23 March 2017 09:00AM

73 ปีบัญชีฯ มธ. ปรับหลักสูตรครั้งใหญ่

19 Sep 11 ,  ผู้จัดการออนไลน์
  • 0

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดม่านวิชาการ แถลงปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ทั้งระดับปริญญาตรี-โท-เอก โดยเฉพาะปริญญาโท ที่จะเริ่มใช้หลักสูตรปรับใหม่ในปี 2555 เน้นการเรียนการสอนที่เป็นนานาชาติมากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับการรวมประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึงในปี 2558

ศ.ดร.พรชัย ชุนหจินดา รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในวาระครบ 73 ปีการก่อตั้งคณะฯ ประกอบกับได้เล็งเห็นความสำคัญของการรวมประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึง ทางคณะฯ จึงได้พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่ โดยเฉพาะระดับปริญญาโท ซึ่งจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2555

"ตอนนี้หลายๆมหาวิทยาลัย ก็มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย คณะเราเองก็อยากปรับหลักสูตรให้ทันยุคทันสมัย มีความหลากหลายรอบด้าน จุดเด่นของเราคือ มีอาจารย์ที่หลากหลายครบทุกแขนง มีความเข้มข้นในเนื้อหา และการปรับครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนทิศทาง เพียงแต่เพิ่มเติมให้เข้มข้นขึ้น มีจำนวนหน่วยกิตที่แน่นมากๆ ในส่วนของเนื้อหา เรามีการเพิ่มเติมวิชาเลือก พยายามจะบรรจุวิชาที่เป็นนานาชาติมากขึ้น เพื่อให้ตอบสนองกับนานาชาติ รวมถึงเตรียมบุคลากรให้พร้อมกับการรวมประชาคมอาเซียน"

รองคณบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีการเสริมให้มีกิจกรรมเสริมการเรียน ที่เน้นความเป็นนานาชาติ เช่น เปิดให้นักศึกษาไปแลกเปลี่ยนในองค์กรต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายของคณะฯ ซึ่งเป็นBusiness School ในต่างประเทศ รวม 57 แห่ง โดยแลกเปลี่ยนทั้งทางวิชาการ อาจารย์ และนักศึกษา ซึ่งนักศึกษาป.โท ทั้งภาคภาษาไทยและอินเตอร์ มีสิทธิ์ขอรับทุนแลกเปลี่ยน เพื่อเดินทางไปศึกษากับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เป็นเวลา 4 เดือน ไม่ว่าจะเป็นประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก นอร์เวย์ ญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์ ถือเป็นโอกาสและประสบการณ์ที่คุ้มค่า ที่สำคัญนักศึกษายังคงจ่ายค่าเล่าเรียนในราคาเดียวกับการลงทะเบียนเรียนที่มธ. เหมือนเดิม

"ในส่วนของป.โท หลักสูตรก็จะเป็นไปตามโครงสร้างของสกอ. แต่จะกระตุ้นให้นักศึกษา ป.โท ในสายที่ทำวิทยานิพนธ์ ให้ทำผลงานให้มากขึ้น และสนับสนุนให้เขามีผลงานที่ดีเยี่ยมจนสามารถไปตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศได้ โดยนักศึกษาจะได้รับค่าชดเชยค่าหน่วยกิต และได้เงินทุนสมทบในการทำวิทยานิพนธ์ เน้นเชิงปฏิบัติ ซึ่งมองว่าเมื่อใช้หลักสูตรที่ปรับใหม่จะผลิตวิทยานิพนธ์ เพิ่มขึ้นได้ 10% - 20% ส่วนป.โทในสายการศึกษาค้นคว้าอิสระ จะเน้นให้เขาไปแข่งขันตามเวทีประกวดแผนธุรกิจต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อฝึกทักษะให้เต็มศักยภาพ"

รองคณบดีฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างของวิชาเลือกต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น กล่าวคือ นักศึกษาในภาคภาษาไทยสามารถเลือกเรียนข้ามหลักสูตร ไปเรียนวิชาเลือกของภาคอินเตอร์ได้ แต่ทั้งนี้นักศึกษาภาคไทยเองก็ต้องมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษมาบ้างแล้ว ตรงนี้ปรับให้ยืดหยุ่นเพราะอยากสนับสนุนให้นักศึกษาป.โทเรียนได้หลากหลายขึ้น เน้นให้เขาเห็นความสำคัญของการเป็นนานาชาติ เพราะเมื่ออาเซียนเข้ามา จะสามารถปรับตัวได้ง่าย

"ด้านอาจารย์ผู้สอนตอนนี้เรามี 120 คน ใน 7 สาขาวิชา ซึ่งมีความเพียงพอ แต่ได้ปรับให้อาจารย์เน้นทำวิจัยเกี่ยวกับชาติสมาชิกอาเซียนให้มากขึ้น รวมถึงการจัดประชุม และสัมมนาต่างๆ ก็จะเน้นให้พูดคุยเรื่องอาเซียนมากขึ้นเช่นกัน ในทางวิชาการนั้น มั่นใจได้ว่าเราไม่ด้อยไปกว่าใครในภูมิภาคนี้ แต่ที่เป็นปัญหา คือ เรื่องภาษา ซึ่งมองว่าไม่เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเราทราบจุดอ่อนของเราแล้ว ก็ต้องรีบปรับตัวให้ทันท่วงที"

