
บ้านเราส่วนใหญ่แล้วคงจะเป็นแบบนี้กันทั้งประเทศเลยกระมังครับ จำได้สมัยเรียนอาจารย์ได้เสียดสีเรื่องเกี่ยวกับ TQM ของไทย ที่ฟังแล้วต้องยืมสำนวนกำลังภายในจีนมาใช้คือ “หัวร่อไม่ออกร้องไห้ไม่ได้” อาจารย์ว่าอย่างนี้ครับ “TQM เกิดที่อเมริกา โตที่ญี่ปุ่น แต่มาตายที่เมืองไทย” เพราะนิสัยคนไทยเราเองที่ขาดระเบียบ รักสบาย และไม่จริงจังกับกิจกรรมทั้งปวง งานจะทำก็ต่อเมื่อถูกบังคับ (ไฟลนก้น) และมักจะโหมทำครั้งเดียวให้จบ ซึ่งลักษณะแบบนี้จะขัดแย้งกับงานที่ต้องการวินัยสูง จึงทำให้กิจกรรมหลาย ๆ อย่างของเรามักจะต้องนับหนึ่งใหม่อยู่เสมอ
นิสัยแบบนี้คิดๆ ดู แล้วผมก็ติดมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ครับ เห็นได้ชัดๆ ก็จากการอ่านหนังสือสอบ ผมมักจะอ่านหนังสือก่อนสอบแบบหามรุ่งหามค่ำ ไม่เคยคิดที่จะทำการอ่านหนังสือทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งๆ ที่ทราบดีว่าการอ่านหนังสือทุกวันนั้นจะทำให้เราทำคะแนนได้ดีกว่านี้ ครั้งหนึ่งผมจำได้ว่าได้อ่านยันรุ่งแล้วบอกตัวเองว่าขอหลับสักพัก ผลก็คือเกือบตื่นไม่ทันมาสอบ เข้าสอบสายไปราว 15 นาที แต่ก็ทำให้หัวใจแทบวาย บอกกับตัวเองว่าเข็ดแล้วจริง ๆ จากนั้นพอถึงเวลาสอบครั้งต่อไปนิสัยการอ่านผมก็ยังเหมือนเดิมครับ ปรับตัวนิดหน่อยตรงที่ไม่ยอมที่จะงีบหลับแทน ซึ่งส่งผลเสียอย่างยิ่งสำหรับวิชาต่อไป
ผมเชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าการอ่านหนังสือทุกวันนั้น ถ้าเรายอมอดทนฝืนทำไปสักพัก เราก็จะปรับตัวได้ สนุกกับการอ่าน และเมื่อวันไหนไม่ได้อ่านก็จะเหมือนขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่ง หากสังเกตุให้ดีก็จะพบว่าที่เคยคิดว่าลำบากนั้น มันไม่ใช่อย่างที่คิด กลับทำให้เกิดความรื่นเริงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ก็เหมือนกับการออกกำลังกายแหละครับ เมื่อเริ่มทำครั้งแรก ๆ ก็เหนื่อย และล้า แต่เมื่อทำทุกวัน ผ่านไปสัก 1-2 สัปดาห์ ก็จะติดใจ ชอบที่จะออกกำลังกายทุกวัน และวันไหนพอไม่ได้ออกกำลังกายก็จะรู้สึกขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง แต่ขอเตือนนะครับว่าเมื่ออ่านหนังสือ หรือออกกำลังกายจนติดแล้ว อย่าขาดบ่อย เพราะความรักสบายจะกลับเข้ามาครอบงำจิตใจเราอีก เหมือนกับที่เพื่อนผมเคยบอกว่า อะไรที่ดีมักจะทำให้ติดยาก แต่เรื่องเลวๆ พอได้ลิ้มลองก็จะพบว่า มันก็ “ไม่เลว” เหมือนกัน
นโยบายดีๆ ของบ้านเราก็มักจะอยู่ได้ไม่นาน พอหมดยุคสมัย หรือเปลี่ยนถ่ายอำนาจก็มักจะยุติไป เพราะความรักสบาย เช่น สมัยท่านมหาจำลอง เป็นผู้ว่า กทม. จำได้ว่าให้รถขนขยะทำงานกันแต่เช้ามืด ช่วงจราจรไม่หนาแน่น หลังจากหมดยุคไปไม่นานรถขยะของ กทม.ก็ได้พบเห็นตอน 8 โมงเช้า กลับเข้ามากีดขวางการจราจรเหมือนเดิม
