
หันกลับมาใช้การสังเกตบรรยากาศรอบๆ ตัว เมื่อเดินทางไม่ว่าจะท้ายรถ โฆษณาข้างทาง รถไฟฟ้า ฯลฯ ก็ไม่เจอประโยคโดนใจ ต่อยอดไม่ไหว อาจเป็นเพราะผมเดินทางไปที่ซ้ำซากจำเจ บรรยากาศจึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง หาอะไรที่มาสะกิดใจไม่เจอ แม้แต่จะคิดย้อนกลับไปถึงป้ายหาเสียงในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่โดนใจสักแผ่น สงสัยว่าจะผ่านการเลือกตั้งมาหลายหน (แสดงว่าอายุมาก หรือไม่บ้านเราก็เลือกตั้งบ่อยเกินไป) จึงไม่น่าสนใจจนเก็บมาเล่าให้ฟังได้
กลับบ้านก็เสพข่าว ชมละคร ดูหนังแผ่น ค้นอินเตอร์เน็ต อย่างเร่งรีบและกดดัน เวลาผ่านไปจนไฟลนเก้าอี้ไหม้ไปสามตัวติด (ไม่เหลือก้นไห้นั่งแล้ว) ข้อมูลก็ยังคงไหลไม่ออก เหมือนการทำโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ด้วยความเกรงใจ (หรือเปล่า) ท่านบรรณาธิการที่ทวงถามต้นฉบับทางจดหมายอิเลคทรอนิกส์ 3 ครั้งติด ผมก็ยังไม่เกิดแนวคิดที่ไหลรื่น บังเอิญได้เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของธนาคาร แต่ผมว่าข้อมูลผมยังผิวเผินเกินไปเกรงว่าจะไปไม่รอด ได้แต่อาฆาตไว้ก่อน เมื่อมีโอกาสจะกลับมาแก้แค้น
สุดท้ายผมก็งัดแนวคิดของโซ่อุปทานมาใช้ก็คือ “บูรณาการ” เรื่องราวทั้งหมดที่ได้สะสมมาตลอดหนึ่งเดือนจาก การอ่าน การสนทนา รายการโทรทัศน์ หนังแผ่น และอากู๋ (google) มาสะดุด และประทับใจตรงที่ “สมอง” ของคนเรามีพลังไม่จำกัด จากหนังสือมติชนรายสัปดาห์ ดูสอดคล้องกับหนังสือเดอะ ท็อป ซีเคร็ต ที่เคยอ่าน แล้วยังไปกันได้กับภาพยนตร์เรื่อง “Limitless” น่าจะแปลว่า “ไร้ขีดจำกัด” (ผมไม่ทราบชื่อไทย) เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวเองจากนักเขียน (ไส้แห้ง...เหมือนใครสักคน) กลายเป็นมหาเศรษฐีผู้ชาญฉลาด ด้วยยาที่ส่งผลให้สมองเกิดการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ใช่ใช้เพียง 20% เหมือนที่ผ่านมา (สมองก็อยู่ภายใต้กฎ 80/20) ช่วยให้สามารถดึงความรู้ที่เคยฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกมาใช้ และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
พลังแห่งสมอง หรือ พลังแห่งความคิด จะเป็นตัวผลักดันให้ประสบผลตามที่หวัง หากเราเชื่อมั่นว่าทำได้ (โดยไม่ครางแคลงใจ) เราก็จะทำได้ แต่หากเกิดความสงสัย หรือความเชื่อมั่นลดลง ผลของความสำเร็จก็ย่อมลดลงด้วยเช่นกัน ผมลองนำมาเทียบเคียงกับผลเลือกตั้งที่ผ่านมาก็น่าจะเป็นจริงครับ จากข่าวที่ติดตามมาเห็นได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะรวมกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลผสมอีกครั้ง ส่วนทางด้านพรรคเพื่อไทยก็บอกว่าจะได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง และจะชักชวนพรรคอื่นๆ เพื่อตั้งรัฐบาลผสม ตามหลัก “แจกันดอกไม้ ใบเฟริน์ และก้อนหิน”
