นายวัลลภ รุ่งกิจวรเสถียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปี 2549 ผลประกอบการน่าจะดีขึ้น เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรอง แต่หากประเมินทั้งปีมีโอกาสขาดทุนสุทธิ เนื่องจากไตรมาสที่ 2 ปีนี้ บริษัทขาดทุนสุทธิมากว่า 1.8 พันล้านบาท โดยคาดว่าทั้งปีจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 พันล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้นทั้งราคาปูนซีเมนต์ เหล็ก และสายไฟ
ขณะเดียวกันโครงการรับเหมาก่อสร้างแอร์พอร์ต ลิงค์ ที่ล่าช้าจะยิ่งส่งผลกระทบให้บริษัท ขาดทุนเพิ่มขึ้น ส่วนรายได้รวมนั้นบริษัท ยังวางเป้ารายได้ปีนี้ไว้ที่ 1.4-1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 13,208.96 ล้านบาท
"ปีนี้เราไม่หวังโตมาก หวังโตไม่ต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย อยากได้เพียงรักษาความแข็งแกร่งให้กลับมาเหมือนเดิม ขอเวลารักษาแผลให้หายและปีหน้าทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้นกว่านี้แน่" นายวัลลภ กล่าว
สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2549 บริษัทขาดทุนสุทธิ 1.85 พันล้านบาท ลดลง 1,617% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 122.35 ล้านบาท
นายวัลลภ ยังได้กล่าวถึงโครงการแอร์พอร์ต ลิงค์ ว่า มีมูลค่าโครงการ 1.2 หมื่นล้านบาท แต่ในปัจจุบันต้นทุนของโครงการได้เพิ่มเป็น 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทขาดทุนจากโครงการนี้ไปแล้วกว่า 1 พันล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายพนักงาน โดยเฉพาะวิศวกรได้ปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีการตั้งสำรองในโครงการแอร์พอร์ต ลิงค์ไปแล้ว 900 ล้านบาท ในงวดไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นผลให้ประกอบการติดลบ โดยการตั้งสำรองดังกล่าวได้ครอบคลุมความล่าช้าของโครงการออกไปอีก 1 ปี ซึ่งจะเป็นการสำรองในส่วนของค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว ไม่ได้รวมถึงค่าปรับ
เขากล่าวว่า แม้จะมีการตั้งสำรองไปแล้ว แต่หากต้นทุนรวมขยับขึ้นมากกว่า 10% บริษัท อาจต้องมีการทบทวนตั้งสำรองเพิ่มเพื่อรองรับการดำเนินงานจากโครงการดังกล่าว
นายวัลลภ กล่าวว่า โครงการแอร์พอร์ต ลิงค์ อาจเสร็จไม่ทันตามกำหนดเดิมในเดือนพฤศจิกายน 2550 เนื่องจากติดปัญหางานก่อสร้างล่าช้าและมีพื้นที่บางส่วนที่ยังส่งมอบไม่ครบ โดยเฉพาะเส้นทางมักกะสัน-พญาไท ที่ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีการส่งมอบพื้นที่ให้เพียง 85% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้ติดปัญหาในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ประเมินว่างานก่อสร้างดังกล่าวอาจต้องเลื่อนจากกำหนดเดิม 1 ปี โดยน่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2551
"เราต้องการทำโครงการนี้ให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากหากยิ่งล่าช้า ค่าใช้จ่ายของวิศวกร รวมถึงทีมงานอื่นๆ ยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งหากงานดีเลย์ ออกไป 1 ปีต้นทุนก็ขยับเพิ่ม 200-240 ล้านบาท โดยขณะนี้ เราไม่ห่วงเรื่องค่าปรับ แม้ว่าจะส่งมอบงานไม่ทันกำหนดแต่ห่วงในเรื่องค่าใช้จ่ายของวิศวกรมากกว่า"นายวัลลภ กล่าว
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ยังได้กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีงานรับเหมาก่อสร้างในมือ (backlog) มูลค่ารวม 32,216 ล้านบาท โดยมีงานที่ชนะประมูลรับเหมา และรอเซ็นสัญญาอีกมูลค่า 2.5 พันล้านบาท ประกอบด้วยงาน South Interchange of Sbia, ETA มูลค่า 1,983 ล้านบาท, งาน ATC-2, Build Complex, SKEC&GS มูลค่า 502 ล้านบาท และงาน TOP CDU-3 Revamp, Civil, ABB Process มูลค่า 133 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้งานที่อยู่ในมือเพิ่มขึ้นเป็น 3.4-3.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้บริษัท ตั้งเป้าปีนี้มีงานใหม่เข้ามามูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ที่บริษัท มีงานเข้ามามูลค่ารวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ทำให้มั่นใจว่า ทั้งปีจะมีงานใหม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากยังมีงานที่รอประมูลในครึ่งปีหลังอีกพอสมควร โดยบริษัทจะเน้นงานภาคเอกชนเป็นหลัก หลังจากภาครัฐมีการชะลอการเปิดประมูลในโครงการใหม่ๆ
สำหรับการประมูลในโครงการใหม่ๆ นั้นบริษัทจะใช้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างใหม่ในการคำนวณราคาเพื่อการประมูล ซึ่งจะเสนอราคาประมูลในราคาที่แบกรับต้นทุนได้ และมีกำไร แต่จะไม่ยอมหั่นราคาจนเข้าเนื้อ















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.