พอพูดถึงเรื่องขยะ จำได้ว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์วางระเบิดในถังขยะแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว ถังขยะใน กทม. ก็ถูกปรับเปลี่ยนไปหลายรูปแบบ ตั้งแต่ยกของเก่าที่เป็นสีเขียว สีเหลือง ออกไปจากริมทางเท้าทั้งหมด โดยยังไม่มีอะไรมาทดแทน ปล่อยให้ประชาชนตาดำๆ อย่างผมเดินถือขยะไปทั่วเมืองจนหมดแรงแล้วก็ขอวางสุมๆ ลงไปตามโคนต้นไม้ที่มีเพื่อนคนอื่นวางอยู่ก่อน ละอายใจมากเลยครับที่ทำแบบนั้น แต่พอได้ลองสัก 2-3 วัน ผมก็วางที่โคนต้นไม้คนแรกเลยก็มี จำได้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน กรุงเทพฯ เมืองสะอาด ที่เคยรณรงค์กันแบบไม่เสียดายงบประมาณ (เพื่อนผมเคยทำตั๋วรถเมล์หล่นจากกระเป๋าเสื้อ ถูกเทศกิจเรียกปรับ ให้วิดพื้นหน้าป้ายรถเมล์อนุสาวรีย์ฯ) จนทำให้ชาว กทม.ทิ้งขยะให้ลงถังจนเป็นนิสัย อยู่มาวันหนึ่งถังขยะก็หายไป การทิ้งไม่เป็นที่เป็นทางก็กลับมาเยือนอีก
หลังจากที่ผมเริ่มเคยชินกับนิสัยเสียๆ ของการทิ้งขยะ ก็พบว่ามีการนำโครงเหล็กมาติดพื้น แล้วใช้ถุงพลาสติกใสให้ทิ้งขยะลงถุงแทน (นานๆ เข้า ก็ไม่มีถุงพลาสติกมาเปลี่ยน เหลือแต่โครงเหล็กผุๆ แล้วให้ผมวางขยะกองไว้ข้างๆ โครงเหล็กแทน เศร้า...ครับ) อีกไม่กี่เดือนจากนั้นถังขยะก็มีพัฒนาการเป็นถังแบบเดิม แต่ใช้พลาสติกขาวขุ่นแทน พอให้มองเห็นภายในถังได้ว่ามีระเบิดหรือไม่แต่นิสัยผมเสียไปแล้วครับ เพราะจำนวนถังขยะก็ลดลง โคนต้นไม้ก็ยังมีขยะให้สุมอยู่เช่นเคย
ในส่วนของขยะตามโคนต้นไม้ โคนตู้สัญญาณโทรศัพท์ หรือโคนอะไรสักอย่างตามริมทางเท้า น่าจะมาจากนโยบายของ กทม. ที่ให้นำขยะใส่ถุงให้เรียบร้อย (ในทางปฏิบัติไม่เคยเรียบร้อย) มาวางหน้าบ้านตอนเย็น และตอนค่ำจะมีรถขยะมารับ เป็นหลักการที่ดีครับ แต่ผมไม่ชอบ เพราะผลก็คือกลายเป็นมีขยะมาวางกองสุมรวมกันตลอดวันมากกว่า และก่อนที่รถขยะมาเก็บ ก็จะเป็นแหล่งคุ้ยหาของนักรีไซเคิล แถมให้ด้วยกับสุนัขทั้งหลาย ทำให้ขยะเกลื่อนกลาดก่อนรถขยะจะมาถึง ยิ่งหากค่ำวันไหนฝนตกหนักสภาพของท้องถนนและทางเดินเท้าก็ดูไม่จืดเลยครับ ที่สำคัญการวางระเบิดก็ไม่เคยได้ยินว่าเกี่ยวกับถังขยะอีก (วิธีการได้ผลชงัด) กลับไปวางตามพุ่มไม้ ตู้โทรศัพท์ ที่อยู่ใกล้ ๆ กับขยะแบบไม่เป็นที่เป็นทางนั่นแหละครับ เพียงแต่หาจำเลยไม่ได้เท่านั้น
