คำถามที่ตามมาเกิดขึ้นทันที เพราะไม่มีความมั่นใจและหลักประกันว่า สนามบินสุวรรณภูมิ จะมีความพร้อมแค่ไหนต่อการรับมือสถานการณ์อุทกภัยใหญ่หลวงในครั้งนี้ ซึ่งความสำคัญของสนามบินสุวรรณภูมิ ถือเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายสำหรับรองรับการดำเนินธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวของประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะถ้าหากไม่สามารถเปิดบริการได้แล้ว แน่นอนว่าความเสียหายนั้นใหญ่หลวงนัก เพราะเท่ากับปิดประเทศไทยไปเลยทีเดียว
แม้ว่าจะมีแผนสำรองในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นจริง ๆ ในการเตรียมแผนโยกย้ายเครื่องบินหลายสนามบินไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นสนามบินอู่ตะเภา สนามบินนานาชาติต่างๆ
ในเมืองท่องเที่ยวหลัก หากสนามบินสุวรรณภูมิเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเพียงแผนแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เพราะแค่ศักยภาพในการรองรับก็มีขีดจำกัด ยังไม่นับรวมกับความไม่สะดวกในการเดินทางที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้น ณ วันนี้ แม้สนามบินดอนเมืองจะจมปลักอยู่กับวิกฤติน้ำไปแล้ว และต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะเข้าไปดำเนินการฟื้นฟูได้หลังน้ำลด แต่สนามบินสุวรรณภูมิตราบใดที่น้ำยังไม่ท่วม ก็ยังมีโอกาสที่จะป้องกันและรับมือต่อสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งในขณะนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างก็เตรียมแผนตั้งรับกันอย่างเต็มที่ เพราะลำพังแค่ทัวริสต์เห็นเครื่องบิน 2 ลำของการบินไทยจอดจมน้ำอยู่ในสนามบินดอนเมือง ต่างก็เฮโลทยอยยกเลิกการเดินทางมาเที่ยวไทยกันอื้อซ่า ทำให้ทุกฝ่ายต้องยันสนามบินสุวรรณภูมิชนิดเต็มพิกัด
เสริมเขื่อนสูงเป็น3.5 เมตร
โดยระบบป้องกันน้ำท่วมของสนามบินสุวรรณภูมิ ณ ขณะนี้ จะมีแนวเขื่อนดินล้อมรอบพื้นที่สนามบิน ระยะทางยาว 23.5 กิโลเมตร ตัวเขื่อนมีฐานกว้าง 37 เมตร และสูง 3.5 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งสนามบินได้มีการเสริมความสูงของเขื่อนดินจาก 3 เมตรเป็น 3.5 เมตรเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างจากศูนย์สร้างทางกาญจนบุรี ขอนแก่น ลำปาง เพชรบูรณ์ และสำนักงานทางหลวงกรุงเทพฯ จำนวนกว่า 200 คนมาดำเนินการก่อสร้าง เพื่อป้องกันน้ำจากภายนอกไม่ให้เข้าท่วมสนามบิน
อีกทั้งภายในเขื่อนจะมีคลองระบายน้ำล้อมรอบ เพื่อระบายน้ำลงอ่างเก็บน้ำ ทั้งหมด 6 แห่ง สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ ทางด้านทิศใต้ของสนามบินสุวรรณภูมิ จะมีสถานีสูบน้ำ 2 สถานี แต่ละสถานีมีเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่อง สามารถระบายน้ำได้ 12 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่ศักยภาพในการระบายน้ำทางด้านทิศใต้ของกรมชลประทาน มีเครื่องสูบน้ำ 99 เครื่อง สามารถระบายน้ำได้ 30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อระบายน้ำจากคลองสำโรงและคลองชายทะเล ที่จะมีการประสานงานกับกรมชลประทาน เพื่อให้การระบายน้ำสัมพันธ์กับการสูบน้ำออกของกรมชลประทาน เพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนที่อยู่พื้นที่ทางด้านทิศใต้ของสนามบิน
