รศ.ดร. ดวงพรรณ กริชชาญชัย ศฤงคารินทร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรม-ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของไทย ได้อธิบายถึงความสำคัญของงานศึกษาวิจัยที่นักศึกษาสามารถมีส่วนร่วม พร้อมเปิดเผยหลักสูตรปริญญาเอกภาคภาษาอังกฤษในปี 2553 และโครงการวิจัยแห่งชาติ Logistics for Health Care Supply Chain
Logistics for Health Care Supply Chain
ในปัจจุบันคนเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ซึ่งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับด้านโลจิสติกส์ ม. มหิดลได้มองเห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ และเตรียมพร้อมที่จะเปิดหลักสูตรปริญญาเอก ภาคภาษาอังกฤษในปี 2553 และโครงการวิจัยแห่งชาติ Logistics for Health Care Supply Chain โดยมีจุดประสงค์มุ่งเน้นเรื่องโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงโรงพยาบาลและคนไข้ที่ใช้บริการ รวมถึงในส่วนสารสนเทศที่เชื่อมต่อตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงผู้ป่วย ฐานข้อมูล เรื่องของรหัสยาและประวัติผู้ป่วย ซึ่งยังไม่มีใครมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ ทั้งนี้ โรงพยาบาลมหิดลจัดเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ จึงเป็นการเอื้ออำนวยความสะดวกในการศึกษาด้านนี้ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยต้องการนักศึกษาปริญญาเอกเข้ามาช่วยทำงานวิจัยภายใต้หัวข้อนี้เป็นจำนวนมาก
การเรียนรู้แบบรู้จริงทำจริง
หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิตเป็นหลักสูตรเรียนเต็มเวลา คือเรียนวันจันทร์ถึงศุกร์ เป็นการเรียนภาคกลางวัน เนื่องจากการเรียนปริญญาโทของมหิดลเน้นทำวิทยานิพนธ์ถึง 12 หน่วยกิต และมีการจัดดูงาน ซึ่งมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ต้องทำงานวิจัย และช่วยให้นักศึกษาได้มีโอกาสเข้าร่วมทำงานวิจัยด้วย
สำหรับหลักสูตรปริญญาเอก เป็นหลักสูตรแรกที่เปิดเป็นภาคภาษาอังกฤษ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างนักวิจัยที่สามารถทำงานเป็นนักโลจิสติกส์หรือผู้บริหารที่ใช้หลักตรรกะ การวิจัยค้นหาข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการในองค์กรของตนได้ดี ซึ่ง รศ.ดร. ดวงพรรณ มองว่า ประเทศไทยยังขาดบุคลากรกลุ่มนี้อีกมาก
หลักสูตรมหาบัณฑิตของมหิดลถือเป็นหลักสูตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เป็นการเรียนรู้แบบรู้จริงทำจริง นอกจากนี้ยังมีในส่วนการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับมหาวิทยาลัยต่างชาติ โดยมีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก มีการส่งนักศึกษาไปทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เยอรมนี ออสเตรเลีย เป็นต้น
การดูแลแบบตัวต่อตัวช่วยให้เข้าใจลึกถึงเนื้อหา
นักศึกษาในระดับปริญญาโทปัจจุบันรับจำนวน 20 คนต่อปี ซึ่งแต่ละคนจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษแบบตัวต่อตัวกับอาจารย์ผู้สอนที่ประจำ 5-6 ท่าน เนื่องจากการสอนที่มหิดลจะไม่เน้นในส่วนของเนื้อหา แต่เน้นการสอนแบบตัวต่อตัวมากกว่า จึงไม่สามารถเปิดเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ เพราะแต่ละคนต้องทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อที่ค่อนข้างยาก และต้องมีการเจาะลึกลงไปถึงเนื้อหาสาระ จะเห็นได้จากปีที่แล้วที่มีจำนวนผู้สนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถรับได้มากที่สุดเพียง 25 คน และไม่เกิน 5 คนสำหรับระดับปริญญาเอก
