31 October 2014 07:05AM
ASEAN Single Window เชื่อมข้อมูลข้ามโลก Print E-mail
User Rating: / 2
PoorBest 
Written by ปาหนัน ลิ้ม   
พลิกโฉมส่งออก-นำเข้าไทยเทียบสากล กรมศุลกากรพลิกโฉมการนำเข้า-ส่งออก ยกเครื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ มุ่งสู่การเชื่อมโยงในระดับอาเซียน ASEAN Single Window

cover120_1.jpgด้านเอกชนมั่นใจระบบช่วยลดต้นทุน สะดวก รวดเร็ว ทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ตั้งเป้าไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าอินโดจีน กรมศุลกากรเอาจริงประกาศยกเครื่องระบบการทำงานทั้งกระบวน หวังมุ่งสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เชื่อมโยงข้อมูลในประเทศด้วยระบบ e-Logistics รวมถึงสามารถส่งผ่านข้อมูลระหว่างประเทศด้วยระบบ ASEAN Single Window ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจปล่อย และการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในประเทศและระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรต่างๆ อันเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

จากสถิติที่ผ่านมาผู้ส่งออก-นำเข้ามีการใช้เอกสาร 25,000 ฉบับต่อวัน มีแบบฟอร์มที่ต้องส่งทั้งหมด 40 แบบฟอร์ม และเป็นข้อมูลที่ต้องส่งซ้ำกัน 60-70% ของแต่ละเอกสาร ในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออก ซึ่งสิ่งที่จะได้รับจากการพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลและบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ (Single-Window e-Logistics: SWeL) คือลดรายการข้อมูลลงได้ 10:1 ลดจำนวนเอกสารลงได้ร้อยละ 44 ลดระยะเวลาที่ใช้ในการเตรียมเอกสารและยื่นเอกสารลงได้ร้อยละ 70 

พร้อมกันนี้ยังสามารถออกหนังสืออนุญาต/รับรองได้ทันที (หากเอกสารถูกต้องและครบถ้วน) โดยมีชุดข้อมูลเพื่อการส่งออก-นำเข้าเพียงชุดเดียว มีการยื่น-แลกเปลี่ยน-ส่งข้อมูลผ่าน National Single Window System (NSW) เพียงครั้งเดียว มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธุรกิจและเชื่อมต่อกับ NSW และที่สำคัญที่สุดคือทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง 

ดังนั้น จากการพัฒนาระบบ e-Logistics จะส่งผลให้สามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงอย่างน้อย 0.5% ของมูลค่าสินค้านำเข้า-ส่งออก หรือไม่ต่ำกว่า 28,500 ล้านบาทต่อปี ลดเวลาการดำเนินงานของผู้นำเข้า-ส่งออกจากเดิม 8-10 วัน เหลือ 1-3 วัน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบที่มาของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าส่งออกหลักของประเทศ 

สำหรับมุมมองของภาคเอกชนต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ากรมศุลกากรเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด นับเป็นหน่วยงานที่มีการพัฒนาเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทำงานได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

จากการพัฒนาที่รุดหน้าของกรมศุลกากรไทย ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจากธนาคารโลกให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนจากเดิมอยู่อันดับที่ 17 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 15 และเชื่อว่าหากมีการพัฒนาปรับปรุงระบบในทุกด้าน ประเทศไทยน่าจะได้อันดับที่ดีขึ้น...


ศุลกากรเดินหน้าพัฒนาไอที ยกเครื่องมุ่งสู่ระบบ e-Logisticswisut.jpg

กรมศุลกากรมุ่งพัฒนาระบบไอที รุกยุทธศาสตร์ Single Window เต็มรูปแบบ คาดไม่เกิน 2 ปี ระบบ e-Logistics แล้วเสร็จ สามารถเชื่อมโยงได้ทั้ง 28 หน่วยงาน เชื่อเพิ่มขีดความสามารถผู้ส่งออก-นำเข้า

จากการที่กรมศุลกากรมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นกรมศุลกากรจึงเร่งพัฒนาระบบงานเพื่อสร้างความเป็นมาตรฐานสากล ด้วยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางด้านโลจิสติกส์ และการปฏิบัติพิธีการต่างๆ ให้อยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านโลจิสติกส์ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป้าหมายสำคัญคือเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้ทัดเทียมต่างชาติ 

