18 December 2014 08:35AM
เทคนิคการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต Print E-mail
User Rating: / 55
PoorBest 
Written by วันทนา อรรถสถาวร   
การลดต้นทุน เป็นความจำเป็นสำหรับการดำเนินกิจการในแวดวงอุตสาหกรรม เพราะต้นทุนที่ลดลงไปได้ไม่เฉพาะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ในที่สุดก็จะแปลงกลับมาเป็นกำไรให้กับกิจการ

การลดต้นทุนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องเลือกใช้เครื่องมือและทักษะแต่ละประเภทให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการปฏิบัติงาน

 คุณสมชาย ทรงศักดิ์เดชา กรรมการที่ปรึกษา บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้จัดการโรงงานและหัวหน้างานเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมากในการหาวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตในงานได้
 ภารกิจที่หัวหน้างานและผู้จัดการโรงงานปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันมีอยู่ 3 อย่างคือ หนึ่ง เตรียมงาน สอง ทำงาน และสาม ปล่อยงาน ซึ่งประสิทธิภาพของภารกิจดังกล่าวอยู่ที่การวิเคราะห์ให้ออกว่าจะใช้ 4M เพื่อให้ได้เนื้องานที่มากขึ้น ในเวลาที่น้อยลง

 4M คือ M ใน 4 ความหมายที่ใช้ในกระบวนการจัดการ และการบริหารโรงงานประกอบด้วย
      M - Material ซึ่งหมายถึง วัตถุดิบต่างๆ ผู้จัดการโรงงานและหัวหน้างานจำเป็นต้องหาวิธีการจัดการการใช้วัตถุดิบให้สูญเสีย หรือกลายเป็นวัสดุเหลือใช้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังหมายถึงการวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานให้ทันและเพียงพอกับกระบวนการผลิต

 “ในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป วัตถุดิบมาประกอบมีหลานส่วน แต่ละส่วนต้องเตรียมให้ครบและมากพอให้พนักงานทำงานเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถ้าวัตถุดิบเข้ามาไม่ทันก็จะทำให้สายการผลิตที่วางไว้ไม่สมดุล หรือ Line Balance เสีย” คุณสมชาย กล่าว
 หรือในการกรณีของการวางหน้าผ้า หรือการทำ Marking คนในตำแหน่งนี้มีความสำคัญ หากมีทักษะดีก็จะช่วยให้บริษัทประหยัด และมีวัสดุเหลือทิ้งน้อยที่สุด

      M - Man หมายถึง คนหรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงงาน หน้าที่ของหัวหน้างานและผู้จัดการโรงงานคือจัดสรรให้ฝ่ายปฏิบัติงานสามารถใช้ทักษะการทำงานของแต่ละคนออกมาให้มากที่สุด ภายใต้กรรมวิธีการจัดสรรรายได้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุน นอกจากนี้ยังจะต้องรักษาฝ่ายปฏิบัติการฝีมือดีให้เป็นทรัพยากรองค์กรให้นานที่สุด

      คุณสมชาย เล่าจากประสบการณ์ว่า โรงงานที่แข่งกับปริมาณการผลิตส่วนใหญ่จะนำเอาวิธีว่าจ้างรายชิ้นและรายเหมาเข้ามาใช้ แต่การเลือกว่าพนักงานคนไหนควรจ่ายแบบรายชิ้นและคนไหนควรจ่ายแบบรายเหมาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นเทคนิคสำคัญที่จะเพิ่มผลผลิตให้กับโรงงานโดยหลีกเลี่ยงการจ่ายโอที

      ที่ปรึกษาบริษัทธนูลักษณ์บอกว่า การตัดสินใจนำเอาระบบรายเหมาเข้ามาใช้กับพนักงานควรแน่ใจแล้วว่าพนักงานคนนั้นมีฝีมือและทักษะอยู่ในระดับที่ชำนาญงานแล้ว เพราะไม่เช่นนั้นการผลักพนักงานที่ทำงานรายชิ้น มาทำรายเหมาจะทำให้ผลผลิตลดลง