ตั้งทีมเฝ้าระวังน้ำ 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกันทางสนามบินสุวรรณภูมิ ยังได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการประสานงานกับกรมชลประทาน และกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเฝ้าติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการหาข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆที่รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน สนามบินสุวรรณภูมิได้ทราบเป็นประจำทุกวัน
รวมทั้งทางสนามบินสุวรรณภูมิ ยังได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าตรวจโดยรอบ ทั้งด้านในและด้านนอกของเขื่อน เพื่อรักษาสภาพเขื่อนให้มีศักยภาพแข็งแกร่งเตรียมพร้อมป้องกันมวลน้ำที่จะไหลมาจากด้านทิศเหนือด้วย ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิได้ประสานการเตรียมความพร้อมทุกๆด้านร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สายการบิน ผู้ประกอบการ หน่วยงานราชการ ไว้แล้วเช่นกัน
ส่วนการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิในขณะนี้ ยังเป็นไปตามปกติ โดยมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยวันละ 130,000 คน และมีเที่ยวบินให้บริการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเฉลี่ยวันละ 800 เที่ยวบิน รวมไปถึงจากการที่มีสายการบินโอเรียนท์ไทยและสายการบินนกแอร์ได้มีการย้ายเที่ยวบินมาให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ทำให้มีจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 33 เที่ยวบิน และมีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20,000 คน ซึ่งทางสนามบินสุวรรณภูมิได้อำนวยความสะดวกให้ทั้ง 2 สายการบินแล้ว
แต่เนื่องจากในขณะนี้ ได้มีประชาชนนำรถมาจอดในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีถนนหลายสายในกรุงเทพฯปิดการจราจรจากปัญหาน้ำท่วม ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการพลาดเที่ยวบิน จึงขอให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางมา สนามบินสุวรรณภูมิล่วงหน้า และขอแนะนำให้ใช้บริการรถสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ รถแท็กซี่ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในขณะนี้
ตั้งรับหากสุวรรณภูมิเอาไม่อยู่
อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่การตั้งรับอุทกภัยของสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น ในขณะนี้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องด้านการบิน ต่างก็เตรียมแผนรับมือในกรณีฉุกเฉินหากสนามบินสุวรรณภูมิมีเหตุวิกฤติจนไม่สามารถรับมือมวลน้ำก้อนใหญ่ได้ โดยทั้งบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยฯหรือบวท.และกรมการบินพลเรือนหรือ บพ.รวมถึงทอท.และสายการบินต่างๆ ต่างก็เตรียมความพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในครั้งนี้ไว้แล้วเช่นกัน
อันจะเป็นการบริหารการทำงานเป็นสเต็ปใน 5 ประเด็นหลัก โดยเริ่มจากการประสานท่าอากาศยานสำรองสำหรับนำเครื่องบินไปจอด ซึ่งในโอกาสแรกได้มีการประสานความร่วมมือไปยังสนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้เป็นสนามบินสำรองในการเคลื่อนย้ายเครื่องบินที่จอดอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิไปจอด ซึ่งสนามบินอู่ตะเภาสามารถรองรับได้ประมาณ 40 เครื่อง นอกจากนี้ยังมีสนามบินนานาชาติ 4 แห่ง ทั้งที่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และเชียงรายไว้รองรับ
เปิดสนามบินภูมิภาค 24ชม.
