|
หนึ่งในธุรกิจขนส่งด่วนและโลจิสติกส์ระดับโลก ที่มีแผนในการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง คงหนีไม่พ้นดีเอชแอล ซึ่งล่าสุดยังลงทุนกว่า22ล้านดอลลาร์สหรัฐในการเปิดให้บริการศูนย์กระจายสินค้ากรุงเทพฯแห่งใหม่ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ที่จะเป็นฮับแห่งใหม่ของดีเอชแอล เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศในภูมิภาคนี้ และสอดรับกับเป้าหมายของดีเอชแอลที่จะก้าวเป็นผู้นำทางการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์ผู้บริหารทั้ง 3 คนได้แก่ มร.สก๊อตต์ ไพรซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ,มร.ชาร์ลี ดอบบี้ รองประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ ดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และนายเฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ++การเปิดศูนย์กระจายสินค้าในสุวรรณภูมิ เอื้อประโยชน์ต่อการเป็นฮับของดีเอชแอลได้อย่างไร มร.สก็อตต์ : ดีเอชแอล มุ่งเน้นที่จะขยายเครือข่ายโครงสร้างและความสามารถการให้บริการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งผู้นำตลาดและเพื่อสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตทางการค้าในเอเชียและนานาชาติ การตั้ง"ศูนย์กระจายสินค้าดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส กรุงเทพฯ ในสนามบินสุวรรณภูมิ" ได้รับการออกแบบและพัฒนาเป็นอย่างดี สามารถช่วยตอกย้ำความมั่นใจของดีเอชแอลในการสนองตอบความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น และช่วยในปรับปรุงพัฒนากระแสการค้าในระดับนานาชาติ ไปพร้อมกับศูนย์กระจายสินค้าที่ฮ่องกง สิงคโปร์ กรุงโซล นครซิดนีย์ และโตเกียว รวมไปถึงเกตเวย์ของประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก ให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นช่องทางการขนส่งสินค้าทั่วเอเชียแปซิฟิก และอาณาเขตอื่นๆ ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์กระจายสินค้าฯนี้จะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมสู่ภูมิภาคอินโดจีนและประเทศไทย ในช่วงระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา จากปัจจุบันประเทศในแถบอินโดจีน มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี อย่างไรก็ตาม การเจริญเติบโตที่ดีและต่อเนื่องต้องขึ้นอยู่กับสาธารณูปโภคทางด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและเครือข่ายการขนส่งที่เพียงพอ การเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ในสนามบินสุวรรณภูมิ จึงถือเป็นกลยุทธ์การวางตำแหน่งผู้นำเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการขนส่งสินค้าของลูกค้าตลาดนานาชาติที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้น ด้วยบริการที่เพิ่มความรวดเร็ว ไว้วางใจได้ และสามารถรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการเอื้อต่อการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการขนส่งหรือฮับได้ ++จุดเด่นของศูนย์กระจายสินค้าคืออะไร มร.สก็อตต์ : ศูนย์กระจายสินค้าดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส มีพื้นที่รวมประมาณ 12,000 ตร.ม. หรือเทียบเท่าสนามเทนนิส 40 สนาม มีพื้นที่คลังสินค้ามากกว่า 10,000 ตร.ม. ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่ดอนเมืองถึง 5 เท่า ตั้งอยู่ติดกับบริเวณลานจอดรถคลังสินค้าและรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และทำให้การขนถ่ายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีพนักงานจำนวน 210 คน ศูนย์กระจายสินค้าฯแห่งนี้ มีความสามารถรองรับสินค้าได้สูงสุดถึง 23,000 ชิ้นต่อชั่วโมง หรือประมาณมากกว่า 6 ล้านชิปเม้นท์ต่อปี ซึ่งเป็นการทำงานที่รวดเร็วขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์กรกรขนส่งสินค้าทางอากาศ หรือทาฟ่า เรามีระบบสายพานที่มีความยาวมากกว่า 1 กม.จุดขนถ่ายสินค้า 6 จุด ตู้คอนเทนเนอร์สำหรับบรรทุกสินค้า 38 ตู้ ++จะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้อย่างไร มร.สก็อตต์ : ศูนย์กระจายสินค้าฯ มีศูนย์ควบคุมและปฏิบัติการ (Quality Control Center-QCC) ที่ดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ศูนย์ควบคุมนี้เป็นเครือข่ายของศูนย์ควบคุมคุณภาพระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบชิปเม้นท์ทั้งการขนส่งทางอากาศและภาคพื้นดินตลอดเวลา เพื่อการปรับปรุงพัฒนาการบริการของดีเอชแอลอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบบริหารจัดการชิปเม้นท์ระดับโลกแบบใหม่ที่เรียกว่า "ระบบตรวจสอบคุณภาพชิปเม้นท์ (Quality Shipment Monitoring System-QSMS)" ซึ่งได้นำมาใช้ในไทยเมื่อต้นเดือนพ.