
ในโครงการความร่วมมือครั้งนี้ ได้มีการพัฒนาหลักสูตรมาตรฐานของทางสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยทั้ง 5 สาขา รวมกว่า 30 หลักสูตร ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของการจัดฝึกอบรมและสัมมนา รวมทั้งการให้บริการการศึกษาทางไกลผ่านระบบ e-learning และการสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้และพัฒนาการเรียนการสอนผ่านทางโทรทัศน์ออนไลน์ช่อง “Logistics Channel” เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาเรียนรู้ให้ออกไปไกลในวงกว้าง ซึ่งหลักสูตรการส่งออกและนำเข้ายุคใหม่ที่น่าสนใจได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกเพื่อการเปิดเสรีอาเซียน, หลักการปฏิบัติและการกรอกเอกสารเพื่อการส่งออก, ความรู้ด้านประกันภัยเพื่อการค้าระหว่างประเทศ และกฎหมายศุลกากร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจะมีโครงการการจัดการไปศึกษาดูงานด้านโลจิส ติกส์ และธุรกิจระหว่างประเทศ ซึงจะสามารถนำกลับมาปรับเปลี่ยนใช้ภายในประเทศได้อีกด้วย
จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนากการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า ความต้องการบุคลากรทางโลจิสติกส์ มีจำนวนมากปีละ 3 แสนคน ในขณะที่ความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดฝึกอบรมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน แต่ก็มีการผลิตบุคลากรออกมาได้เพียง 48,000 คนต่อปีเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอกับความต้องการของภาคธุรกิจ ทางสมาพันธ์ฯ จึงมองว่า ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของประเทศอีกด้วย
นายวรวิทย์ บวรวัฒนะ ผู้อำนวยการบริหารสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือในครั้งนี้ ยังถือเป็นเป้าหมายในการทำโรดแมพของสมาพันธ์ฯ เพื่อส่งเสริมการผลิตบุคลากรด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้ได้ 10,000 คนหรืออย่างน้อยปีละ 2,000 คน เพื่อเป็นการรับมือกับการเปิดการเสรีในทุกสาขาในปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากความสามารถทางโลจิสติกส์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังจัดอยู่ระดับประเทศหรือ Internally Integrated Logistics เท่านั้น หวังว่า โครงการนี้จะช่วยส่งเสริมให้ไทยได้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับสากล หรือที่เรียกว่า Global Logistics Management ได้ทันก่อนการเปิดเสรีนี้
นายเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะสามารถเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากบุคลากรเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาโลจิสติกส์ เมื่อบุคลากรได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ให้มีประสิทธิภาพแล้ว ย่อมมีการพัฒนาทางด้านอื่นๆ ตามมาอย่างแน่นอน เป็นที่ทราบกันว่า ในปี 2556 ธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยต้องเปิดให้นักลงทุนในอาเซียนสามารถถือหุ้นได้ถึง 70% และในสาขาอื่นๆ ในปี 2558 ตามข้อตกลงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community) ดังนั้น ไทยควรจะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเปิดเสรีนี้
ทางด้านศาสตรจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กลมรัตนกุล อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งพันธกิจที่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งที่จะสร้างรากฐานแห่งความเป็นเลิศทางด้านวิชาการในการเผยแพร่ความรู้ออกสู่สังคมในวงกว้าง ไม่ใช่แต่เฉพาะภายในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น โดยแกนหลักในการขับเคลื่อนพันธกิจในครั้งนี้คือ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (The Continuing Education Center Chulalongkorn University) ที่มีความพร้อมในทุกด้านการจัดการฝึกอบรม การผลิตสื่อ และการให้บริการการศึกษาทางไกลผ่านระบบ e-learning
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทรศัพท์ 02-216-0773-5 และ 02-216-0850-1 หรือ www.cec.chula.ac.th สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย โทรศัพท์ 02-530-9478 โทรสาร 02-530-9477 หรือ www.thailog.org
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.