Switch to: uk
23 March 2017 09:02AM

โซ่อุปทานกับภัยพิบัติ

08 Dec 11 ,  สุวัฒน์ จรรยาพูน
  • 0

หากติดตามข่าวสารกันมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จะเห็นได้ว่าโลกของเรานี้มีภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ รุนแรงมากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดที่ประเทศอินโดนีเซีย สึนามิที่ญี่ปุ่น และยังมีภัยจากดิน จากน้ำ จากลม และจากไฟ ตามแหล่งต่างๆ ทั่วโลก สาเหตุเหล่านี้ก็จะผูกโยงไปที่ “โลกร้อน” เรามักจะได้ยินข่าว ไฟป่า ภัยแล้ง ดินสไลด์ น้ำท่วม มาเป็นระยะๆ และล่าสุดก็น้ำท่วมใหญ่ในบ้านเรา ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือน เรือกสวน ไร่นา วัดวาอาราม แหล่งโบราณสถาน และนิคมอุตสาหกรรมเกือบทั่วประเทศจมอยู่ใต้น้ำ

106_th_5_001

 

ในข่าวของภัยพิบัติเหล่านี้ เราจะได้เห็นวิธีการเข้าช่วยเหลือแบบต่างๆ อย่างเป็นระบบบ้าง ไม่เป็นระบบบ้าง ตามประสิทธิภาพและประสบการณ์ของแต่ละประเทศ สิ่งเหล่านี้ผมว่าได้ถูกคิด และนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่า เป็นการวางแผนโซ่อุปทานเพื่อรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งจะต้องรับมือให้ได้อย่างรวดเร็วและฉับไว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์กลางบัญชาการ กำหนดพื้นที่ปลอดภัย การวางแผนขั้นตอนการรับมือและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งจำเป็นต้องระดมสรรพกำลังต่างๆ เท่าที่จะหาได้เข้ามาแก้ไข

 

ผมได้ยินเหล่านักการเมืองในสภาพูดถึงน้ำท่วมของรัฐบาลนี้กับรัฐบาลที่แล้ว บอกถึงจำนวนเงิน 5,000 บาท และมาตรการต่างๆ ที่จะเข้ามาเยียวยาผู้ประสบภัย แล้วบอกต่ออีกว่าจริงๆ แล้วไม่เพียงพอและไม่มีใครอยากได้ ซึ่งฟังดูก็เห็นจริงตามนั้น เพราะเหมือนกับไม่มีใครอยากได้เงินประกันชีวิต หรือเงินประกันภัย เพราะไม่อยากเสียชีวิต หรือไม่อยากเกิดเรื่อง แต่ถ้าเหตุมันเกิดขึ้นแล้ว การได้มาน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้ ธุรกิจประกันจึงขายได้และเฟื่องฟู

 

ทำนองเดียวกันกับแผนการรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือการประท้วงต่างๆ ก็ไม่มีใครอยากจะใช้ แต่หากเกิดเหตุการณ์ก็จำเป็นต้องมี เพื่อให้การดำเนินการทำได้อย่างรวดเร็ว และอาจช่วยลดความเสียหายลงได้หลายระดับ ซึ่งการทำให้แผนเหล่านี้มีประสิทธิภาพได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จำเป็นต้องใช้แนวคิดและหัวใจของโซ่อุปทาน ซึ่งก็คือ การประสานงาน และร่วมมือร่วมใจกัน โดยไม่คิดถึงความได้เปรียบเสียเปรียบจะเกิดกับใคร แต่จะมุ่งประเด็นไปที่ภาพรวมของประเทศให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และที่สำคัญทุกคนต้องเชื่อใจกัน

 

ซึ่งความยากของแผนเหล่านี้อยู่ที่การสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ และยินดีให้ความร่วมมือ หากเกิดความขัดแย้งขึ้นก็จะทำให้การทำงานยากขึ้นไปอีกหลายเท่า ซึ่งผู้ประสบภัยทุกคนก็พร้อมที่จะไม่เข้าใจในกระบวนการทำงานอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการยากที่จะอธิบายให้เข้าใจว่าเหตุใดน้ำท่วมบ้านผมจนมิดหัว แต่บ้านของคุณที่อยู่อีกฟากถนนกลับไม่ท่วม หรือทำไมต้องไปช่วยหมู่บ้านนั้นก่อน ทั้งๆ ที่หมู่บ้านเราถูกน้ำท่วมก่อนหลายสัปดาห์ และ ฯลฯ

 

ผมคิดถึงเหตุการณ์ สึนามิที่ญี่ปุ่น ภาพข่าวที่ออกมาทำให้คนทั่วโลกชื่นชม “คนญี่ปุ่น” ที่มีระเบียบวินัย เห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่เห็นแก่ตัวและคิดถึงคนอื่นด้วยเสมอ ในภาพที่เห็นนี้จะพบว่าคนญี่ปุ่นมีความเชื่อใจและเชื่อมั่นว่าจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง เข้าใจได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวอย่างแน่นอน ต้องมาจากการวางรากฐานในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ระบบความคิด และการไว้วางใจซึ่งกันและกัน

 

น้ำท่วมครั้งนี้ ในบ้านเราก็จะเห็นข่าวของความไม่เชื่อใจและไม่วางใจเป็นระยะๆ หากละเลยไปก็อาจเป็นสนิมกินเนื้อในจนเกิดความแตกแยกเหมือนคราวที่ผ่านมาก็เป็นได้ มีคำถามและข่าวลือที่น่าสนใจแต่ไม่ได้คำตอบที่กระจ่างนักก็คือ ทำไมสุพรรณบุรีเสียหายน้อยมาก น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ต้องป้องกันกรุงเทพฯให้ได้