ขณะเดียวกันบพ. ยังได้ประกาศเปิดสนามบินภูมิภาคของ บพ. 24 ชม. อีก 11 แห่ง ประกอบด้วย สนามบินพิษณุโลก อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร นครราชสีมา นครพนม นราธิวาส สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และกระบี่ เพื่อรองรับเครื่องบินที่จะเคลื่อนย้าย ลงจอด (Divert) กรณีน้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ
โดยสายการบินแต่ละแห่งแจ้งประมาณการจำนวนเครื่องบินที่จอด ณ สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิในแต่ละวัน ดังนี้ โดยจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีสายการบินไทยจอดอยู่ประมาณ 15-20 ลำ สายการบินไทยแอร์เอเชีย จอดอยู่ประมาณ 18 ลำ ส่วนเดิมที่จอดอยู่ที่สนามบินดอนเมือง อย่างสายการบินนกแอร์ จอดอยู่ประมาณ 11 ลำ สายการบินโอเรียนท์ไทย จอดอยู่ประมาณ 7 ลำ ก็ย้ายไปจอดยังสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินสำรองอื่นๆแล้ว
ขั้นตอนต่อมาของการเฝ้าระวัง จะเป็นขั้นตอนการแจ้งเตือนของการท่าอากาศยาน ซึ่งทอท.จะมีการแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติงานในท่าอากาศยานทุกหน่วยงาน 3 ครั้ง โดยทางสนามบินสุวรรณภูมิจะมีสัญญาณเตือน 3 ครั้ง คือ เตือนครั้งที่ 1 (ทราบ) เมื่อระดับน้ำท่วมสูง 1.5 เมตร จากพนังกั้นน้ำโดยรอบสนามบิน เตือนครั้งที่ 2 (ขนย้ายสิ่งของ) เมื่อระดับน้ำท่วมสูง 2 เมตร จากพนังกั้นน้ำโดยรอบสนามบิน และ เตือนครั้งที่ 3 (อพยพ) เมื่อระดับน้ำท่วมสูง 2.5 เมตร จากพนังกั้นน้ำโดยรอบสนามบิน และ ทอท. จะประกาศ NOTAM (ประกาศนักบิน) แจ้งปิดสนามบิน
ดังนั้นหากมีประกาศดังกล่าว แนวปฏิบัติของสายการบินในการเคลื่อนย้ายเครื่องบินออกจากสนามบิน โดยหลังจาก ทอท. ประกาศครั้งที่ 3 เพื่ออพยพเคลื่อนย้าย สายการบินจะต้องทำ Flight Plan ในการขอทำการขึ้นบินเพื่อเคลื่อนย้ายไปจอดยังสนามบินอู่ตะเภา หรือสนามบินอื่น ๆ ของ บพ. ที่ออกประกาศเปิดให้บริการ 24 ชม. โดย บวท. จะเป็นผู้บริหารจัดการการจราจรทางอากาศหรือ Traffic ให้กับสายการบินตาม Flight Plan
จ่อบินลงสนามบินเพื่อนบ้าน
ในส่วนของเครื่องบินขนาดใหญ่ นั้น บวท. จะส่งเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศจำนวน 4 คนไปสนับสนุนการปฏิบัติงานในทันทีที่ทาง ทอท. ประกาศแจ้งเตือนครั้งที่ 1 (ระดับน้ำสูง 1.5 เมตร จากพนังกั้นน้ำโดยรอบสนามบิน) และจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด หากกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปให้การสนับสนุนเพิ่มเติมต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศ(ATC) ไปปฏิบัติงาน ณ สนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากมีการย้ายเครื่องบินส่วนใหญ่ไปจอดที่สนามบินอู่ตะเภาบ้างแล้ว
ขณะเดียวกัน บพ.ก็จะประกาศขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านโดยจะออกประกาศ AFTN(เครือข่ายสื่อสารด้านการให้บริการการเดินอากาศ)ไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบประเทศไทย เพื่อขออนุญาตให้เครื่องบินของสายการบินต่างชาติที่กำลัง On Air และปลายทางมายังประเทศไทย (สนามบินสุวรรณภูมิ) ต้องการจะไปลงสนามบินของประเทศเพื่อนบ้าน ในกรณีที่ ทอท. แจ้งเตือนครั้งที่ 3 และประกาศ NOTAM ปิดสนามบิน
นอกจากนี้ในส่วนของเครื่องบินต่างๆที่บวท.ต้องให้บริการการควบคุมการจราจรทางอากาศสำหรับอากาศยานที่บินผ่านภายในเขตครอบคลุมรัศมีเรดาร์ 250 นอตนิคัลไมล์ ทางบวท.ได้มีการเชื่อมสัญญาณการควบคุมการจราจรทางอากาศไว้แล้ว หากการให้บริการสำนักงานใหญ่ที่ทุ่งมหาเมฆ ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ก็จะไปให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิแทน และหากสนามบินสุวรรณภูมิไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ก็จะเชื่อมต่อระบบไปยังสนามบินอู่ตะเภาแทน
ทั้งหมดเป็นแผนรับมืออุทกภัยในภาคส่วนของสุวรรณภูมิ สนามบินแห่งชาติที่ทุกคนฝากความหวังว่าจะสามารถตั้งรับต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในขณะนี้
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.