Switch to: uk
23 March 2017 08:53AM

แกะรอย “สร้อยไข่มุกจีน” ในพม่า

04 Feb 13 ,  **รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
  • 0

แม้ว่าผู้นำจีนไม่เคยยอมรับเรื่อง “ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก” อย่างเป็นทางการ แต่พญามังกรจีนก็ค่อยๆเรียงร้อยสร้อยไข่มุกของตนอย่างเงียบเชียบด้วยการทยอยรุกคืบออกไปสร้างฐานอำนาจทางทะเลในดินแดนหลายประเทศริมชายฝั่ง รวมทั้งพม่า

 

ท่านค่ะ พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศก้องที่จะมุ่งมั่นให้จีนเป็นมหาอำนาจทางทะเลให้จงได้แล้วเหรอค่ะ” 

 

ดิฉันยิงคำถามนี้ทันทีที่มีโอกาสในระหว่างการเข้าเยี่ยมคารวะท่านทูตจีนในไทยเมื่อสัปดาห์ก่อน  และท่านทูตจีนก็ตอบกลับทันทีอย่างไม่รีรอว่า “ที่จริง ประกาศช้าไปด้วยซ้ำ เพราะจีนพร้อมจะเป็นมหาอำนาจทางทะเลมานานแล้ว”  เจอคำตอบแบบไม่สงวนท่าทีเช่นนี้  ดิฉันถึงกับแอบหนาวแทนเพื่อนบ้านหลายประเทศแถบนี้แล้วค่ะ

 

แต่จะว่าไปท่านทูตจีนก็พูดถูกต้องตรงเผง  เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่  แท้จริงแล้ว จีนได้ค่อยๆ ทยอยรุกคืบสร้างฐานอำนาจทางทะเลของตนมานานแล้ว แม้กระทั่งฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ก็ได้เคยวิเคราะห์แนวคิดนี้ของจีนและใช้คำเรียกการรุกคืบทางทะเลของจีนว่า “ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก” ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกโดยนาวาอากาศโท Christopher J. Pehrson แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในบทความ “String of Pearls: Meeting the Challenge of China’s Rising Power  across the Asian littoral” ตีพิมพ์ในเดือนกรกฎาคม ปี 2006

ทหารฝรั่งอเมริกันรายนี้ได้เปรียบเทียบการที่จีนออกไปขอเช่าหรือสร้างท่าเรือและฐานทัพทางทะเล /ฐานทัพอากาศในหลายประเทศว่าเปรียบเสมือนเป็น “ไข่มุก” แต่ละเม็ดที่จีนค่อยๆ เรียงร้อยเอาไว้จนกลายเป็นสายสร้อยไข่มุกยาวเรียงรายมายังแผ่นดินจีน ครอบคลุมเส้นทางทะเลจากภูมิภาคตะวันออกกลาง  ทะเลอาหรับ  ทะเลอันดามัน มาจนถึงทะเลจีนใต้ และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงวัตถุดิบและพลังงานเพื่อมาป้อนเศรษฐกิจจีนที่โตวันโตคืนนั่นเอง

 

แม้ว่าผู้นำจีนไม่เคยยอมรับเรื่อง “ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก” อย่างเป็นทางการ แต่พญามังกรจีนก็ค่อยๆทยอยรุกคืบออกไปสร้างฐานอำนาจทางทะเลในดินแดนหลายประเทศริมชายฝั่ง  ทั้งในรูปแบบของการช่วยเหลือสนับสนุนทางการเงิน การสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต การออกไปช่วยก่อสร้าง/การเปิดให้บริการท่าเรือในประเทศเมืองท่าเหล่านั้น รวมไปถึงการเข้าไปช่วยปรับปรุงสนามบินหลายแห่ง เพื่อรองรับปฏิบัติการทางทหารและการเข้าถึงท่าเรือ/สนามบินดังกล่าวในกรณีจำเป็น และเพื่อการปกป้องเส้นทางขนส่งพลังงานของจีน โดยเฉพาะน้ำมัน

 

ตัวอย่างเม็ด“ไข่มุก”ของจีนที่เรียงรายไปตามมหาสมุทรอินเดีย เช่น  เมืองท่าจิตตะกองของบังกลาเทศ  เมืองท่ากวาดาร์ (Gwadar)  ของปากีสถาน  เมืองท่าในเขตฮัมบันโตตาและท่าเรือที่กรุงโคลอมโบในศรีลังกา  ไปจนถึงท่าเรือในอ่าวเปอร์เชีย และท่าเรือซูดานในแอฟริกา