 

การจัดการเกี่ยวกับเขื่อนที่เรามีอยู่ตอบโจทย์ของประเทศได้จริงหรือ เพราะหน้าแล้ง เขื่อนก็บอกว่าไม่มีน้ำ แต่หน้าน้ำก็มีมากไปกลัวเขื่อนจะพังต้องปล่อยน้ำมาท่วมเมือง น้ำท่วมคราวที่แล้วยังเยียวยาด้วยเงิน 5,000 บาทไม่ครบ คราวนี้จะทำอย่างไร

 

เราต้องมาจัดระบบการรับมือกับภัยพิบัติให้ชัดเจน เตรียมการล่วงหน้า และซักซ้อมอย่างจริงจัง ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ ว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง มีสัญญาณเตือนภัยอย่างไร การอพยพผู้คนจะไปที่ไหน มีใครดูแลบ้านช่องให้ มีบทลงโทษอย่างไรกับผู้ที่ฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน และการทำความเข้าใจ ชี้แจงเหตุผลที่ยอมรับได้ถึงส่วนที่จำเป็นต้องป้องกัน และส่วนที่จำเป็นต้องเสียหายให้ประชาชนรับทราบ

 

นอกจากนี้เราคงต้องกลับมาคิดกันใหม่ ถึงกระบวนการเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง ในหลวงของเราท่านคิดโครงการแก้มลิง คลองลัดโพธิ์ และเขื่อนต่างๆ เพื่อเข้ามาจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ รัฐก็จะต้องจัดการทุกอย่างให้สอดคล้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ แม่น้ำต่างๆ ในช่วงหน้าแล้ง ตื้นเขิน ง่ายต่อการขุดลอก และเสริมแนวตลิ่งให้แข็งแรง แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแล ผมอ่าน ตี๋เหรินเจี๋ย ยังพบว่ามีหมู่บ้านที่กินเบี้ยหวัดของแผ่นดินทำการลอกแม่น้ำและดูแลแม่น้ำให้ขนส่งสะดวกไม่เตินเขิน แต่บ้านเราผมไม่เคยได้ยิน

 

ท่อระบายน้ำที่เคยถูกลอกในหน้าแล้ง ช่วงหลายปีมานี้ผมก็ไม่เคยเห็นอีก คลองสาธารณะก็ยังคงถูกรุกราน กีดขวางทางน้ำ โดยไม่ได้รับการปรับปรุง พืชน้ำจำพวกผักตบชวาที่ก่อปัญหา ก็ไม่ถูกเก็บให้หมดไป ปล่อยให้หลงเหลือและเจริญเติบโต เมื่อมีปัญหาก็ทำสักครั้งในช่วงน้ำหลาก ดูแล้วก็น่าเป็นห่วง เพราะทำได้ยากและน่าหวาดเสียว

 

หมู่บ้านหรือคอนโดมีเนียมในเมืองใหญ่ก็ไม่ได้รับการตรวจสอบถึงความเหมาะสมในการจัดการการระบายน้ำ โครงการขนาดใหญ่ของเมืองก็ไม่เคยคิดถึงการระบายน้ำอย่างเป็นระบบโดยรวม จะกระทำก็เพียงแต่ให้ถูกกฎหมายพื้นฐานเท่านั้น และคิดเฉพาะโครงการเดียวโดดๆ ไม่เคยคิดถึงภาพรวม

 

การจัดการขยะของเมือง ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร นโยบายเกี่ยวกับขยะก็ไม่ชัดเจน ไม่เป็นระบบ ทำให้เข้าใจยากในแต่ละท้องที่ ถังขยะก็สับสนเข้าใจยากมีหลายใบและหลายแบบ โดยเฉพาะการปลูกฝังจิตสำนึกในการแยกขยะ ที่มีแนวคิดและรนณรงค์กันมามากกว่า 10 ปี ก็เรียกได้ว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะถังขยะทุกใบทุกสีและทุกแบบ มีขยะเหมือนกัน (ไม่มีใครสนใจที่จะแยก) และรถเก็บขยะเองก็นำมาเทรวมกันในรถ ไม่ทำให้ชาวบ้านเห็นถึงความสำคัญของการแยกขยะ ทำให้เป้าหมายของการลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดในแต่ละวันเป็นเพียงแค่นโยบายสวยหรูไว้หาเสียงเท่านั้น

 

น้ำท่วมคราวนี้เป็นบททดสอบกระบวนการโซ่อุปทานของประเทศ ตั้งแต่โซ่อุปทานของบ้าน ของบริษัท ของกลุ่มบริษัท ไปจนถึงระดับรัฐ ว่ามีความพร้อมเพียงใด มีแบบแผนตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และภายหลังเมื่อเหตุการณ์สงบ ว่าต้องมีการเตรียมการอย่างไร ใครมีหน้าที่อะไรบ้าง จะได้ไม่สับสนและขัดแย้งกัน หากองค์กรใดผ่านการทดสอบนี้ได้ก็เชื่อว่าจะมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นอีกระดับ พร้อมรับมือกับการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก แต่หากองค์กรใดยังเรียนรู้ไม่ได้ และยังคงปฏิบัติเหมือนเดิม หลังน้ำลดนี้คงต้องยอมรับสภาพว่าตนเองนั้นใกล้ถึงคราวจะล่มสลายไปในอนาคตอันใกล้นี้

 

สุวัฒน์ จรรยาพูน 

อาจารย์สาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม 

นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการโลจิสติกส์และวิศวกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it