 ผู้จัดการโรงงานควรแบ่งคนในโรงงานออกเป็น 3 เกรด คือ เกรดเอ เป็นคนงานที่มีทักษะการทำงานดี ทำงานเร็ว กลุ่มบีคือกลุ่มที่ทำงานดี แต่งานยังไม่เร็ว ส่วนกลุ่มซี คือกลุ่มที่เพิ่งเริ่มฝึกหัดทำงานต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งในการฝึกทักษะ นอกจากนี้ยังต้องแบ่งงานในโรงงานออกเป็น 3 กลุ่มเช่นกัน คือหนึ่งงานกลุ่มยากที่สุดที่ต้องใช้ฝีมือประณีต งานกลุ่มที่สองเป็นเนื้องานยากปานกลาง และงานกลุ่มที่สามคือกลุ่มงานที่ไม่ยากมากนัก แล้วจัดคน 3 กลุ่มให้เข้ากับลักษณะงานทั้ง 3 อย่างให้เหมาะสม

 “สมัยนี้คนงานหายาก โดยเฉพาะคนงานเกรดเอ ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องจัดเขาเข้าไปทำงานในกลุ่มที่มีความสำคัญสูงสุด ฝึกทักษะให้ชำนาญ ต่อมาก็จัดระบบรายได้แบบเหมาให้เขาในราคาที่เหมาะสม พนักงานจะมีรายได้มากกว่าการจ้างด้วยรายชิ้น และทางโรงงานก็จะได้เนื้องานมากขึ้น ในคุณภาพงานที่เราพอใจ พนักงานก็พอใจเพราะเขาจะมีรายได้มากขึ้น โดยทางโรงงานไม่จำเป็นต้องจ่ายโอที”คุณสมชายกล่าว

 ลักษณะการว่าจ้างพนักงานด้วยรายเหมามี 2 ลักษณะ คืองานเหมารายบุคคล และงานเหมาเป็นกลุ่ม คุณสมชายบอกว่าบางทีงานบางประเภทในโรงงานไม่สามารถทำจบในคนเดียว ตัวอย่างเช่น เย็บกระเป๋า 1 ตัว อาจต้องใช้พนักงานประมาณ 3-4 คนเพื่อประกอบขึ้นมา ผู้จัดการโรงงานก็ควรที่จะคัดเลือกพนักงานที่มีฝีมือเร็วในแต่ละหน้าที่เข้ามารวมกลุ่มกัน แล้วจัดระบบรายได้ให้กลุ่มที่มีทักษะสูงเหล่านี้เป็นการทำงานแบบรายเหมา เขาจะร่วมมือกันผลิตงานออกมาในปริมาณที่มากกว่าแบ่งทำเป็นรายชิ้น และทำให้ Line Balance ของงานไม่สะดุด

 คุณสมชาย กล่าวว่า “สิ่งที่ควรระวังคือการทำงานแบบเหมากลุ่มนั้นจะต้องเป็นงานที่มีขั้นตอนการผลิตไม่ยาวมากนัก คือสามารถรวมกลุ่มได้ไม่เกิน 5-6 คน การใช้เทคนิคนี้จะได้ผล แต่ถ้าการเย็บเสื้อบางประเภทที่มีสายการผลิตยาว การทำเหมากลุ่มอาจจะไม่เหมาะสม เพราะจะทำ Line Balance ได้ยาก”

      M - Machine หมายถึงการจัดการ และการจัดหาวัสดุและเครื่องมือต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการจัดการอาคารและสถานที่ปฏิบัติงานให้เอื้อต่อการทำงานที่เพิ่มผลผลิตได้

 ลักษณะของสถานที่ที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานจะประกอบด้วย
* ความพอเหมาะของแสงสว่าง โดยเฉพาะโรงงานที่ทำงานใช้สายตาจำพวกโรงงานเย็บผ้า หรือเย็บหนัง

* ควรออกแบบให้สีผนังให้แตกต่างจากสีของเครื่องมือ เครื่องจักรในการปฏิบัติงาน เพื่อให้พนักงานสะดวกที่จะหยิบจับอุปกรณ์ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้อุปกรณ์ที่ทำงานต่างประเภทกัน แต่ต้องวางใกล้กันในขณะปฏิบัติงานควรมีสีที่แตกต่างกัน เพื่อความแม่นยำในการหยิบจับเช่นกัน เครื่องมือและชิ้นส่วนต่างๆ ควรวางในลักษณะที่เตรียมพร้อม และสามารถหยิบจับใช้ได้ในเขตการทำงานปรกติ มีลำดับการใช้ก่อนหลังที่ถูกต้อง