ผู้มีส่วนผลักดันที่สำคัญ คุณวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ อธิบดีกรมศุลกากร ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับความคืบหน้าความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window: ASW) ว่า คาดว่าภายในสิ้นปี 2551 ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน รวม 6 ประเทศ จะสามารถจัดทำระบบ National Single Window ได้ทั้งหมด 

ส่วนประเทศกลุ่มอาเซียนอีก 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า จะต้องดำเนินการระบบ National Single Window ให้แล้วเสร็จ ภายในปี 2555 เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ ASW ต่อไป ซึ่งการพัฒนาระบบงานศุลกากรดังกล่าวทั้ง National Single Window และ ASW จะช่วยลดต้นทุนในเรื่อง Logistics ที่ต้องผ่านศุลกากรให้เหลือน้อยที่สุด และเป็นการเพิ่มความได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ 

ที่ผ่านมาศุลกากรอาเซียนได้ให้ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของศุลกากรสมาชิกอาเซียน รวมทั้งการจัดตั้งและนำ ASW มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจปล่อย และการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในประเทศและระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรต่างๆ อันเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 ศุลกากรไทยได้ลงนามความตกลงกับศุลกากรฟิลิปปินส์ เพื่อทำ Pilot Project ร่วมกัน สำหรับใช้เป็นต้นแบบ และเป็นกรณีศึกษาการพัฒนา ASW ให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ
    
พร้อมเข้าสู่ e-Customs เต็มรูปแบบ 

ในส่วนของกรมศุลกากรโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันกรมศุลกากรได้นำระบบการผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Customs) มาใช้ เช่น ระบบ e-Import ระบบ e-Export และการใช้บริการรับชำระภาษีอากร (e-Payment) ฯลฯ รวมทั้งการพัฒนาระบบงานไปสู่การทำงานแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service: OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก 

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้รับมอบหมายจากคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลและบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ ให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง National Single Window เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสารระหว่างกรมศุลกากร และหน่วยงานอื่นจำนวน 28 หน่วยงาน ที่ออกใบอนุญาต/ใบรับรอง/ใบสั่งปล่อย ในการตรวจสอบใบอนุญาตและใบรับรองต่างๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์ก่อนการตรวจปล่อยสินค้า ขณะนี้ได้นำร่องลงนามกับ 6 หน่วยงานได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 

โดยกำหนดเป้าหมายในการจัดทำ Pilot Project ระหว่างหน่วยงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 และจะเพิ่มอีก 11 หน่วยงานภายในปีนี้ ได้แก่ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ กรมการขนส่งทางบก กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล และสำนักงานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 

ถามถึงประโยชน์ที่ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกสินค้าจะได้รับจากการพัฒนาสู่ระบบ e-Customs นั้น ในเรื่องนี้ คุณวิสุทธิ์ เปิดเผยว่า ระบบ e-Customs ก่อให้เกิดผลดีต่อภาพรวมด้านการค้าระหว่างประเทศ คือ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเวทีโลก และการตอบรับแผนพัฒนาประเทศที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลา เนื่องจากผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมาติดต่อที่กรมศุลกากร โดยระบบจะทำการแจ้งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อจะมารับสินค้าก็มาติดต่อที่ท่าเรือ หรือคลังสินค้าปลายทาง ส่วนการส่งออกเมื่อส่งข้อมูลผ่านระบบแล้วสามารถขนของลงเรือได้เลย 

 “ระบบ e-Customs ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แม้การใช้ระบบจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แต่สิ่งที่ได้รับคือ ลดการเดินทาง และลดจำนวนเอกสาร นอกจากนี้ยังทำให้สะดวกรวดเร็ว ทั้งในเรื่องการนำเข้า-ส่งออก เพราะข้อมูลต่างๆ จะรวบรวมเก็บไว้ในฐานข้อมูลศุลกากรทั้งหมด นอกจากนี้ระบบสินค้านำเข้าที่ต้องชำระภาษีก็สามารถชำระภาษีผ่านธนาคารได้ด้วย โดยสามารถส่งข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมงจากทุกแห่งทั่วประเทศ และที่สำคัญคือทำให้เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของศุลกากร” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวย้ำ