 

บทความวันนี้เราจะมาดูกรณีศึกษาของเม็ด “ไข่มุก” จีนในพม่ากันค่ะ ในเชิงกายภาพ พม่ามีพรมแดนติดต่อกับจีนระยะทางยาวถึง 2,185  กิโลเมตร แน่นอนว่า พม่ามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สำหรับจีน โดยเปรียบเสมือนเป็นประตูหลังบ้านที่จะช่วยให้จีนสามารถเชื่อมโยงออกสู่ทะเลทางด้านมหาสมุทรอินเดีย

 

ต้องไม่ลืมว่า  แม้จีนจะมีพื้นที่กว้างใหญ่แค่ไหน แต่ก็มีจุดอ่อนจากการมีทางออกทะเลเพียงด้านเดียว คือ ด้านมหาสมุทรแปซิฟิคเท่านั้น  ดังนั้น  ในการขนส่งค้าขายกับคู่ค้าหลักอันดับหนึ่งอย่างสหภาพยุโรป จีนก็ต้องเดินเรือทะเลไปอ้อมช่องแคบมะละกา  รวมไปถึงการขนส่งพลังงานสำคัญจากตะวันออกกลางก็ต้องไปอ้อมช่องแคบมะละกาอีกเช่นกัน ทำให้เจ้าช่องแคบมะละกานี้เป็นดั่ง“ชีพจรทางทะเล”ของจีน การพึ่งพาและพึ่งพิงเจ้าช่องแคบนี้มากเกินไป ย่อมเป็นความเสี่ยง  รัฐบาลจีนจึงได้พยายามหาทางออกสู่ทะเลอีกด้าน และในที่สุด ก็ตัดสินใจเลือกที่จะใช้เส้นทางผ่านกลางประเทศพม่าเพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

 

ดังนั้น ตั่วเฮียจีนได้เข้าไปทุ่มเทงบประมาณลงทุนและช่วยเหลือในพม่าในหลากหลายโครงการอย่างครบวงจร รวมทั้งอภิมหาโครงการพัฒนาเมืองชายฝั่งของพม่า  จนทำให้พม่ากลายเป็นประเทศในอาเซียนที่รองรับเงินลงทุนจากจีนมากติดอันดับ 2  เป็นรองแค่สิงคโปร์เท่านั้น

 

ดินแดนในพม่าที่เป็นเสมือนเม็ด”ไข่มุก”ของจีนภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ตั้งอยู่ที่เมืองเจียวเพียว (ภาษาจีนกลาง) หรือจ้าวผิ่ว (Kyaukpyu) ในภาษาพม่า ตั้งอยู่แถวอ่าวเบงกอลในทะเลอันดามันทางตะวันตกของพม่าในรัฐยะไข่ (Rakhine) ไม่ไกลจากเมืองชิตตะเว่ (Sittwe) มากนัก

 

สำหรับการเดินทางจากชายแดนจีนไปยังเมืองเจียวเพียว  เริ่มจากเมืองรุ่ยลี่ (Ruili) ของจีนในมณฑลยูนนานข้ามไปยังชายแดนพม่าที่เมืองมูเซ (Muse) ต่อไปที่เมืองลาโช (Lashio) เชื่อมโยงผ่านเมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) ไปจนถึงยังเมืองเจียวเพียว  ด้วยระยะทางประมาณ  800 - 1,000 กิโลเมตร

 

บรรดาอภิมหาโครงการลงทุนของจีนในเมืองเจียวเพียวก็ล้วนสำคัญยิ่งยวดในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับจีน ที่จริงแล้ว รัฐบาลจีนได้บินไปซุ่มเงียบลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับฝ่ายพม่ามาตั้งแต่ปี 2009  นำทัพโดยท่านสีจิ้นผิง ผู้นำจีนรุ่นที่ 5  (ในขณะนั้น ท่านสีจิ้นผิงดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของจีน)

 

เรามาดูกันว่า อภิมหาโครงการสำคัญของจีนในพม่ามีอะไรกันบ้าง เริ่มจาก

 