* ควรมีการจัดโต๊ะ ม้านั่ง ให้เพียงพอและพอเหมาะ ในที่นี้หมายถึงความสูงต่ำของโต๊ะและม้านั่งควรสอดคล้องกับสรีระของพนักงานให้สามารถทำงานได้สะดวกที่สุด

* ควรมีกระบะ ภาชนะ สายพานงาน หรือโต๊ะพักงานเพื่อวางงานที่ส่งมาจากแผนกก่อนหน้านี้ และพักงานที่ทำเสร็จรอส่งมอบให้กับแผนกต่อไปในเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรให้พนักงานมีการเดินหรือเคลื่อนไหวเพื่อไปหยิบงาน หรือส่งมอบงานให้อีกแผนกเพราะเท่ากับเป็นการสูญเสียเวลา แทนที่จะใช้เวลาเหล่านี้มาเพิ่มเนื้องานแทน

* เครื่องมืออุปกรณ์ ชิ้นส่วน ควรวางไว้ในตำแหน่งตายตัว ผู้จัดการโรงงานและหัวหน้างานควรศึกษาลักษณะการเคลื่อนไหวขณะทำงานและการหยิบจับเครื่องมือในแต่ละขั้นตอนของการทำงาน และทำการออกแบบตำแหน่งการวางวัสดุให้เป็นแบบแผนเดียวกัน ถ้าหากเป็นกระบวนการทำงานเดียวกัน

 การออกแบบเครื่องมือ เป็นหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของวิศวกรโรงงานที่จะต้องทำการศึกษาลักษณะการทำงานของโรงงานแล้วพยายามที่จะจัดหา หรือจัดทำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการทำงานที่จะอำนวยความสะดวกเพื่อให้การปฏิบัติงานสามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้ ตัวอย่างแนวคิดในการออกแบบเครื่องมือเพื่อความสะดวกในการทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า เช่น
* การออกแบบสายพานส่งงานให้กับพนักงานเย็บเพื่อสามารถป้อนงานเป็นรายชิ้นลงบนจักรเย็บผ้า

* การออกแบบราวแขวนผ้าหรือแขวนชิ้นงานเพื่อให้การส่งงานไปยังแผนกต่อไปดำเนินการได้สะดวกและหยิบจับลงมาปฏิบัติงานได้รวดเร็ว

* การสร้างรางคล้องสายไฟ สายคล้องไจด้ายเพื่อให้สายไฟและไจด้ายไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน

 คุณสมชาย กล่าวว่า ความสูญเสียที่เกิดจากการจัดสถานที่ทำงานไม่เหมาะสมคือ จัดโต๊ะทำงานของพนักงานห่างกัน ทำให้ต้องมีขั้นตอนของการเดินส่งงาน ซึ่งเป็นการสูญเสียทั้งเวลาทำงาน และใช้พื้นที่เปลือง นอกจากนี้การจัดลำดับขั้นตอนการทำงานที่ไม่เหมาะสมทำงานงานในบางขั้นตอนมีงานกอง ในขณะที่งานในบางขั้นตอนทำงานไม่ทัน ทำให้ต้องเปลืองพื้นที่พักงาน

 หลักการออกแบบเครื่องมือที่ดีประกอบด้วย
* ออกแบบเครื่องมือจับแทนมือ
* ออกแบบเครื่องมือหลายชนิดรวมเข้าเป็นอันเดียว
* เครื่องมือที่มีด้าม ควรออกแบบให้จับถนัด หรือออกแบบเครื่องมือให้นิ้วสามารถทำงานได้ทั้ง 10 นิ้ว

      M - Method หมายถึง กระบวนการทำงาน ทั้งผู้จัดการโรงงาน และวิศวกรโรงงาน ควรทำ work study ซึ่งจะประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ
 ขั้นตอนที่ 1 Method Study ทำการศึกษาวิธีการทำงานเพื่อให้ทำงานง่ายและประหยัด
 ขั้นตอนที่ 2 Work Measurement คือการวัดผลงาน การกำหนดเวลาให้แก่งาน
 ขั้นตอนที่ 3 Higher Productivity คือหาวิธีปรับปรุงงานเพื่อให้เกิดผลผลิตที่มากขึ้น