จะเห็นถึงความมุ่งมั่น และเชื่อมั่นที่แตกต่างกัน ผลจากนั้นก็คือ พรรคเพื่อไทย ชนะแบบท่วมท้น เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ นายกหญิงคนแรก ที่มีอายุทางการเมืองเพียง 40 กว่าวัน ด้วยความมุ่งมั่นและเชื่อมั่น ซึ่งเสริมแรงแห่งความมั่นใจนั้นด้วยผลโพล์จากสำนักต่างๆ ซึ่งส่งผลให้คู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะไม่ได้ชนะด้วยตนเอง หรือชนะแบบเล็กน้อย 2-3 เสียง จิตหลุดไปได้เหมือนกัน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นยิ่งอ่อนแรง พลังที่ออกมาจึงถูกบดบัง
พอจะจำนัดชิงฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกที่ผ่านมาได้ไหมครับ ที่บาร์เซโลน่า เล่นกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเห็นถึงพลังของความมุ่งมั่นทั้งสองทีม แต่พอเล่นได้สักพักความเหนือกว่าของบาร์ซ่า ก็บดบังนักเตะของแมนฯยู พอเล่นไม่ได้ดังใจกำลังใจก็ย่อมถดถอยเป็นธรรมดา ส่วนฝ่ายตรงข้ามก็ยิ่งเล่นยิ่งได้ใจ พลังเรียกออกมาใช้ไม่หมด ความมุ่งมั่นของทั้งทีมจึงช่วยเสริมแรงให้ประสบความสำเร็จ หากว่าใครสักคนเกิดความสงสัยในความสามารถของทีม ผลก็คือจะทำให้ทีมสะดุด จังหวะการเล่นไม่รื่นไหล พลังใจไม่เป็นหนึ่งเดียว
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เราจะมองเห็นถึงภาพของความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกคนในองค์กรมุ่งมั่นในทิศทางเดียวกัน เข้าใจเป้าประสงค์เหมือนกัน พลังที่เกิดขึ้นก็จะไร้ขีดจำกัด สามารถใช้ได้อย่างคาดไม่ถึง บริษัทระดับโลกอย่างโตโยต้า ก็ใช้แรงกดดันจากภายนอก เป็นแหล่งหล่อหลอมพลังให้พนักงานทุกคนมุ่งมั่นว่าจะผลิตรถยนต์ให้ทัดเทียมค่ายตะวันตก และโตโยต้าเองก็ได้พัฒนาจนกลายเป็น “Toyota Way” หรือ “วิถีแห่งโตโยต้า” ซึ่งเป็นปรัชญาแห่งความสำเร็จขององค์กรที่มีพื้นฐานอันแข็งแกร่งจากการปรับทัศนคติของพนักงานทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จนทำให้หลายๆ ธุรกิจต้องเข้ามาศึกษาเรียนรู้ เพื่อนำไปปรับใช้กับองค์กรของตนเอง
หันมามองที่โซ่อุปทาน เพื่อนที่โตโยต้า บอกเสมอว่า โตโยต้ารู้จักและคุ้นเคยกับโซ่อุปทาน มาก่อนคำว่าโซ่อุปทานจะเกิดขึ้นเสียอีก ฟังดูแล้วก็น่าหมั่นไส้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าจริง ไม่ว่าจะระบบคัมบัง หรือ JIT และอื่น ๆ ก็มุ่งหวังให้การไหลมีความต่อเนื่อง และปัญหาของธุรกิจไม่ใช่เกิดที่บริษัทเท่านั้น หลาย ๆ ส่วนของปัญหาจะมาจากคู่ค้า จึงต้องใช้การร่วมมือกันจากคู่ค้า เมื่อมีมุมมองแบบนี้ โซ่อุปทานจึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้น และต้องไม่ลืมว่ารูปร่างทั้งหมดนี้สร้างมาจากพลังความคิดที่สอดล้องกันของทุกคนในองค์กร