(1) โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในเมืองเจียวเพียว (ขอแอบกระซิบว่า มีขนาดใหญ่กว่าและมีทุนหนากว่า “โครงการทวาย” ที่ผลักดันอย่างหนักโดยรัฐบาลไทยชุดนี้) ภายใต้นิคมฯ เจียวเพียวมีการจัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ  เช่น โซนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมถลุงเหล็ก ตลอดจนการสร้างสนามบิน โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกเจียวเพียว จะมีทั้งท่าเรือรองรับสินค้าคอนเทนเนอร์ และท่าเรือน้ำมันพร้อมคลังเก็บน้ำมันดิบ ซึ่งกลุ่ม China National Petroleum Corporation (CNPC) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีนได้เข้าไปตั้งบริษัท CNPC-South East Asia Pipeline เพื่อก่อสร้าง Tanker Port แว่วมาว่า มีขนาดใหญ่มากและมีร่องน้ำลึกมากจนสามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ร่วม 3 แสนตันเลยทีเดียว

 

(2)  โครงการก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางรถไฟเชื่อมจีน-พม่า รถไฟที่จะนำจีนออกสู่ทะเลอันดามันเส้นนี้ คาดว่าจะมีความยาวประมาณ 810 - 997  กิโลเมตร จะผ่านกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงพม่าและเมืองมัณฑะเลย์ไปสุดทางที่เมืองเจียวเพียว  ล่าสุด ในเดือนเมษายน 2011 มีการลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการก่อสร้างทางรถไฟระหว่างบริษัท China Railway Engineering Corporation และกระทรวงคมนาคมรถไฟของพม่า เพื่อก่อสร้างเส้นทางรถไฟช่วงแรกจากเมืองมูเซ - เมืองลาโช ระยะทาง 126 กิโลเมตร โดยจะมีทั้งการก่อสร้างสะพานกว่า 41 แห่ง อุโมงค์ 36 แห่ง และสถานีรถไฟ 7 สถานีตามแนวเส้นทางรถไฟระยะแรกนี้ และคาดว่าจะใช้เวลา 3 ปีจากวันที่ลงนาม

 

(3) โครงการท่อส่งน้ำมันดิบความยาวประมาณ 1,100  กิโลเมตร จากเมืองเจียวเพียว ผ่านพื้นที่ภาคเหนือของรัฐฉานไปจนถึงชายแดนเมืองรุ่ยลี่ในยูนนานของจีน  คาดว่าจะขนส่งน้ำมันดิบได้ประมาณปีละ 22 ล้านตัน

 

(4)  โครงการท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติขนานคู่ไปกับแนวท่อส่งน้ำมันดิบ โดยจะมีปริมาณขนส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อดังกล่วได้มากถึง 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

 

ล่าสุด  คาดว่า ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมปี 2013 นี้  ทั้งโครงการท่อส่งน้ำมันดิบและท่อส่งก๊าซธรรมชาติก็จะแล้วเสร็จ  ซึ่งจะทำให้จีนสามารถลำเลียงพลังงานและน้ำมันที่ขนส่งทางเรือมาจากภูมิภาคตะวันออกกลางมาขึ้นท่าเรือน้ำลึกเจียวเพียวแล้วส่งต่อไปตามท่อดังกล่าวเพื่อป้อนเข้าสู่แผ่นดินจีน และจะช่วยย่นระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงในการขนส่งทางเรือที่จะต้องแล่นอ้อมผ่านช่องแคบมะละกาดังเช่นในอดีต

 

ก่อนจบ ขอย้ำว่า กรณีอภิมหาโครงการจีนในแผ่นดินพม่าเป็นเพียงไข่มุกเม็ดเดียวใน “ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก” ที่จะเสริมสร้างสมรรถนะทางทะเลให้กับจีน และเป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างฮึกเหิมและอาจหาญในการผงาดขึ้นเป็น “มหาอำนาจทางทะเล” ด้วยการสร้างอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีน และในอนาคตอันใกล้  ภายใต้ผู้นำชุดใหม่นำโดยท่านสีจิ้นผิงที่จะขึ้นมาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมนี้ ก็คงจะมีอีกหลายประเด็นร้อนในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงให้เราต้องติดตามกันต่อไปค่ะ


**โดย รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คอลัมน์ “มองจีนมองไทย” กรุงเทพธุรกิจ