23 March 2017 09:00AM

น้ำท่วมไทยกระทบถึงเศรษฐกิจอาเซียน

10 Jan 12 ,  ดร.ธนิต โสรัตน์
  • 0

อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา นอกเหนือจากสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับระบบเศรษฐกิจของไทย มีมูลค่าสูงสุดในรอบ 50 ปี ซึ่งความเสียหายมีวงกว้าง ครอบคลุมทุกภาคส่วน

แม้แต่อุตสาหกรรมซึ่งอยู่ในพื้นที่ซึ่งน้ำไม่ได้ท่วมก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมไปด้วย เห็นได้จากในช่วงตุลาคมต่อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน สินค้าอุปโภคและบริโภคมีการขาดแคลนอย่างรุนแรง ขณะที่ภาคส่งออกของไทยซึ่งประเมินว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้อาจติดลบมากกว่าร้อยละ 10 เปรียบเทียบในช่วง 9 เดือนก่อนหน้านี้เติบโตถึงร้อยละ 24.6 ทั้งนี้ น้ำท่วมใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ปริมณฑลของ กทม. โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ซึ่งอยู่ในจังหวัดอยุธยา และปทุมธานี  กว่าร้อยละ 30 เป็นอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ของประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม รวมถึงประเทศจีน และญี่ปุ่น ซึ่งก็ถือเป็นประเทศที่มีข้อตกลง FTA กับอาเซียน

 

ผลกระทบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของอาเซียนได้มีการผูกพันเชื่อมโยงถึงกัน เป็นโซ่อุปทานหรือ Supply Chain ของกันและกัน ภัยพิบัติซึ่งเกิดกับประเทศในอาเซียนจึงส่งผลกระทบกับประเทศสมาชิกอื่นๆ เพราะต่างก็เป็น ASEAN Supply ดังนั้น น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของอาเซียน เนื่องจากการเปิดเสรีเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า จะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงที่มากขึ้นในระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งองค์ประกอบหลักของ AEC จะเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงหรือ Connectivity ในสามมิติ ได้แก่

 

1. การเชื่อมโยงทางกายภาพ (Physical Connectivity) เป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านถนน ทางน้ำ และทางอากาศ โครงข่ายการสื่อสาร-โทรคมนาคม รวมถึงการเชื่อมโยงท่าเรือและสะพานเสรษฐกิจ หรือ Landbridge รวมทั้งการก่อสร้างสะพานและถนนเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ใช้งบประมาณไปหลายหมื่นล้านบาทในการนี้

 

2. การเชื่อมโยงทางสถาบัน (Institutional Connectivity) เป็นการกำหนดโครงสร้างมาตรฐานกฎหมาย กฎเกณฑ์ และข้อบังคับ ของแต่ละประเทศให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะข้อตกลงที่เกี่ยวกับขนส่งข้ามแดน เพื่อให้ยานพาหนะทั้งขนส่งสินค้าและคน สามารถเคลื่อนย้ายไปมาหากันได้สะดวก ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบศุลกากรที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Customs Harmonize นอกจากนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ เช่น ฉลาก บรรจุภัณฑ์ การคุ้มครองผู้บริโภค และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะรองรับให้เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้อาเซียน

 

3. การเชื่อมโยงระดับประชาชน (People to people Connectivity) เพื่อให้ประชาชนของประเทศสมาชิกสามารถไปมาหากันได้อย่างสะดวก เนื่องจากข้อตกลงของ AEC จะเกี่ยวข้องกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งหมายความว่า ประชาชนของประเทศสมาชิกจะกลายเป็นประชาชนของอาเซียน ซึ่งมีการพูดกันถึงขั้นที่จะมีการทำ “ASEAN Passport” เพื่อจะทำให้ประชาชนของประเทศต่างๆ ในอาเซียนสามารถเดินทางภายในอาเซียนโดยที่ไม่ต้องทำวีซ่า ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว กำลังมีการเจรจาที่เรียกว่า “Single Visa” เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของอาเซียนเมื่อทำวีซ่าเข้าประเทศหนึ่งประเทศใดของอาเซียน ก็สามารถที่จะเข้าไปในประเทศของสมาชิกอาเซียนได้โดยที่ไม่ต้องทำวีซ่าอีก ซึ่งจะทำให้ AEC มีความใกล้เคียงกับอียูมากขึ้น