“โลจิสติกส์” กุญแจก้าวสู่การค้าสากล

การพัฒนาโลจิสติกส์ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับให้ไทยก้าวสู่สากล สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ ดังนั้น กรมศุลกากรจึงให้ความสำคัญ ด้วยการวางโลจิสติกส์เป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข โดยนำระบบการให้บริการผ่านพิธีการศุลกากรนำเข้า-ส่งออกทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (e-Import/e-Export) มาให้บริการสำหรับการนำเข้า-ส่งออก โดยปิดระบบอีดีไอเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา 

สำหรับการตรวจสอบสินค้า กรมศุลกากรได้ใช้ระบบบริหารความเสี่ยงในการตรวจสอบสินค้า โดยใช้วิธีสุ่มตรวจประมาณร้อยละ 20 ของสินค้าขาเข้า และร้อยละ 3 ของสินค้าขาออก นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้นำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการควบคุมทางศุลกากร เช่น เครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบตู้สินค้าด้วยรังสีเอกซเรย์โดยไม่ต้องเปิดตู้ ส่งผลให้มีความสะดวกรวดเร็ว 

ปัจจุบันกรมศุลกากรมีระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าแบบเคลื่อนที่ได้ 7 ระบบ และระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าแบบติดตั้งถาวร 2 ระบบ ติดตั้ง ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และด่านศุลกากร นอกจากนี้ยังเร่งติดตั้งระบบ CCTV เพื่อความสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำในการให้บริการ รวมถึงพัฒนาระบบ RFID ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ตรวจสอบตู้สินค้าที่ติดผนึก Tag อิเล็กทรอนิกส์ บันทึกวันที่/เวลา ประเภทของสินค้า เพื่อกรมศุลกากรสามารถตรวจสอบติดตามการเคลื่อนย้ายตู้ได้ตลอดเวลา 

อธิบดีกรมศุลกากร ยังย้ำว่า การพัฒนาระบบโลจิสติกส์นั้น หน่วยงานที่ดูแลแผนยุทธศาสตร์ของประเทศทางด้านโลจิสติกส์ต้องสร้าง Road Map ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงภายในประเทศ และเชื่อมโยงระดับภูมิภาค มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางด้านโลจิสติกส์ พัฒนาการเชื่อมโยงของฐานข้อมูลทางด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งส่งเสริมและสร้างความเข้าใจในเทคโนโลยีสารสนเทศ 

นอกจากนี้ ต้องเชื่อมโยงการค้าในระดับภูมิภาค สร้างมาตรฐานและพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกตามแนวชายแดน ที่สำคัญคือการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านโลจิสติกส์ และการปรับปรุงกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อกิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์ และปรับปรุงมาตรฐานการใช้กฎหมายทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ด้วย 

หากระบบไอทีของประเทศพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ จะส่งผลให้กระบวนการโลจิสติกส์โดยรวมดีขึ้น และทำให้เศรษฐกิจของประเทศทั้งในภาคการค้าการลงทุนมีความเข็มแข็ง สามารถแข่งขันทางการค้าในตลาดโลกได้ ...

{mospagebreak}

สภาพัฒน์ฯ เร่งเดินเครื่องพัฒนา e-Logistics arkhom.jpg

สภาพัฒน์ฯ เน้นย้ำระบบ e-Logistics สำคัญต้องเร่งพัฒนา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ คาดปี 2554 ระบบเสร็จสมบูรณ์สามารถเชื่อมโยงได้ทุกหน่วยงาน  

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หน่วยงานที่เป็นแกนกลางสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า และยกให้เป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ต้องเร่งพัฒนาปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาระบบการนำส่งและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในกระบวนการโลจิสติกส์ให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาระบบ Single Window Entry    

“การพัฒนาระบบ e-Logistics มีความคืบหน้าพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของกรมศุลกากรที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีการนำระบบ e-Customs มาใช้ ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งพัฒนาระบบของตัวเองให้มีความสมบูรณ์ เพื่อสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ ได้ คาดว่าภายในปี 2554 ระบบจะแล้วเสร็จและสามารถเชื่อมโยงกันทั้ง 28 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก” คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าว