ย.49 ทั้งนี้ระบบตรวจสอบคุณภาพชิปเม้นท์ดังกล่าว ถือเป็นการปรับปรุงเทคโนโลยีการบริการลูกค้าแบบก้าวกระโดด ที่มีความสามารถและคุณลักษณะที่โดดเด่นในการแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในศูนย์ฯ ของแต่ละประเทศเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการจัดส่งได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ การตรวจสอบในแต่ละชิปเม้นท์ตลอดเวลานี้ จะช่วยทำให้ดีเอชแอลทราบถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น และหาแนวทางแก้ไขให้ลูกค้าได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของดีเอชแอลต่อความปลอดภัยในสินค้าของลูกค้า ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่นี้ ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน Technology Asset Protection Association (TAPA) ระดับคลาส เอ ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่รับรองโดยหน่วยงานตรวจสอบอิสระเฉพาะด้าน พร้อมการติดตั้งระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ทั้งระบบเอ็กซเรย์ระบบตรวจจับโลหะ และกล้องวงจรปิดจำนวน 87 ตัว ++อะไรเป็นข้อได้เปรียบของการตั้งศูนย์กระจายสินค้าดีเอชแอลที่กรุงเทพฯ มร.สก็อตต์ : การเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่นี้ถือเป็นการตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่เป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานในไทยและอินโดจีน ถือเป็นประตูสู่อินโดจีน ซึ่งการค้าระหว่างไทยกับอินโดจีน มีมูลค่ากว่า 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเยี่ยมและการเชื่อมโยงภายในเอเชีย และระหว่างภูมิภาค ตลอดจนการมีเครื่องจักรที่ทันสมัยในการคัดแยกสินค้า ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกสินค้า ปรับปรุงคุณภาพการคัดแยกสินค้า โดยศูนย์กระจายสินค้าฯ กรุงเทพฯ จะสามารถรองรับปริมาณสินค้าภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ถึง 65% แบ่งเป็นยุโรป/ตะวันออกกลางและเอเชีย อยู่ที่ 20% และสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ปริมาณสินค้า 15% ทั้งนี้ ศูนย์กระจายสินค้าดีแอชเอล กรุงเทพฯ จะทวีความสำคัญในการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจของดีเอชแอล เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีเที่ยวบินพาณิชย์ประมาณ 400 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายการบินของดีเอชแอลในเอเชีย มีการส่งชิปเม้นท์มากกว่า 3.3 ล้านซิปเม้นท์/48 ล้านกิโลกรัมในปี 2548 มร.ชาร์ลี : ศูนย์กระจายสินค้าดีเอชแอล กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ที่เหมาะกับการให้บริการลูกค้าในภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งสามารถช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับดีเอชแอล ในฐานะผู้นำตลาดในประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่าเรามุ่งมั่นเติบโตในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน ยกระดับคุณภาพของการให้บริการลูกค้า ศูนย์การกระจายสินค้าแห่งใหม่นี้ สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างมากให้กับลูกค้า ด้วยเครือข่ายเชื่อมโยงประเทศไทย และอินโดจีนกับทวีปเอเชียและทั่วโลก และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าสามารถตอบรับกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบครัน ดีเอชแอลจะยังคงขยายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริการทางอากาศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อไป แต่ทั้งนี้ก็ยังมีปัญหาที่สามารถส่งผลกระทบกับการดำเนินการของดีเอชแอลในประเทศไทยและต้องการให้ทางรัฐบาลเข้ามาดูแลเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย เช่น ปัญหาการเชื่อมโยงระบบออนไลน์ ปัญหาเรื่องศุลกากร ที่ยังติดขัดทำให้การดำเนินการล่าช้าและเกิดข้อผิดพลาดได้ ++เครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าทั่วโลกของดีเอชแอลปัจจุบันเป็นอย่างไร มร.ชาร์ลี : ปัจจุบันดีเอชแอลมีศูนย์กระจายสินค้าทั่วโลก 36 แห่ง มีการปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. เพื่อการรับสินค้าเที่ยวดึกที่สุด และดำเนินการส่งสินค้าให้เร็วที่สุดในวันถัดไป สินค้าที่มาจากภูมิภาค และระหว่างทวีปจะถูกคัดแยก จัดกลุ่มใหม่ และส่งออกไปยังจุดหมายปลาย ศูนย์กระจายสินค้าฯ เป็นจุดศูนย์รวมของเครือข่ายทางด้านโลจิสติกส์ที่ขยายวงกว้างออกไป โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์คัดแยกสินค้านานาชาติระหว่างจุดต่างๆ หลายจุดภายในเครือข่ายของดีเอชแอล ก่อให้เกิดการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การรวบรวมปริมาณสินค้าเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากการขนส่งทางเครื่องบินได้สูงสุดและประหยัดต้นทุนต่อหน่วยในการส่งสินค้าระยะไกล ++แนวโน้มอุตสาหกรรมขนส่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค มร.