ด้าน "ท๊อป" นพพล ชัยจรูญรัตน์ ศิษย์เก่าสาขา I.M.B.A คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า ในสาขาที่เคยเรียนนี้ ได้เรียนรู้ทางด้านการเป็นผู้ประกอบการ(Entrepreneur) การทำธุรกิจต่างๆ โดยสร้างความแปลกใหม่ให้ธุรกิจ เน้นการสร้างทำธุรกิจจริงและการเปิดตลาดของธุรกิจที่มีอยู่ ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ดูในมุมมองของInternational มากขึ้น เน้น 3I คือ Innovation , Impact และ International

"I.M.B.A มีข้อดีที่แตกต่าง คือ ให้นักศึกษามาเรียนรู้การเป็นเจ้าของธุรกิจ และการเป็นChange maker ในธุรกิจว่าเราจะทำอย่างไรได้บ้าง คิดว่าจากที่เคยเรียนมา อาจารย์มีการเชิญวิทยากรที่เป็นนักธุรกิจจริงในประเทศไทยมาให้ความรู้ใหม่ๆ มาอัพเดทเรื่องความรู้ในธุรกิจต่างๆ และทุกคนต้องมีโปรเจคก่อนเรียนจบ คือ เราต้องไปเริ่มสร้างธุรกิจจริงๆขึ้นมา ทำเป็นบริษัทเล็กๆ แต่ผมว่าการปรับนี้ อาจจะไปในแนวเดิม คือ ความเป็นผู้ประกอบฃการ แต่คงจะเพิ่มเติมให้ใช้ความรู้ที่มีอยู่มาอัพเดทให้ทันโลก เพื่อเอื้อให้ธุรกิจโตเร็วขึ้น"

"จริงๆแล้ว ผมว่าเรามีศักยภาพพอที่จะก้าวสู่เวทีโลก ถ้าเราลองดูโปรแกรมต่างๆของที่นี่ ก็มีการแข่งขันแผนธุรกิจอยู่เรื่อยๆ หลายๆเวที เราก็ได้รางวัลมาเยอะมาก ซึ่งก็เป็นผลที่บอกได้ว่าธรรมศาสตร์เรามีศักยภาพพอ เด็กเก่งพอ ไปเวทีโลกทำแผนต่างๆ ก็ทำได้จริง ซึ่งเรามีทรัพยากรตรงนี้แล้ว แต่ผมคิดว่า สุดท้ายแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของเราด้วย ว่าเราเอาจริงหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล แต่ถามว่ามีศักยภาพไหม ผมมั่นใจว่าเด็กธรรมศาสตร์และหลักสูตรต่างๆของคณะฯ สามารถพาเราไปถึงฝั่งแน่นอน"

ส่วน "เกรท" กวิยา เนาวประทีป ศิษย์เก่าสาขา M.A.P คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า โครงการปริญญาโททางบัญชีของธรรมศาสตร์ มีให้เรียนทั้งด้านบัญชีบริหาร และ ด้านบัญชีตรวจสอบ ซึ่งต้องจบด้านบัญชีโดยตรงมาก่อน จุดนี้เองที่เป็นจุดแข็งของธรรมศาสตร์ หากจะต่อโทบัญชีก็ต้องจบตรีบัญชีเสียก่อน ส่วนอาจารย์ที่สอน หลายๆท่านก็เป็นกรรมการอยู่ในสภาวิชาชีพทางด้านการบัญชีอีกด้วย

"มั่นใจได้ว่ามาตรฐานการบัญชีที่ใช้ หรือความรู้ที่เราจะได้ มันจะอัพเดทอยู่ตลอดเวลา สำหรับการปรับหลักสูตรครั้งนี้ ในแง่ของบัญชีจะค่อนข้างชัดเจนเพราะว่า เรากำลังปรับไปสู่การใช้ IFRS (International Financial Reporting Standards) ซึ่งเป็นมาตรฐานของการบัญชีทั่วโลก ถ้าเป็นหลักสูตรเก่าที่เคยเรียนมา ก็จะเป็นการเอามาตรฐานทั้ง 2 แบบมาใช้ร่วมกัน เปรียบเทียบว่าของเก่าที่เราใช้เป็นอย่างไร ของใหม่เป็นอย่างไร ซึ่งอาจารย์ก็จะเอาสองอันมาเปรียบเทียบให้เราดู คิดว่าถ้าปรับหลักสูตรแล้ว คงมีการใช้มาตรฐานของ IFRS เต็มตัว เพราะเราต้องการปรับให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก"

ศิษย์เก่าสาขา M.A.P กล่าวอีกว่า จริงๆแล้วโดยทั่วไป คณะฯมีการปรับทุกปีอยู่แล้ว เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน ปีนี้ต้องปรับครั้งใหญ่เพื่อให้เหมาะกับเหตุการบ้านเมือง และเพื่อให้อัพเดทตลอดเวลา ทั้งยังเป็นการเปิดทางเลือกให้นักศึกษา เช่น ในชั้นเรียนนักศึกษาสามารถโหวตเพื่อเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากข้างนอกเข้ามาสอนได้ ส่วนตัวมองว่าในอนาคต หากจะมีปรับอีกเรื่อยๆ เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัย หรือตัวหลักสูตร ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี