการให้พนักงานเข้าใจถึงการทำงานร่วมกันระหว่างแผนกในองค์กร และระหว่างองค์กร เนื่องจากพนักงานไม่เข้าใจว่าซัพพลายเออร์ดีแล้วองค์กรเราจะดีได้อย่างไร
ผมได้นำ “Beer Games” เข้าเป็นกิจกรรมหนึ่งของการอบรมด้วย เพราะอยากให้เข้าใจถึงประโยชน์จากการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กร ได้ผลครับหลังการเล่นเกมส์มีการอภิปรายร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสนุกสนาน เข้าใจได้ว่าบริษัทของเราทำธุรกิจเดิม ทรัพยากรเท่าเดิม สภาพทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เราทำงานเป็นทีมร่วมกับซัพพลายเออร์และลูกค้าตลอดทั้งโซ่อุปทานเสมือนเป็นทีมเดียวกัน ส่งผลให้ทีมมีต้นทุนที่ลดลงกว่าเดิมอยู่หลายเท่าตัว

ผมหยอดให้อีกหน่อยในห้องอบรมว่าต้องไม่ลืมที่จะทำงานกันด้วยความจริงใจ และไว้วางใจกัน เคยซื้อข้าวแกงร้านอร่อยเจ้าประจำแล้วแม่ค้าทอนเงินให้เกินบ้างหรือเปล่าครับ แล้วทำอย่างไร ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่คืน ผลก็คือเราได้กำไรครั้งเดียว หากแม่ค้าคนนี้ผิดพลาดเรื่องเงินทอนบ่อยๆ แล้วไม่ได้คืน ก็คงต้องเลิกธุรกิจไปเพราะทำแล้วไม่มีกำไร เราเองก็ไม่มีร้านประจำที่อร่อยให้กินอีก ต้องจ่ายค่าเดินทางเพื่อหากินแล้วก็ยังไม่อร่อยอีกด้วย หรือว่าแม่ค้าไม่เลิกขายแต่พอนึกเลาๆ ได้ว่าทอนให้ใครผิดบ้าง ก็ลดปริมาณลง หรือไม่ก็เพิ่มราคาขาย ผลก็คือเราเองก็ได้ผลกระทบอย่างแรงในอนาคต
หากไว้วางใจกัน และทำงานร่วมกันด้วยความจริงใจ ผลก็คือทำงานได้ง่ายและสะดวก ลดขั้นตอนต่างๆ ได้มากมาย เช่นว่า การตรวจรับสินค้าก็ไม่จำเป็น ธุรกิจก็มีเวลาในการพัฒนาเรื่องอื่นๆ หากพบสินค้ามีตำหนิหรือไม่ครบจำนวน ซัพพลายเออร์ยินดีเปลี่ยนคืนหรือนำมาให้เพิ่มโดยไม่มีข้อแม้เพราะเชื่อใจกัน จะเห็นได้ว่างานก็จะราบรื่นต้นทุนที่ไม่จำเป็นก็สามารถประหยัดได้
นอกจากนี้ลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ยังสามารถให้คำแนะนำวิธีการทำงานที่ดีกว่าเดิมให้กับธุรกิจได้ ด้วยคู่ค้าของเรามีมุมมองที่แตกต่าง หรือเคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงเป็นการพัฒนาทางลัดที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดที่มั่นคง เช่น โตโยต้า ให้เซนเซ (อาจารย์) ไปสอนระบบการผลิตแบบโตโยต้าให้กับซัพพลายเออร์ ด้วยเหตุผลที่ว่าหากซัพพลายเออร์สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี ก็ทำให้โตโยต้ามีรถยนต์ที่ดีให้กับลูกค้า ในทำนองเดียวกันหากโตโยต้าไม่เห็นความสำคัญ ผลก็คือซัพพลายเออร์ก็ผลิตสินค้าได้ไม่ดี รถยนต์ของโตโยต้าก็ไม่ดีตามไปด้วย
ตัวอย่างง่ายๆ เช่นหากลูกค้าสตารท์รถใหม่ป้ายแดงไม่ติด เพราะแบตเตอรี่มีตำหนิ ลูกค้าไม่ได้คิดว่าแบตเตอรี่ไม่ดี แต่เป็นข้อบกพร่องของรถยนต์ยี่ห้อนั้นต่างหาก ปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เนื่องจากเมื่อลองพิจารณาสินค้าหนึ่งๆ จะพบว่ามีส่วนที่องค์กรดำเนินการเองเพียง 5% เท่านั้น ส่วนอีก 95% มาจากองค์กรอื่น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะต้องร่วมมือกันในโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นหากเราต้องการให้ธุรกิจของเรามีสุขภาพดี ก็จำเป็นต้องทำให้เกิดการไหลที่ดีในโซ่อุปทาน ซึ่งได้มาจากความจริงใจและจริงจังในการทำงานระหว่างกัน และที่สำคัญการดำเนินการในทุกขั้นตอนจะต้องให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมและเห็นถึงความสำคัญ จึงจะก่อให้เกิดความแข็งแรงขององค์กรอย่างยั่งยืนครับ
สุวัฒน์ จรรยาพูน
หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it














You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.