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้นำระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อให้บริการผู้ส่งออกและผู้นำเข้ามากขึ้น ทำให้กระบวนการนำเข้า – ส่งออกมีความรวดเร็วในระดับหนึ่ง ในส่วนของกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการปรับปรุง รวมทั้งขณะนี้มีความพยายามในการปรับระบบสารสนเทศให้สามารถบริการผู้ส่งออก–นำเข้าสินค้าในรูปแบบ Single Window Entry เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลา และลดต้นทุนในกระบวนการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก–นำเข้า 

ขณะนี้ได้มีการดำเนินการของหลายหน่วยงานดำเนินการที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การปรับลดขั้นตอนและเวลาการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐในบางกลยุทธ์อยู่แล้ว และในช่วงต้นปี 2551 ที่ผ่านมา สศช. ได้ประสานกับกรมศุลกากร และกระทรวง ICT เพื่อดำเนินการใน 2 ประเด็นเพื่อเร่งรัดการดำเนินการปรับลดขั้นตอนและเวลาที่ใช้กับงานเอกสารและการดำเนินการเพื่อการนำเข้า-ส่งออก คือ

1) การจัดประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลและบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ เพื่อพิจารณา Business Model ของระบบ NSW ซึ่งที่ประชุมได้มติเห็นชอบ
ให้กรมศุลกากรเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้ง National Single Window (NSW) ลงทุน เพื่อให้ระบบสามารถเปิดให้บริการได้โดยเร็ว

 2) การเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ e-Signature โดยเสนอผ่านอนุกรรมการพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลและบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี
พิจารณาสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ การปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาที่ใช้กับงานเอกสารและการดำเนินการเพื่อการนำเข้า-ส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด จะต้องรอผลจากการศึกษาสร้างความสอดคล้องและทำมาตรฐาน
รายการข้อมูล (Data Harmonization) ที่จะมีผลโดยตรงต่อการออกแบบกระบวนการและขั้นตอนการให้บริการของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพบนพื้นฐานรายการข้อมูลที่จำเป็นและมีมาตรฐานเดียวกันในการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในสิ้นปีงบประมาณ 2551

 นอกจากนี้ หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตและใบรับรองต่างๆ ดำเนินการตาม แผนดำเนินงานข้างต้นและสามารถให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครอบคลุมและทั่วถึงแล้ว คาดว่า ภายในต้นปี 2552 จะสามารถลดระยะเวลาที่ใช้ในขั้นตอนการเตรียมเอกสารเพื่อการส่งออกจาก 13 วัน ให้เหลือ 5-6 วันได้ ประกอบกับผลการให้บริการ e-Export อย่างเต็มรูปแบบของกรมศุลกากร ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถปรับลดเวลาที่ใช้กับงานเอกสารและการดำเนินการเพื่อการนำเข้า-ส่งออก จาก 24 วันเหลือ 15 วัน หรือน้อยกว่าได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

{mospagebreak}

“นักวิชาการ” ชี้ระบบไทยยังล้าหลัง เร่งก้าวให้ทันสิงคโปร์-มาเลเซียpongchai.jpg

“นักวิชาการ” เผยระบบ e-Logistics ไทยยังล้าหลัง เทียบสิงคโปร์-มาเลียเซียไม่ติด ระบุเวียดนามเป็นเต่าติดเทอร์โบเบียดแซงไทย แนะเร่งออก พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกทางอิเล็กทรอนิกส์

แม้ว่ากรมศุลกากรไทยจะพัฒนาไปก้าวไกลเพียงใด แต่หากให้เปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียแล้ว นับว่าประเทศเหล่านั้นมีการพัฒนาระบบ e-Logistics ไปไกลกว่าประเทศไทยมาก โดยเฉพาะเวียดนามที่ขณะนี้มาแรงสุด กลายเป็นเต่าติดเทอร์โบที่กำลังจะขึ้นนำไทยในอีกไม่ช้า นอกจากนี้ระบบส่งเอกสารของไทยแม้ว่าจะมีความสะดวกมากขึ้น แต่กลับมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ถูกลง ซึ่งแป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐควรหาแนวทางแก้ไขและพัฒนาให้ตรงจุด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