การดูแลแบบตัวต่อตัวนี้มีจุดประสงค์ต้องการให้นักศึกษาเป็นนักโลจิสติกส์ได้ทั้งทางทฤษฏีและทางปฏิบัติ เป็นการเรียนที่นำศาสตร์วิศวกรรมมาเป็นเครื่องมือตัดสินใจและแก้ปัญหาในกิจกรรมโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างมีหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าเป็นการตัดสินใจด้วยความรู้สึก เนื่องจากหลักสูตรนี้อยู่ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงเน้นมากในเรื่องของตรรกะที่จะทำให้โจทย์ในด้านโลจิสติกส์ถอดออกมาเป็นรูปแบบการตัดสินใจในทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยช่วยให้เห็นภาพรวมด้านโลจิสติกส์ของประเทศจุดเด่นที่สำคัญของม.มหิดลอย่างหนึ่งคือ มีทีมวิจัยโลจิสติกส์ของมหาวิทยาลัยเองที่ทำงานและผลิตงานวิจัยออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหิดลเป็นเครือข่ายนักวิจัยด้านการจัดการโซ่คุณค่าและโลจิสติกส์ของไทย (ThaiVCML) ทั้งยังเป็นสำนักงานประสานงานชุดโครงการวิจัยโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้เข้าใจและรู้ว่า สถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไร มีทิศทางทางด้านโลจิสติกส์เป็นอย่างไร ทันต่อเหตุการณ์ในประเทศ ซึ่ง ม.มหิดลได้นำงานวิจัยที่มีและประสบการณ์เหล่านี้เพิ่มเข้าไปหลักสูตรให้นักศึกษาสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลความจริงได้ อย่างเช่น การเลือกหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา อาจารย์สามารถนำโจทย์วิจัยเหล่านี้มาเป็นหัวข้อให้นักศึกษา ทำให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในงานวิจัยของอาจารย์และสามารถมองเห็นภาพขั้นตอนการทำงาน ในส่วนของนักศึกษาที่มีศักยภาพ ทางมหาวิทยาลัยจะว่าจ้างให้เป็นนักวิจัย ช่วยให้นักศึกษาสามารถทำงานวิจัยไปพร้อมๆ กับการทำวิทยานิพนธ์ด้วย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการฝึกในส่วนภาคปฏิบัติจริง ม.มหิดลจึงมีศักยภาพในการผลิตนักวิจัยมากกว่าที่อื่น
ต้องการบุคลากรที่ความรู้เฉพาะทางมากกว่าทางด้านโลจิสติกส์
รศ.ดร. ดวงพรรณ มองว่า ตอนนี้มีหลายๆ สถาบันการศึกษาเร่งเปิดหลักสูตรโลจิสติกส์ แต่ควรมองย้อนกลับไปว่า ประเทศไทยมีความต้องการบุคลากรมากน้อยแค่ไหน มีข้อมูลตรงนี้หรือไม่ ซึ่งจากงานวิจัยเรื่องกำลังคนของชาติในภาคอุตสาหกรรมอาหารของทางมหิดลแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยต้องบุคลากรที่ความรู้เฉพาะทางมากกว่าทางด้านการจัดการโลจิสติกส์มหิดล ตระหนักในข้อนี้และเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยอื่นอาจจะเน้นผลิตผู้บริหารด้านโลจิสติกส์ แต่ที่จริงแล้วประเทศไทยยังขาดผู้ชำนาญการ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมมหิดลจึงเปิดรับนักศึกษาปริญญาโทแค่ 20 คน โดยในส่วนระดับปริญญาเอก มีแผนที่จะรับไม่เกิน 5 คน
มหิดลคาดหวังนักศึกษาที่มีความตั้งใจจริงและมีเวลาที่พร้อมทุ่มเทให้กับหลักสูตร เพื่อนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาออกไปจะมีศักยภาพเป็นบุคลากรของประเทศในด้านโลจิสติกส์ที่เป็นนักคิด นักวิจัย ได้อย่างแท้จริง
หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยมหิดล
หลักสูตรปริญญาโทวิศวกรรมอุตสาหการ สาขาการจัดการโลจิสติกส์เปิดสอนตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งกำลังจะเปิดรับรุ่นที่ 4 ของภาคการศึกษาปี 2553 ปัจจุบันมี 2 หลักสูตรคือ หลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการ และหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งหมด 16 หน่วยกิต
สำหรับหลักสูตรปริญญาเอกการจัดการโลจิสติกส์และวิศวกรรม(Logistics and Engineering Management) ภาคภาษาอังกฤษ จะเริ่มเปิดสอนในปี 2553 เป็นรุ่นแรก ซึ่งกำลังรออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โทร.02-889-2138 ต่อ 6201, 6202 www.eg.mahidol.co.th หรือ www.grad.mahidol.ac.th














You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.