 ในการวิเคราะห์กระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและสามารถเพิ่มผลผลิต ผู้ออกแบบวิธีการทำงานควรจะเข้าใจหลักการเคลื่อนไหวโดยวิธีประหยัด (Motion Economy) เป็นหลักที่ช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา และเหนื่อยน้อยที่สุด ซึ่งหนึ่งในหลักดังกล่าวจะต้องค้นหาวิธีการใช้ร่างกายที่เหมาะสมกับงาน และเมื่อนำไปประกอบกับการจัดสถานที่ทำงานที่เหมาะสม และการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยทำให้เพิ่มผลผลิตในงานได้
 หลักการใช้ร่างกายที่ทำให้การปฏิบัติงานสะดวกและเหนื่อยน้อยที่สุด มักมีข้อสังเกตดังนี้
      1. มือและแขนตั้ง ทั้งสองข้างควรหยุดและเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมๆ กัน
      2. การเคลื่อนไหวของแขนทั้งสองควรเคลื่อนไหวพร้อมกันในแนวโค้ง
      3. ควรทำโดยมีจังหวะตามธรรมชาติ
      4. ควรใช้ส่วนอื่นของร่างกายแทนมือ กรณีที่เป็นไปได้
      5. การเคลื่อนไหวของแขนควรเคลื่อนไหวพร้อมกันในลักษณะคล้ายๆ กันในทิศทางตรงกันข้าม

 คุณสมชาย กล่าวว่า เทคนิคที่ผู้จัดการโรงงานจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อปรับปรุง 4 M ให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อประโยชน์และเพิ่มผลผลิตของงานให้ได้อย่างต่อเนื่อง จะต้องเป็นบุคคลที่เข้าใจขั้นตอนการทำงานของโรงงานอย่างแจ่มแจ้ง เป็นคนช่างสังเกต และตั้งสมมุติฐานถาม-ตาม ตลอดจนแสวงหาข้อมูลเพื่อมาขบคิดหาทางปรับเปลี่ยนการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น ซึ่งหมายถึงหลักการใช้ 5 W (What-อะไร When-เมื่อไหร่ Where-ที่ไหน Why-อย่างไร Who-ใคร) และ 1H (How-อย่างไร)

 หน้าที่ของผู้จัดการโรงงานที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือหลังจากปล่อยงานแล้ว ก็ควรเข้าไปติดตามหรือทบทวนงานด้วย โดยการเดินดูการทำงานของพนักงานทุกแผนกแล้วคอยสังเกต ตั้งคำถาม 5W และ 1H เพื่อมาหากรรมวิธีการทำงานใหม่ๆ ให้สามารถเพิ่มเนื้องานหรือเพิ่มผลผลิตของงานให้มากขึ้น หรือในตำราการจัดการมักจะพูดถึง Plan-วางแผน Do-ปฏิบัติ Check-ตรวจสอบ และ Action คือลงมือทำ

 “เราควรทดลองวิธีการทำงานใหม่ๆ ให้ได้ผลจนแน่ใจแล้ว ค่อยส่งมอบงานนี้ผ่านลงไปที่หัวหน้างานเพื่อสั่งการให้พนักงานในระดับปฏิบัติการทำต่อไป ทั้งนี้จะช่วยลดแรงต่อต้านที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน และที่สำคัญกว่านั้นในระยะแรกๆ ของการนำวิธีการปฏิบัติงานใหม่ๆ เข้าไปสวม ผู้จัดการโรงงานควรเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เมื่อผลงานเข้าถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ควรจะมีการกำกับให้เป้าหมายนั้นทำได้อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการรักษาเสียรภาพของระบบงานใหม่ที่ปรับปรุงลงไป คือต้องปล่อยให้งานเข้าเป้าหมายต่อเนื่องระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะปล่อยให้เป็นกระบวนการทำงานปกติต่อไป”คุณสมชาย กล่าวสรุป