ในเรื่องนี้ ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ให้ความเห็นว่า หากต้องการให้ระบบ e-Logistics มีการพัฒนาเร็วยิ่งขึ้น ควรให้ฝ่ายการเมืองผู้มีอำนาจในการสั่งการมาเป็นประธาน อย่างเช่น รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและทำให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ลำดับความสำคัญว่าควรจะพัฒนาในจุดใดก่อนหลัง นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนา และติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้แล้ว ในการพัฒนาระบบ e-Logistics ทั้งระบบ ประเทศไทย ควรจะหามืออาชีพจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาพัฒนาระบบและดำเนินการแทน ซึ่งจะทำให้ระบบทั้งหมดเสร็จรวดเร็วและสามารถพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อภาคธุรกิจและการค้าได้เต็มรูปแบบ

“หากจะให้ระบบ e-Logistics พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ภาครัฐควรจะใช้การออก พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกทางการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์เหมือนในต่างประเทศ มาครอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เป็นปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถปฎิบัติตามได้โดยไม่ต้องติดข้อปฎิบัติในแต่ละหน่วยงานที่ไม่สามารถทำด้วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ และยังสามารถใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าวในการกำหนดว่าหน่วยงานใด ใครจะต้องทำอะไร อย่างไรและต้องแล้วเสร็จเมื่อไร เชื่อว่าหากมีกฎหมายขึ้นมาควบคุมแบบนี้ทุกฝ่ายน่าจะเห็นด้วยโดยเฉพาะภาคเอกชน เพราะทำให้สามารถทำได้เร็วและปฎิบัติได้จริง” ผศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าวย้ำ”

แม้ว่าจากการสำรวจของ World Bank ระบุว่าเรื่องระบบศุลกากรไทยมีจำนวนเอกสารลดลง จำนวนวันลดลง แต่กลับพบว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ต่างจากประเทศคู่แข่งที่มีการพัฒนาระบบไปไกลกว่าไทย ซึ่ง ผศ.ดร.พงษ์ชัย ให้ความเห็นว่า ในเรื่องนี้อาจเป็นผลมาจากการที่ภาครัฐมองสิ่งที่ภาครัฐได้ประโยชน์มากกว่าจะมองว่าภาคธุรกิจหรือเอกชนจะได้ประโยชน์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเข้าใจไม่ตรงกันในการใช้ประโยชน์จากระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้น เรื่อง e-Logistics ภาครัฐต้องปรับตัวสู่ความต้องการของเอกชน โดยสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยเหลือเอกชนให้ได้รับความสะดวก และที่สำคัญคือต้องไม่สร้างภาระอย่างอื่น

ที่ผ่านมาการพัฒนาระบบ e-Logistics ต้องยอมรับว่าในส่วนของ e-Customs ทางกรมศุลกากรทำได้ก้าวหน้ามาก ได้พัฒนาระบบของตนเองเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นแล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากที่ส่วนงานอย่าง e-Certificate, e-Port, และ e-Trade ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช้กรมศุลกากรกว่า 28 หน่วยงาน ยังมีความคืบหน้าไม่มากนัก มีไม่กี่หน่วยงานเท่านั้นที่มีการพัฒนาอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะเชื่อมต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับทางกรมศุลกากร การพัฒนายังมีลักษณะแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงเป็นอย่างมากว่าระบบของแต่ละหน่วยงานจะสามารถเชื่อมโยงกันได้หรือไม่ และจะแล้วเสร็จพร้อมกันได้เมื่อไร ทั้งนี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันพัฒนา เพราะเรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้กับภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับงานพิธีการ และเอกสารต่างๆ สำหรับนำเข้าและส่งออก ...