 

ภายใต้องค์ประกอบของความเชื่อมโยงในมิติต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น ประเทศไทยภายใต้พื้นฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีความพร้อมทางด้านอุตสาหกรรม-บริการ และทักษะของแรงงาน ตลอดจนมีโครงสร้างทางสังคม และมีระบบโลจิสติกส์ที่ไม่เป็นรองใครในภูมิภาค น่าจะได้ประโยชน์ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อีกทั้ง ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าเข้าไปยังประเทศต่างๆ ของอาเซียน โดยเฉพาะกับประเทศจีนตอนใต้ เห็นได้จากตัวเลขการค้าชายแดนของไทย ซึ่งมีการเติบโตปีละไม่น้อยกว่าร้อยละ 14-15 จะทำให้ในอีกสองปีข้างหน้า การค้าชายแดนของไทยจะมีมูลค่ากว่า 1.2 แสนล้านบาท ประเด็นก็คือ ภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันที่พอเพียงต่อการเข้าถึงประโยชน์ของ AEC มากน้อยเพียงใด ขณะที่กลไกภาครัฐจะต้องเข้ามากระตุ้นภาคส่วนที่ยังมีความอ่อนแอของประเทศ ต้องไม่ลืมว่า การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในมิติต่างๆ หมายถึงว่า สินค้า-บริการของไทยสามารถออกไปยังอาเซียนโดยไม่มีภาระภาษีและกฏเกณฑ์ขวางกั้น แต่ขณะเดียวกัน สินค้า-บริการของประเทศอาเซียนซึ่งมีศักยภาพ ก็สามารถเข้ามาตีตลาดสินค้าไทยในประเทศได้เช่นกัน ซึ่งข้อนี้จะต้องทำความเข้าใจให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร จำเป็นที่ภาครัฐและเอกชนซึ่งเหลือเวลาอีกสามปี จะต้องมีการวางแผนเชิงยุทธ เพื่อลดทอนผลกระทบการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจไทย

 

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการปรับตัวในด้านขีดความสามารถของประเทศแล้ว จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างไปสู่ประเทศต่างๆ ของอาเซียน และประเทศอื่นๆ ก่อให้เกิดผลกระทบด้าน short of supply หรือเกิดสภาวะการผลิตที่หยุดชะงัก เนื่องจาก ชิ้นส่วน อุปกรณ์จากประเทศไทยไม่สามารถจัดส่งให้ได้ ก่อให้เกิดวิกฤติด้านความเชื่อมั่น ที่ประเทศต่างๆ อาจจะไม่มั่นใจว่าในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกหรือไม่ ซึ่งจะทำให้เป็นข้อกังขาที่ประเทศไทยจะยังสามารถเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมโยงทั้งด้านการผลิคต การเงิน การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของอาเซียน จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องมีการชี้แจงให้ประชาคมอาเซียนและคู่ค้าของไทยรับทราบว่า ภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากอะไร ทำไมจึงไม่สามารถป้องกันนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญไว้ได้ และอะไรคือเหตุสุดวิสัย มวลน้ำในเชิงสถิติมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างไร อีกทั้งประเทศไทยจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและชัดเจนว่าเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งคงไม่ใช่แต่เพียงน้ำท่วม แต่เป็นภัยพิบัติรุนแรงอื่นๆ หากในเวลาข้างหน้าเกิดขึ้น รัฐบาลในอนาคตจะสามารถจัดการได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทั้งสองชุดที่รัฐบาลตั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กยอ. หรือ กยน. จะมีศักยภาพที่สามารถทำงานใหญ่เช่นนี้ได้ เพราะหากเป็นเพียงการสร้างภาพระยะสั้นๆ ก็น่าเสียดายโอกาสที่ไทยจะไม่ได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาคงไม่ใช่เป็นเพียงการจัดทำ Road map เดินทางชี้แจงต่างประเทศ หรือเพียงแค่ใช้เวทีรัฐสภาถล่มใส่กัน แต่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือและบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมของไทยสู่บริบทของ AEC ในปี 2558