สก็อตต์ : หากพูดถึงตลาดขนส่งในเอเชีย คาดการณ์ที่จะเติบโตจาก 700 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในขณะนี้ เป็น 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2563 ภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นผู้นำอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางอากาศของโลกด้วยอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อปี ตามตัวเลขของตลาดขนส่งทางอากาศภายในเอเชียที่ขยายตัวขึ้นร้อยละ 10.8 และปริมาณการขนส่งด่วนคาดว่าจะเติบโตเป็นสองเท่าของอัตราการขนส่งสินค้าทางอากาศโดยรวมทั่วโลก กลยุทธ์ทั้งระยะกลาง และระยะยาวของดีเอชแอลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องเชื่อมโยงกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโดยรวม โดยมีตลาดที่สำคัญ คือ จีน อินเดีย และไทย โดยในจีนดีเอชแอลมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 40% เติบโต 35-45% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งในภูมิภาคนี้ดีเอชแอลก็ได้เข้าไปลงทุนอื่นๆ (ตามตาราง) เพื่อช่วยในการส่งเสริมธุรกิจด้วย ++++แนวโน้มของการส่งออกของไทยเอื้อต่อการขยายธุรกิจของดีเอชแอลในไทยอย่างไร นายเฮอร์เบิต : ที่ผ่านมา ดีเอชแอล ประเทศไทย ได้จัดดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการส่งออกของประเทศไทย ในฐานะผู้นำธุรกิจขนส่งขึ้นระหว่างวันที่ 1 ส.ค.-15 ก.ย. 2549 กับกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจ ระดับผู้บริหาร ผู้จัดการของผู้นำเข้าและส่งออกขนาดใหญ่และขนาดย่อม รวม 230 ราย รวมถึงผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ 6 ราย ดีเอชแอลได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับทิศทางการส่งออกของไทยเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทในฐานะ กลไกขับเคลื่อนทางการค้า ด้วยการให้ข้อมูลในเชิงลึก ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจระบุไว้เป็นสำคัญว่า ราคาน้ำมันได้ส่งผลกระทบทางลบอย่างมากต่อทุกๆ ส่วนธุรกิจ ตามด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยมากกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ลงความเห็นว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบทางลบอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ ในขณะที่ค่าเงินบาทต่อสกุลเงินตราต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะคงที่ เมื่อเทียบกับปี 2548 เป็นผลมาจากการที่ภาครัฐยินยอมที่จะเข้าไปแทรกแซงตลาดสกุลเงินต่างประเทศ อีกทั้งจากการสำรวจพบอีกว่า 60% เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะดีขึ้นในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ การลงทุนของภาครัฐและการส่งออกได้รับการคาดการณ์ว่า จะเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันการเติบโต สำหรับปัจจัยถ่วงต่างๆ เช่น กำลังการซื้อของผู้บริโภคที่ลดต่ำลง และราคาสินค้าที่สูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน และการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นในตลาดโลก ทำให้ผู้ส่งออกควรจะให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยการรักษาระดับคุณภาพสินค้า ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น ปรับปรุงบริการส่งสินค้า และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ส่วนผลการสำรวจอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่คาดว่า ธุรกิจยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ จะมีการส่งออกดีที่สุด และเห็นว่าในปี 2552 กำลังการซื้อของผู้บริโภคจะมีมากขึ้น และระดับของการนำเข้าโดยรวมจะเพิ่มมากขึ้น สำหรับคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในหมวดอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ส่วนคู่แข่งสำคัญในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ จีน และสิงคโปร์ ในหมวดเสื้อผ้าสำเร็จรูป/สิ่งทอคู่แข่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน เวียตนาม และ สิงคโปร์ โดยคาดการณ์ว่าจะมีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นจากประเทศเหล่านี้ ดังนั้น ดีเอชแอลประเทศไทย จึงต้องพยามรักษาระดับคุณภาพการบริการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้ส่งเสริมยังธุรกิจในเครือข่ายที่ดีให้สามารถแข่งขันกับคู่ค้าและก้าวเป็นผู้นำทางด้านการขนส่งสินค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักทางธุรกิจของดีเอชแอล |
















Leave a comment :