ผมเชื่อว่าหลายบริษัทมักจะมีปัญหาการไม่ประสานงานกันระหว่างแผนก ด้วยเป็นเพราะแต่ละแผนกต่างก็มีเป้าประสงค์และตัวชี้วัดของตนเอง ซึ่งการกำหนดเป้าประสงค์และตัวชี้วัดของแต่ละแผนกอย่างไม่ระมัดระวัง จะเป็นสิ่งที่ช่วยย้ำบาดแผลแห่งความไม่เข้าใจกันระหว่างองค์กรมากขึ้น ซึ่งผมว่ามันแปลกดีตรงที่ว่าเรารู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังดำเนินการผิด ๆ อยู่เหมือนเดิม
ที่ว่ารู้ทั้งรู้ ก็เพราะว่าผมได้ทบทวนวิชาที่เคยร่ำเรียนมา จะพบว่าตำราทางบริหารธุรกิจไม่ต่ำกว่า 20 ปีที่ผ่านมาเสนอว่า องค์กรต้องมีเป้าหมายเดียวกัน การมุ่งบบรรลุเป้าหมายของแต่ละแผนก อาจส่งผลให้ธุรกิจไม่บรรลุเป้าหมายรวม หรือพูดง่ายๆ ว่าบริษัทอาจจะขาดทุน ถ้าต่างคนต่างทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด และคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นดีที่สุดแล้ว ซึ่งในสมัยที่เรียนก็มีกรณีศึกษาให้อ่านมากมาย
สอบถามผู้รู้ถึงปัญหารู้ทั้งรู้ของตัวชี้วัด แม้ว่าจะมีการแบ่งออกเป็นตัวชี้วัดรวมขององค์กร และแยกย่อยออกเป็นแต่ละแผนก แต่ก็ยังเป็นตัวสนับสนุนอย่างดีให้พนักงานแต่ละแผนกไม่เข้าใจกัน ได้ความว่า ตัวชี้วัดจำเป็นต้องวัดได้ และเข้าใจได้ง่าย โดยอยู่บนสมมติฐานว่าถ้าแต่ละแผนกทำดี ภาพรวมก็ต้องดี โดยต้องมากำหนดร่วมกัน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจะมาจากการไม่ระมัดระวังในการกำหนด
การสร้างโซ่อุปทานให้เกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ ผมมองว่าต้องใช้ “ความรัก ความเข้าใจ” (เหมือนเพลงคาราบาว) พนักงานทุกคนต้องมองข้ามความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกันออกไปก่อน มิตรภาพจึงจะเกิดขึ้นได้ หากเราสังเกตดูจะพบว่าหลาย ๆ เรื่องเราเต็มใจทำให้เพื่อน ให้แฟน ให้ครอบครัว ให้ลูก ให้เมีย โดยไม่คำนึงถึงว่าใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เราทำได้อย่างไร
ดังนั้นนักบริหารธุรกิจจึงต้องหยิบเอาความรู้สึกแบบนี้มาปรับใช้ในองค์กร สร้างให้เกิดขึ้นกับพนักงานทุกระดับ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจ และจุดเริ่มต้นของการสร้างองค์กรให้เข้มแข็งและยั่งยืน เมื่อนับ 1 ได้แล้ว การนับ 2, 3, 4, 5, … ก็จะตามมาอย่างเป็นระบบและไม่ยาก ที่สำคัญ อย่าคิดว่า “ทำไม่ได้” เพราะพลังแห่งความคิดมันจะส่งผลให้เป็นเช่นนั้น ผมให้กำลังใจเพิ่มครับว่า “เรื่องแบบนี้ มีคนเขาทำได้” มันไม่ยากเกินความมุ่งมั่นและความสามารถของเราครับ ถ้าเชื่อว่าชนะแล้วผลชนะอย่างท่วมท้นถึงร้อยกว่าเสียงก็จะตามมาเองครับ
สุวัฒน์ จรรยาพูน
อาจารย์สาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการโลจิสติกส์และวิศวกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.