{mospagebreak}

เอกชนระบุชัด e-Customs แก้ตรงจุด ต้องอำนวยความสะดวก-ไม่เพิ่มต้นทุน

cover120_3.jpgเอกชนขานรับระบบ e-Customs ระบุช่วยอำนวยความสะดวกด้านพิธีการนำเข้า-ส่งออก ชี้แก้ให้ตรงจุดต้องไม่เพิ่มต้นทุน เผย Asean Single Window ช่วยส่งเสริมการค้าในภูมิภาคอาเซียน 

ปัจจุบันกรมศุลกากรได้พัฒนาระบบงานของกระบวนการนำเข้า-ส่งออก และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง และได้ทยอยนำระบบการให้บริการผ่านพิธีการศุลกากรนำเข้า-ส่งออกทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (e-Import/e-Export) มาให้บริการสำหรับการนำเข้า-ส่งออก 

โดยเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ปิดระบบอีดีไอและเริ่มใช้ระบบ e-Import และ e-Export  อย่างถาวร ซึ่งผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์จากระบบ e-Import  และ e-Export หลายอย่าง เช่น ออกของได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ลดความผิดพลาดอันเนื่องมาจากการจัดเก็บและบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน ลดต้นทุนเกี่ยวกับการบริหารระบบสินค้าคงคลัง เนื่องจากสามารถกำหนดเวลาในการซื้อและตรวจปล่อยของออกจากศุลกากรได้แน่นอน พร้อมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางติดต่อสื่อสาร และการจัดการเอกสารต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางมาติดต่อกับกรมศุลกากร 

นอกจากนี้ยังจะสามารถใช้สิทธิในการลดอัตราอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรฯที่กำหนดให้ใช้ตัวเลขกำหนดประเภทย่อยในระดับ 8 หลัก เพื่อรองรับรายการสินค้า ตามพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียน (AHTN) และลดอัตราอากรสำหรับของนำเข้าที่ใช้สิทธิพิเศษตามประกาศกระทรวงการคลังได้ ที่สำคัญคือทำให้ธุรกรรมที่เกี่ยวกับศุลกากรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เกิดความโปร่งใส เพราะว่าทุกอย่างดำเนินการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น 

ในมุมมองของผู้ประกอบการภาคเอกชนมองว่ากรมศุลกากรของไทยมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะการยกเลิกระบบอีดีไอ มาใช้ Paperless ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐต้องการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริงแล้ว นอกเหนือจากช่วยให้พิธีการต่างๆ สะดวกรวดเร็วแล้ว ควรให้มีต้นทุนที่ถูกลงด้วย 

wichain.jpgในเรื่องนี้ คุณวิเชียร กาญจนวิไล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ้าท์อีสท์ โลจิสติกส์ จำกัด ในฐานะผู้ชำนาญการศุลกากร กล่าวว่า ในการพัฒนาระบบของกรมศุลกากรเรื่อง paperless นั้น ในเรื่องพิธีการ เรื่องใบขนนั้นถือว่าอำนวยความสะดวกมาก ที่ช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ขณะนี้ paperless ยังไม่ถือว่าไร้เอกสาร 100% เพราะเวลาที่ไปตรวจปล่อยต้องถ่ายสำเนาเอกสารไปด้วย ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็น paperless ซึ่งการไปติดต่อทุกหน่วยงานเราต้องมีสำเนาเอกสารไปด้วย ทำให้ยังไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร 

“EDI กับ Paperless ขั้นตอนการทำงานไม่แตกต่างจากเดิม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ๆ ปฏิบัติงาน ยังเป็นเจ้าหน้าที่คนเดิม อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการได้รับความสะดวกเรื่องการยกเว้นการตรวจในส่วนของการส่งออกพอสมควร เนื่องจากไม่ต้องมีการสุ่มตรวจตู้สินค้า แต่ในการส่งสินค้าขาเข้านั้น มีการสุ่มตรวจตู้สินค้าถึงเกือบ 90% ทำให้เกิดความยุ่งยากและเกิดเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น” คุณวิเชียร กล่าวและย้ำว่า ในระบบการนำเข้าส่งออกนั้น กรมศุลกากรนับเป็นหน่วยงานที่พัฒนาไปมากกว่าหน่วยงานอื่น และมีนโยบายในการที่จะทำตรงนี้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องระบบ แต่เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 

หากศุลกากรต้องการสนับสนุนส่งเสริมการนำเข้าส่งออก ควรให้เจ้าหน้าที่ทำงาน 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่เจ้าหน้าที่ เชื่อว่าจะสามารถลดต้นทุนผู้ประกอบการได้ แม้ว่าขณะนี้ทางกรมจะประกาศว่าทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ผู้ประกอบการต้องมาจ่ายค่าล่วงเวลาแก่เจ้าหน้าที่ในการใช้บริการนอกเหนือเวลาทำงานปกติ ในขณะที่ศุลกากรในต่างประเทศให้เจ้าหน้าที่ทำงาน 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง โดยผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่ว่าจะใช้บริการช่วงเวลาใด ค่าธรรมเนียมหรือวิธีปฏิบัติก็เสมือนหนึ่งใช้บริการเวลาเดียวกัน 

“สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้ไทยไม่สามารถเป็น Transshipment Port ได้ เนื่องจากไทยมีกฎหมายศุลกากรถ่ายลำที่เป็นอุปสรรค ซึ่งสินค้าที่มาใช้ท่าต้องมีภาระด้านภาษี ทั้งยังใช้เวลาในการเดินพิธีการศุลกากรถึง 2 วัน ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น ทำให้ไม่มีสินค้าต้องการใช้ไทยเป็นศูนย์ถ่ายลำ ส่งผลให้สิงคโปร์เป็นฮับทางการขนส่งอย่างที่ไทยไม่สามารถเทียบชั้นได้เลย” คุณวิเชียร กล่าว  

“การพัฒนาระบบ e-Customs ซึ่งเป็นระบบพิธีการทางศุลกากรที่ไร้เอกสาร ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก ในเรื่องการดำเนินพิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก อย่างเช่น เรื่องใบขนที่ไม่ต้องไปผ่านเจ้าหน้าที่ศุลกากร โดยสามารถส่งข้อมูลผ่านระบบได้เลย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการดำเนินพิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก โดยเอกชนไม่ต้องเดินทางมาติดต่อโดยตรงกับหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถดำเนินการส่งออก-นำเข้าสินค้าได้ ทำให้ลดต้นทุนลงได้มาก” คุณสุวัฒน์ นวลขาว ผู้จัดการฝ่ายขนส่งและคลังสินค้า บริษัท กรีนสปอต จำกัด และคุณวิเชียร กล่าวแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน 

krit.jpgดร. กฤษฎ์ ฉันทจิรพร นายกสมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต (TLAPS) กล่าวว่า หากระบบมีการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์เต็มรูปแบบแล้ว ถ้าช่วยให้ลดต้นทุนผู้ประกอบการลงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก ไม่ใช่ว่าใช้แล้วทำให้เพิ่มต้นทุน แต่ในภาพรวมแล้วการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่ ASEAN Single Window ส่งผลให้การค้าในภูมิภาคมีความสะดวกมากขึ้น เป็นการส่งเสริมการค้าในภูมิภาคอาเซียน ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ระบบ e-Logistics ไม่ใช่เรื่องเอกสารอย่างเดียว แต่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องระบบการบริหารจัดการ ระบบการให้บริการ ระบบสอบย้อนกลับ ช่วยให้การทำงานดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการหมุนเวียนสินค้าเร็วขึ้น หากผู้ประกอบการพัฒนาระบบมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จะส่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ 

“ผู้ประกอบการต้องดูว่าระบบที่ออกมาแบบมาเหมาะสมกับเราหรือไม่ ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เหมาะสมกับเราหรือไม่ นอกจากนี้ต้องนำไปสู่การเชื่อมโยงซัพพลายเชนอย่างแท้จริง ซึ่งการใช้ไอทีไม่ใช่ว่าดีเสมอไป ผู้ประกอบการต้องหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเองให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต” ดร. กฤษฎ์ กล่าว 

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ากรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก มีการตื่นตัวและพัฒนาระบบของตัวเองเพิ่มมากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่เอกชนผู้ใช้บริการสะท้อนกลับคือเรื่องลดต้นทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐต้องหันกลับมามองและให้ความสำคัญ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดอย่างแท้จริง...

e-logist.jpgranking-world-bank.jpg