23 March 2017 08:58AM

เลขาธิการอาเซียนชี้จุดแข็งประเทศไทย

28 Sep 11 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

ในโอกาสที่มาร่วมปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน ความท้าทาย และโอกาสของภาคธุรกิจในอาเซียน" ในงานประชุมระดับชาติ Thailand Sustainable Development Symposium 2011 ซึ่งจัดโดย กลุ่มบริษัท เอสซีจีฯ ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ได้กล่าวถึงแนวโน้มในอนาคตที่บริษัทต่างๆในระดับโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่การเป็นองค์กรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเติบโตไปพร้อมๆกับสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน ประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกควรจะต้องมีบทบาทอย่างไร

กระแสโลกที่เลี่ยงไม่ได้
โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่กระแสการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมๆกับสังคมอย่างเกื้อกูลกันและต้องเป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืน เหตุการณ์หนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปซึ่งสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวและโลกควรจะต้องเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด ก็คือการที่ศาลยุโรปกำลังจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 6 ตุลาคมที่จะถึงนี้ว่า การที่สหภาพยุโรป (อียู) จะออกกฎเกณฑ์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสายการบินต่างๆ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหนือน่านฟ้าของอียูโดยจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไปนั้น ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่อย่างไร (เนื่องจากหลายสายการบินที่ได้รับผลกระทบได้ยื่นคัดค้านการใช้กฎเกณฑ์ดังกล่าวของอียู)  เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง และแสดงให้เห็นว่า ทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้บริโภคทั่วไปของประเทศต่างๆในโลกจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมลพิษในโลก

"กรรมาธิการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศของอียูได้ออกกฎระเบียบว่าเครื่องบินที่ผ่านเข้าน่านฟ้าอียูต้องคำนวณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon footprint) ในอากาศ ซึ่งค่าการคำนวณจะถูกนำไปคำนวณอีกทีว่าสายการบินต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้อียูมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าศาลระบุว่าอียูสามารถบังคับใช้กฎเกณฑ์ดังกล่าวได้ ธุรกิจสายการบินก็ต้องคิดคำนวณแล้วว่ายังจะสามารถรักษาผลกำไรไว้ได้หรือเปล่า ต้องปรับตัวกันอย่างไร เพราะมันมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้น ผู้โดยสารเองที่เป็นผู้เดินทางก็ต้องได้รับผลกระทบ ต้องร่วมจ่ายด้วย ซึ่งอียูก็จะเอาเงินส่วนนี้ไปทำอะไรก็ได้เพื่อลดผลกระทบจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางและอุตสาหกรรมการบิน  นี่คือการตื่นตัวของโลก ที่แสดงให้เราเห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ sustainable development มันคือ sustainability หรือการอยู่รอดของทุกๆชีวิตในโลกนี้"

ด้วยเหตุผลที่ว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันหลายอย่างเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากมนุษย์เอง พร้อมกันนี้จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นขณะที่ทรัพยากรโลกมีอยู่อย่างจำกัดก็หมายความว่า ทรัพยากรโลกกำลังลดน้อยลง ต้องมีการช่วงชิงกัน การใช้ทรัพยากรและการผลิตโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของธุรกิจเอง ของสังคม และของสิ่งแวดล้อม จึงเป็นประเด็นที่ต้องตระหนักให้มาก "ปัจจุบันประชากรอาเซียนมีประมาณ 600 ล้านคน คาดว่าในปีค.ศ. 2020 จะเพิ่มเป็นกว่า 650 ล้านคน และค.ศ. 2050 จะเป็นราวๆ 800 ล้านคน ขณะที่ประชากรโลกในเวลานั้นจะมีประมาณ 9,000 ล้านคน ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ โดยจำนวนมากจะเป็นประชากรในประเทศกำลังพัฒนา แต่ทรัพยากรต่างๆมีแต่จะร่อยหรอลง ผมขอชื่นชมผู้จัดคือ เอสซีจี ที่เป็นตัวอย่างองค์กรที่ให้ความสำคัญและตระหนักถึงแนวคิดการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย  เป็นที่น่ายินดีที่ในการจัดอันดับ World Sustainability Indexes ของดาวโจนส์ ที่เรียกว่า DJSI (Dow Jones Sustainability Indexes) มีบริษัทของไทยสองราย คือ เอสซีจี และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งหมายถึงความเป็นองค์กรที่ถูกจัดอยู่ในแถวหน้าของโลกในแง่ขององค์กรต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน"

ในขณะที่ปัญหาโลกทุกวันนี้ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งหรือภูมิภาคหนึ่ง แต่กระทบทั่วเป็นวงกว้างไร้พรมแดน  ดังนั้นทุกประเทศจึงต้องร่วมกันป้องกันและแก้ไข "การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกของการแก้ไขปัญหา แต่ผมขอกล่าวว่านี่คือทางรอดเดียว เป็นทางเดียวที่เราต้องเดินไปให้ได้ และเดินให้ประสบความสำเร็จ"

จุดแข็งของไทยคือเศรษฐกิจพอเพียง
เลขาธิการอาเซียนกล่าวว่า ประชาคมอาเซียนมีการค้ากันเองราว 25 % เท่านั้น มูลค่าการค้าที่มีกับทั่วโลกสูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ สินค้าที่เป็นผลผลิตทางปัญญาหรือทรัพย์สินทางปัญญายังมีเป็นส่วนน้อย นั่นหมายความว่ายังมีความจำเป็นที่บริษัทของอาเซียนจะต้องทุ่มเทให้กับงานด้านวิจัยและพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งควรจะมุ่งเน้นเป็นการวิจัยและพัฒนาที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางกระแสโลก "การสร้างสินค้าที่มีนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นหรือใช้แรงงานมากขึ้น แต่มันควรจะเป็นไปในทางกลับกัน คือ ต้องใช้ทรัพยากรน้อยลงหรือใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด และใช้แรงงานน้อยลง กระทบโลกน้อยลง ไม่เช่นนั้นก็จะแข่งขันไม่ได้ หลายประเทศกำลังออกกฎระเบียบที่ต่อต้านการทำลายป่า ยกตัวอย่างออสเตรเลียจะเก็บภาษีเพิ่มสินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มซึ่งเขามองว่าการปลูกปาล์มมีส่วนทำลายพื้นที่ป่า เราจะเห็นได้ว่า นี่คือกระแสโลก เป็นวิถีโลก และมันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป  เอกชนรวมทั้งรัฐวิสาหกิจของไทยควรตระหนักเอาไว้ และเราจะเดินผิดทางไม่ได้แล้ว ประเทศไทยเรามีดีที่จะให้โลกรู้ เรามีแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี่คือแนวคิดสำคัญที่นำไปสู่การอยู่รอดที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ถ้าหากมีสักเรื่องที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพได้ มันก็คือแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ผมขอเสนอรัฐบาลชุดนี้ว่า นี่คือของขวัญที่ไทยเราจะนำเสนอสู่โลก "