25 October 2014 04:29AM
ศูนย์ส่งออกนิวยอร์ก มองตลาดสหรัฐในอนาคต Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Written by ประชาชาติธุรกิจ   
หลังจากสหรัฐเผชิญกับปัญหาหนี้อสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ซับไพรม) เมื่อปีที่ผ่านมา จนมาถึงการล้มละลายของ เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจ อันดับ 4 ของสหรัฐ ถือเป็นการส่งสัญญาณร้ายต่อระบบเศรษฐกิจโลก กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั้งสหภาพยุโรป และในเอเชีย ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดใหญ่ของไทย "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ "สุรศักดิ์ เรียงเครือ" ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐ ถึงแนวทางในการรับมือความเสี่ยงจากการหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ เพื่อให้สามารถรักษาฐานการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐในปี 2552

- วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐกระทบต่อการ ส่งออกไทยอย่างไร

วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐ เป็นปัจจัยที่ ส่งผลด้านลบ โดยเฉพาะต่อจิตวิทยาในการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐ เห็นได้ชัดจากการจัด Export Clinic ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยที่สนใจไปเปิดตลาดในสหรัฐ เข้ามาสอบถามถึงสถานการณ์ว่า รุนแรงแค่ไหน เราชี้แจงว่า ไม่ได้น่ากลัว อยากให้มองในมุมบวกว่า ผู้บริโภคสหรัฐ ยังจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งอาหาร อาหารทะเลแปรรูปและแช่แข็ง กระป๋อง ข้าว หรือแม้แต่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม แต่ก็อาจจะมีสินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับจะได้รับผลกระทบบ้าง

- ภาพรวมการส่งออกของไทย

ในช่วง 7 เดือนแรกสินค้าที่มีการส่งออกมากขึ้น 8% กว่าจากข้าว เพิ่มขึ้น 94.41% น้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 48.94% เครื่องประดับและอัญมณีเพิ่มขึ้น 31.12% ยางพาราเพิ่มขึ้น 45.51% ส่วนสินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ลดลง 4.49% คาดว่ายอดส่งออกไปสหรัฐ ทั้งปี 2551 จะขยายตัว 3-4% เนื่องจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจสหรัฐส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ สินค้าแผงวงจรไฟฟ้าลดลง 7.39% เนื่องจากความต้องการสินค้ากลุ่มนี้ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์มีเพิ่มขึ้นเพียง 3% เทียบกับทั้งโลกแล้วยังต่ำมาก สินค้ากุ้งแช่เย็น/แช่แข็งลดลง 2.85% เนื่องจากต้องแข่งขันกับกุ้งเวียดนามที่ได้รับการยกเลิกภาษีเอดี 28 รายและยังได้รับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐอีกด้วย และสินค้ากลุ่มรถยนต์และส่วนประกอบ ลดลง 4% เนื่องจากผลจากการปรับสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกส่งผลให้อุปสงค์รถยนต์ปรับลดลงเช่นกัน

- ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการส่งออก

สำหรับปี 2551 ยังไม่ได้กระทบ ปีนี้มองว่า การส่งออกจะขยายตัวได้ถึง 8-10% จากเป้าหมายการส่งออกที่วางไว้ที่ 6% เพราะความจริงแล้วการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 8.5% มูลค่า 11,683 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการส่งออกปี 2552 คงยังยืนยัน เป้าหมายการขยายตัวที่ 7% เหมือนกับเบื้องต้นที่วางไว้ก่อน เพราะยังมีปัจจัยบวกในตลาดสหรัฐให้เห็น เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งจะทำให้ความรู้สึกต่างๆ ผ่อนคลาย กำลังซื้อมากขึ้น และยังเป็นช่วงฤดูกาลเฉลิมฉลอง ซึ่งจะเป็นโอกาสดีของสินค้ากลุ่มของขวัญ ของชำร่วย หรือสหรัฐ ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ก็เป็นโอกาสสำคัญสำหรับสินค้าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม

- สินค้าไทยกลุ่มไหนถือเป็นกลุ่มเสี่ยง

สินค้าที่ต้องระวัง คือ สินค้าในกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับนโยบายสหรัฐ เช่น กุ้ง ซึ่งเมื่อ 3 เดือนก่อนมีปัญหาด้านแรงงาน สินค้าจิวเวลรี่ เกี่ยวกับกฎหมายการห้ามนำเข้าทับทิมจากพม่า ซึ่งสหรัฐมีสิทธิที่สุ่มตรวจสอบหากพบอาจจะกักสินค้าไทยได้ ปัญหาการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ซึ่งภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว

อย่างไรก็ตาม เราต้องมองภาพบวก และพยายามใช้โอกาส เช่น กรณีการที่สหรัฐเกิดภัยธรรมชาติ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหาร สามารถแสดงน้ำใจในการบริจาคสินค้าอาหาร เครื่องใช้จำเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลด้านจิตวิทยาระหว่างประเทศ และเป็นสิ่งที่ไทยควรทำ เหมือนเราเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ทุกคนคิดว่าต้องถอยออกไป หากเรามองในมุมกลับ เรายังรักษาตลาดอยู่ได้

- กิจกรรมส่งเสริมตลาด

ทาง สคต. มีโครงการ Selling Agent หรือการขยายตลาดผ่านผู้นำเข้ารายใหญ่ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีก่อนในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม โดยร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วม 8 บริษัท สร้างคอนเน็กชั่นระหว่างผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายใหญ่ในสหรัฐ และปรับรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดย สคต.เป็น ผู้ประสานงานให้แสดงสินค้าในนิวยอร์กและลอสแองเจลิส พร้อมทั้งนำดีไซเนอร์ และนักการตลาด ผู้นำเข้าจากแบรนด์ดังมาพบกับ 8 ราย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและฐานข้อมูลทางความรู้