18 May 2012 15:45PM
โลจิสติกส์&ซัพพลายเชนช่องวางธุรกิจ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Written by กรุงเทพธูรกิจ   
"โลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบไทยไทย" ประยุกต์ตำราให้เข้ากับสไตล์การทำงาน วัฒนธรรม ประเพณี และคุณภาพการทำงานของคนไทย

หลักสูตรที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม หวังเติมช่องว่างใน 'ตำรา' และ 'ตลาด'

ระบบการค้าเสรี ทำให้การค้าระหว่างประเทศดุเดือดมากขึ้น แต่ในประเทศไทยกลับไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุน โดยเฉพาะกับคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตต่ำอย่างจีน เวียดนามหรืออินเดีย โจทย์ใหญ่ที่ธุรกิจไทยต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ (Logistics) และซัพพลายเชน (Supplychain)

ปัจจุบันต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศ คิดสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40% และในก้อนกลมๆ นี้ มากกว่า 88% เป็นการขนส่งด้วยรถบรรทุก และอีก 12% เป็นการขนส่งทางรถไฟและทางเรือ

แม้ต้นทุนจะสูงขนาดนี้ แต่ตลาดแรงงานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ก็ยังต้องการบุคลากรอีกจำนวนมาก ตัวเลขในเดือนตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่าระหว่างปี 2551-2554 ตลาดต้องการบุคลากรด้านโลจิสติกส์ประมาณ 1.6 แสนคน (ไม่นับรวมคนขับรถ) สวนทางกับสถาบันการศึกษาในไทยที่ผลิตบุคลากรได้เพียงปีละประมาณ 1,000 คนเท่านั้น ขณะที่บุคลากรที่อยู่ในระบบ จำนวนนับล้านคนในปัจจุบัน ก็ไม่ได้จบการศึกษาด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนโดยตรง

เมื่อตลาดแรงงานส่งสัญญาณในเชิงบวกที่ผ่านมามีหลายสถาบันการศึกษาขานรับกับแนวทางนี้แล้ว อาทิเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอนปริญญาโท วิชาการจัดการด้านโลจิสติกส์และวิชาการจัดการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดสอนปริญญาโทสาขาการบริหารการขนส่งระหว่างประเทศและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดสอนทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยมีการจัดตั้งคณะโลจิสติกส์ขึ้นมาโดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่เพิ่งเปิดสอนปริญญาโทวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ฯลฯ

ล่าสุดมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท สาขาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดยเน้นหาเน้นหนักที่การเรียนการสอนด้านบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงและภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านท่าเรือขนส่งสินค้าข้ามแม่น้ำโขง ไปสู่ลาวและถนนไปสู่ประเทศจีน  โดยเตรียมเปิดเรียนภาคการศึกษาแรกในกลางเดือนพฤษภาคม 2552

ดร.บุญทรัพย์ พานิชการ ผู้อำนวยการหลักสูตร บอกว่า จากประสบการณ์ทำงานในธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนร่วม 10 ปี พบว่าปัญหาของระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของไทย อยู่ที่ "Copy & Paste" คือลอกตำราของต่างชาติมาทั้งหมด โดยไม่มีการประยุกต์และพัฒนาให้เข้ากับวัฒนธรรม ประเพณี สไตล์การทำงาน กฎหมายแรงงาน และธรรมชาติการทำงานของคนไทยที่แตกต่างกับชาวต่างชาติ

"เห็นได้ว่าหากคนไทยจะนำโมเดลการบริหารจัดการธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของต่างชาติมาใช้ เป็นเรื่องที่ถูกแล้วเพราะมีการคิดค้นมานานแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งระบบ เพราะวิธีการทำงานของเราต่างจากต่างชาติ คุณภาพคน โดยเฉพาะในระดับปฏิบัติการ ยกตัวอย่าง ในประเทศเยอรมัน คนขับรถบัสต้องเรียนจบปริญญาตรี ส่วนในบ้านเราที่จะมาขับรถ คือคนที่ไม่มีงานทำ"

อีกประเด็นของความแตกต่างคือ ความมีวินัย ดร.บุญทรัพย์ ยกตัวอย่าง กฎหมายของเยอรมันคนขับรถสาธารณะจะขับได้วันละ 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเมื่อครบ 10 ชั่วโมงแล้วต้องหยุดทำงานทันที แต่การปฏิบัติงานในไทยกลับแตกต่าง

นอกจากปัญหาด้านบุคลากร สิ่งที่ระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในไทยต้องปรับตัว เป็นเรื่องของระบบการขนส่ง

การขนส่งในรูปแบบเดิม Singlemodal Transportation ซึ่งเป็นการขนสินค้าไปยังจุดหมายโดยใช้การจัดส่งรูปแบบเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุก ทำให้สิ้นเปลืองค่าน้ำมันจำนวนมาก ปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นระบบ Multimodal Transportation หรือการขนส่งต่อเนื่องในหลายรูปแบบ เช่น ขนส่งจากรถบรรทุกไปยังท่าเรือ เพื่อต่อเรือไปยังประเทศเป้าหมาย ก่อนจะขนขึ้นรถบรรทุกอีกครั้งเพื่อไปยังเมืองหรือตลาด วิธีการนี้ช่วยลดต้นทุนค่าเดินทางได้มากกว่าแบบเดิม

เมื่อเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต และแนวโน้มของธุรกิจนี้ในอนาคต นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับ โดยจุดเด่นของหลักสูตรนี้ ดร.บุญทรัพย์ บอก อยู่ที่อาจารย์ผู้สอนที่มาจากภาคธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนโดยตรง เช่น ธุรกิจค้าปลีก โลจิสติกส์ และการบริหารซัพพลายเชน ขณะเดียวกันยังได้ทำความร่วมมือกับสมาพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยให้เข้าร่วมแชร์ประสบการณ์กับผู้เรียน

"สมาพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย 9 สมาคมหลักในภาคขนส่งของประเทศ ที่มีรถบรรทุกขนส่งรวมกันกว่า 7 แสนคัน เรียกว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในบรรดารถบรรทุกขนส่งที่มีการขึ้นทะเบียน ทำให้มองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ อาทิ การขาดแคลนบุคลากร และอื่นๆ"

ดร.บุญทรัพย์ บอกว่า มหาวิทยาลัยต้องการพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับการทำธุรกิจของคนไทย หรือเรียกว่า Thai Logistic Management ซึ่งก็คือการบริหารโลจิสติกส์แบบไทยไทย เพราะที่ผ่านมาองค์ความรู้ทั้งหมดมาจากต่างชาติ ยังขาดการประยุกต์ให้เหมาะกับการทำธุรกิจในเมืองไทย

การเรียนรู้และพัฒนาโลจิสติกส์แบบไทยไทย หรือ Thai Logistic Management จะเกิดขึ้นได้จริง จากกระบวนการเรียนรู้ภายในหลักสูตร และชัดเจนที่สุดจาก IS (Individual Study) ของนักศึกษา โดยมีที่มาจากการนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรหรืออุตสาหกรรมมาพัฒนาเป็นกรอบคิด

โดย ดร.บุญทรัพย์ หวังว่า หากการศึกษาที่ทำขึ้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ถือว่ามีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น

'โลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบไทย ไทย' องค์ความรู้จากประสบการณ์จริง ที่หวังเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตำรา และร่วมกันพัฒนาโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนในประเทศไทยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด