
การบริหารจัดการโลจิสติกส์ในกระบวนการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการจัดการคำสั่งซื้อของลูกค้า (Order Processing) กระบวนการจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) กระบวนการจัดการในคลังสินค้า/ศูนย์กระจายสินค้า (Warehouse/DC Management) การขนส่งสินค้า (Transportation Management) การนำเข้า/ส่งออกสินค้า (Import/Export) ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับและเรียกคืนสินค้า (Traceability and Product Recall) ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับข้อมูลของสินค้าจำนวนมาก การวางแผนใช้ทรัพยากรบุคคลเพื่อจัดการกับข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้นั้น จะทำให้ธุรกิจมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงและใช้เวลามาก อีกทั้งข้อมูลของสินค้าที่ได้มายังอาจมีความผิดพลาดสูง ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจในปัจจุบันจึงแสวงหาเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยลดปัญหาดังกล่าว ซึ่งเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างกว้างขวางอย่างมีประสิทธิภาพในระดับสากล ได้แก่ เทคโนโลยีบาร์โค้ดระบบมาตรฐานสากล GS1-128 และเทคโนโลยี EPC/RFID

บาร์โค้ดระบบมาตรฐานสากล GS1-128
บาร์โค้ดระบบมาตรฐาน GS1-128 หรือชื่อเดิมว่า EAN/UCC-128 เป็นหนึ่งในบาร์โค้ดระบบมาตรฐานสากล GS1 System ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากบาร์โค้ดระบบ Code-128 ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับที่มาของสินค้า (Traceability) ที่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นข้อกำหนดทางการค้าของตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีข้อกำหนดให้สินค้าที่นำเข้าต้องมีความสามารถในการสืบย้อนกลับถึงที่มาของสินค้าได้
บาร์โค้ดระบบมาตรฐาน GS1-128 มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงกว่าบาร์โค้ด GTIN-13 ที่ใช้ติดกับหน่วยสินค้าขายปลีก และ GTIN-14 ที่ใช้ติดกับหน่วยสินค้าขายส่ง โดย GS1-128 นั้นจะใช้ติดกับหน่วยโลจิสติกส์ที่ใช้ในการขนส่งและจัดเก็บ ยกตัวอย่างเช่น พาเลท และตู้คอนเทนเนอร์ เป็นต้น เพื่อการบ่งชี้หน่วยโลจิสติกส์ได้อย่างเป็นมาตรฐานสากลในตลาดการค้าโลกปัจจุบัน โดยบาร์โค้ดระบบมาตรฐาน GS1-128 นั้น สามารถระบุรายละเอียดของสินค้าได้อย่างไม่จำกัด เช่น จำนวนสินค้า, วันที่ผลิต, วันที่หมดอายุ, หมายเลขบ่งชี้รุ่นของการผลิต (Batch/lot number), เลขหมายเรียงลำดับเพื่อการขนส่ง (Serial Shipping Container Code – SSCC), เลขหมายบ่งชี้สถานที่ตั้งสากล (Global Location Number – GLN) และ Serial number เป็นต้น โดยการใช้มาตรฐานเลขหมาย AI (Application Identifier) ซึ่งเป็นเลขหมายที่อยู่ด้านหน้าชุดข้อมูล เพื่อบ่งชี้ประเภทของชุดข้อมูลแต่ละชุด ยกตัวอย่างเช่น เลขหมาย AI (00) จะบอกถึงชุดข้อมูลประเภทเลขหมายเรียงลำดับเพื่อการขนส่ง (Serial Shipping Container Code – SSCC), AI (37) บ่งบอกถึงจำนวนของสินค้า, AI (10) บ่งบอกถึงเลขหมาย Batch/Lot และ AI (15) บ่งบอกถึงวันที่ควรบริโภคสินค้าก่อน (Best Before Date) เป็นต้น ชุดข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเรียงต่อกันเป็นหนึ่งสัญลักษณ์บาร์โค้ดและสแกนเพื่อรับข้อมูลต่างๆ ของสินค้านั้นได้ภายในครั้งเดียว ส่งผลให้เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และความถูกต้องในการบ่งชี้และจัดเก็บข้อมูลในกระบวนการต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิเช่น การตรวจรับสินค้า (Receiving) การคัดแยกสินค้า (Sourcing) การจัดเก็บสินค้า (Put away) การหยิบสินค้า (Picking) การจัดส่งสินค้า (Delivering) ตลอดจนการเรียกคืนสินค้า (Recalling) เป็นต้น นอกจากนี้ ด้วยความเป็นมาตรฐานสากลของบาร์โค้ดระบบมาตรฐาน GS1-128 จึงทำให้มั่นใจได้ว่าการเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังจุดใดๆ ของซัพพลายเชนทั่วโลกนั้น เครื่องสแกนเนอร์จะสามารถรองรับการอ่านสัญลักษณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และข้อมูลของสินค้าที่อ่านได้นั้นจะไม่ซ้ำซ้อนกัน อีกทั้งยังช่วยให้สื่อสารและทำการค้าผ่านระบบ EDI (Electronic Data Interchange) ระหว่างบริษัทในซัพพลายเชนเกิดขึ้นได้อย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพ

EPC/RFID เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
เทคโนโลยีการบ่งชี้สินค้าด้วยคลื่นความถี่วิทยุ RFID (Radio Frequency Identification) และ เลขรหัสสินค้าอิเลคทรอนิกส์ หรือ EPC (Electronic Product Code) กำลังมีบทบาทอย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการ โลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดย EPC/RFID เป็นการผนวกความสามารถของเทคโนโลยี RFID ในการเก็บข้อมูลและบ่งชี้สินค้าจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ เข้ากับระบบเลขหมายรหัสสินค้าอิเลคทรอนิกส์ (EPC) ที่ออกแบบอย่างเฉพาะเจาะจงและไม่ซ้ำซ้อนกันทั่วโลก ส่งผลให้การบ่งชี้และบันทึกข้อมูลของสินค้าตลอดทั้งซัพพลายเชนนั้น เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และนำไปใช้งานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบที่สำคัญของเทคโนโลยี EPC/RFID ที่ช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนข้างต้นนั้น เรียกว่า “EPCglobal Network” ซึ่งจะประกอบด้วย 5 องค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่ เลขรหัสสินค้าอิเลคทรอนิกส์ EPC (Electronic Product Code), ระบบการบ่งชี้ (EPC Tags and Readers), อุปกรณ์เชื่อมต่อกับเครือข่าย (EPC Middleware), บริการในการสืบค้นและค้นหา (Discovery Services/Object Naming Services - ONS) และบริการข้อมูล EPC (EPC Information Services – EPCIS)
การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี EPC/RFID และเครือข่าย EPCglobal Network ในธุรกิจและระบบบริหารจัดการซัพพลายเชนนั้น จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นการเคลื่อนที่และข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปของสินค้าตามที่เกิดขึ้นจริงในระบบซัพพลายเชน ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลที่ตั้งของสินค้า ข้อมูลของสินค้าที่ผ่านมา จำนวนของสินค้า ตลอดจนสถานภาพของสินค้า (Ownership of Items) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็วและเป็น Real Time ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการซัพพลายเชน
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านเสถียรภาพในการใช้งานและการลงทุนในระบบเทคโนโลยี EPC/RFID ที่ค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ด ไม่ว่าจะเป็นในด้านการลงทุนในอุปกรณ์ Hardware, Software และระบบปฏิบัติการที่เชื่อมโยงระหว่างคู่ค้า ด้านการลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงด้านการลงทุนในการบำรุงรักษาระบบให้ทำงานอย่างคงที่และมีเสถียรภาพนั้น ส่งผลให้การใช้งานระบบ EPC/RFID ในปัจจุบันยังอยู่ในวงที่จำกัด และต้องการการสนับสนุนการใช้งานในระดับสากลต่อไป
ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีบาร์โค้ดระบบมาตรฐาน GS1-128 และ EPC/RFID ตามที่ได้กล่าวข้างต้นนั้น พบว่าหากองค์กรนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ จะสามารถช่วยให้การมองเห็นสินค้าและข้อมูลของสินค้าตลอดทั้งซัพพลายเชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ หากท่านมีความสนใจในเทคโนโลยีบาร์โค้ดระบบมาตรฐาน GS1-128 และ EPC/RFID เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) โทรศัพท์ 02-345-1193-98 หรือเวปไซต์ www.gs1thailand.org
















Leave a comment :