เราปล่อยปะละเลย มองข้ามไป โดยไม่สนใจ พอคิดจะจัดระเบียบสักครั้งก็กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เสียงบประมาณมากมาย และภาพลักษณ์ก็กลายเป็นเจ้าหน้าที่รังแกแม่ค้า มีตัวอย่างให้เห็นเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นย่านคลองถม ที่เคยมีเรื่องราวจัดระเบียบกันได้สักพัก ก็กลับมาใหม่ แถมขยายวงกว้างกว่าเดิม เป็นเพราะไม่สนใจตั้งแต่แรกที่มีเพียงไม่กี่รายที่เข้ามา หรือย่านโรงหนังสยามที่ปัจจุบันคนเดินเท้าต้องลงไปเดินบนถนน เสี่ยงกับรถแทกซี่สามล้อที่วิ่งโฉบเข้าลูกค้า แต่พอเจรจาบอกสถานที่ที่ต้องการไป คุณพี่ก็ส่ายหน้าไม่ยอมรับลูกค้าสักคน เป็นอย่างนี้ทุกคัน ตลอดแนวถนนให้เกะกะรถเมล์ที่จะเข้าป้าย ทำให้ต้องจอดรับลูกค้าที่เลนส์สอง ให้เสี่ยงวิ่งตัดหน้าแท็กซี่เอาเอง รถหน้าสยามจึงไม่เคยไม่ติด นี่ผมยังไม่ได้กล่าวถึงคุณ รปภ. ที่โบกรถให้เข้า-ออกห้าง อีกนะครับ
นอกจากสยามแล้ว หน้า รพ.จุฬาฯ ก็กำลังถูกรุกราน อีกครั้ง ไม่ทราบว่าจะเต็มพื้นที่จนต้องไล่กันอีกเมื่อไร ริมถนนสุขุมวิท ใกล้อโศก ทางเท้ากลายเป็นห้างย่อย ๆ มีผ้าใบกั้นเพื่อกันแดดกันฝนทั้งวัน ทำให้ดูลับตา เช้าๆ ที่ลูกค้าฝรั่งยังไม่เดิน ผมก็เห็นจับกลุ่มกันเล่นพนันอย่างโจ่งแจ้ง มีการขายสินค้าลามกกันอย่างเปิดเผย ที่แยกบางนาผมก็เห็นมีผ้าใบมากั้นริมทางด่วน ไม่ต้องเข้าไปใกล้ก็ทราบดีว่าเป็นบ่อนย่อมๆ สิ่งเหล่านี้หากกวดขันกันตั้งแต่เพิ่งเริ่ม ก็ไม่ต้องมาปวดหัวไล่ที่กันจนเป็นเรื่องเป็นราวหรอกครับ
จากตัวอย่างที่ได้ยกมาจะเห็นว่าหากเราละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในเบื้องต้น ที่เราทราบดีว่าจะก่อให้เกิดผลเสียได้ในอนาคต แต่ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องราวใดๆ และเราเองก็ยังยุ่งอยู่กับเรื่องอื่น ไม่มีเวลามาให้ความสนใจมากนัก ก็พึงระลึกอยู่เสมอว่าหากไม่รีบสะสางผลของมันจะใหญ่โตเกินกว่าที่เราคาดถึง การทำงานก็จะยากเสียทั้งเงิน และเวลาก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรได้อย่าหวัง
จุดเริ่มต้นของการพัฒนาโซ่อุปทาน จึงไม่เพียงแต่ต้องคิดใหญ่อย่างเดียว เราต้องคิดเล็กด้วย การไม่มองข้ามสิ่งที่อาจก่อให้เกิดปัญหาจะช่วยป้องกันปัญหาในอนาคตได้อย่างมาก เหมือนกับที่องค์กรของญี่ปุ่นสอนให้เรารู้จัก “มูดะ” หรือความสูญเปล่า แล้วให้เราทุ่มเทค้นหาและขจัดออกไป แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะให้สังเกตุและค้นหาเพื่อนสนิทอีก 2 เรื่องของมูดะ ก็คือ “มูระ” หรือ ความไม่สม่ำเสมอ และ “มูริ” หรือ สิ่งเกินความสามารถ ไว้ด้วย เพราะทั้ง 2 เรื่องนี้จะก่อให้เกิดความสูญเปล่าได้ในอนาคตเช่นกัน
สุวัฒน์ จรรยาพูน
อาจารย์สาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการโลจิสติกส์และวิศวกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.