นายอลัน มิว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีเอ็นที เอ็กซเพรส เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด (ทีเอ็นที) ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด่วนครบวงจร เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการลงทุนของทีเอ็นทีในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า บริษัทมีแผน 5 ปี (2551-2555) ภายใต้งบประมาณสนับสนุน 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 4,995 ล้านบาท ในการพัฒนาศักยภาพระบบโครงสร้างพื้นฐานและขยายงานบริการในภาคพื้นอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยประเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย เพื่อสร้างความเป็นผู้นำด้านขนส่งพัสดุด่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน
โดยในปีนี้ทีเอ็นทีได้เปิดตัวบริการใหม่ขนส่งด่วน "Freight Services" สำหรับการขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่ หรือน้ำหนักมากภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะเปิดให้บริการพร้อมกันใน 4 ประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ส่วนประเทศที่เหลือคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ นอกจากนี้ยังจะมีการเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่สิงคโปร์ เวียดนาม ไทย และคลังสินค้าที่ปีนัง ประเทศมาเลเซียด้วย
สำหรับในส่วนของประเทศไทย นอกจากการเปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าทางบกแห่งใหม่ บนขนาดพื้นที่ 3,000 ตารางเมตรในเขตอำเภอลำลูกกา ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 13 ล้านบาท เพื่อใช้รองรับการขนส่งและกระจายสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศแล้วนั้น ทีเอ็นทียังมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การขยายเพิ่มศูนย์กระจายสินค้าในส่วนภูมิภาค การพัฒนาเครือข่ายการขนส่งและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงการลงทุนใหม่ๆในเรื่องของยานพาหนะ
"การพัฒนาของทีเอ็นทีครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนกว่า 100 ล้านยูโร สำหรับระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างความเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับประเทศไทยนอกจากการเปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าทางบกนี้แล้ว ยังจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าในส่วนต่างจังหวัด การพัฒนาบุคลากร และการขยายเส้นทางเชื่อมโยงขนส่งทางบก"
นายอลัน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันทีเอ็นทีมีศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทยรวม 26 แห่งทั่วประเทศ สามารถรองรับสินค้าจำนวนกว่า 40 ตัน หรือ 4,500 ชิ้น เพื่อการขนส่งในแต่ละวัน ซึ่งการเปิดศูนย์กระจายสินค้าทางบกแห่งใหม่นี้ จะช่วยให้ทีเอ็นที สามารถรองรับการขนส่งพัสดุได้มากขึ้นถึง 3 เท่าตัวของพัสดุที่มีการขนส่ง และช่วยลดเวลาในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าลงได้ถึง 2 ชั่วโมง
นอกจากนี้ศูนย์กระจายสินค้าทางบกแห่งใหม่นี้ ยังจะถูกใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักของเส้นทางการขนส่งสินค้าทางบกสายเอเชีย(Asia Road Network) ที่มีการเชื่อมต่อการขนส่งจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และจีน ถือเป็นบริการที่รวดเร็วกว่าการขนส่งทางทะเลถึง 3 เท่าตัว และประหยัดต้นทุนได้มากกว่าการขนส่งทางอากาศ ซึ่งทีเอ็นทีถือเป็นผู้ประกอบการรายแรกที่เปิดให้บริการขนส่งสินค้าทางบกภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเปิดให้บริการขนส่งพัสดุไปยัง เวียดนาม จีน มาเลเซีย และสิงคโปร์
ส่วนการเปิดตัวบริการขนส่งด่วนใหม่ล่าสุด "Freight Services" สำหรับขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมากนั้น จะมีบริการให้เลือก 3 รูปแบบ คือ 1. Express Freight บริการรับสินค้าจากมือผู้ส่งถึงมือผู้รับปลายทางภายในวันทำการถัดไป หรือในวันทำการที่เร็วที่สุด สำหรับขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนัก 30-500 กิโลกรัม 2. Economy Freight บริการรับสินค้าจากมือผู้ส่งถึงมือผู้รับแบบประหยัด สำหรับการจัดส่งแบบรับประกันเวลาการจัดส่งภายใน 2-5 วันทำน้ำหนักสินค้ามากสุด 1,500 กิโลกรัม และ 3. Freight Plus บริการจัดส่งสินค้าตามความต้องการของลูกค้าที่สามารถปรับเปลี่ยนโซลูชันในการจัดส่งโดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับน้ำหนักของสินค้า
ทั้งนี้จากผลการศึกษาความต้องการของตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการขนส่งพัสดุที่มีขนาดใหญ่ หรือน้ำหนักมากเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยความต้องการประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มลูกค้าที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมสินค้าไฮเทค อุปกรณ์และเครื่องจักร รวมถึงกลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งมีการจัดส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงเพิ่มมากขึ้นระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศจีน และทวีปยุโรป
นายอลัน กล่าวต่อว่า จากบริการใหม่ล่าสุด รวมถึงการพัฒนาศักยภาพทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท มั่นใจว่าทีเอ็นทีประเทศไทย จะมีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2550 ที่มีการเติบโตที่ 18-20% โดยแยกเป็นรายได้จากการขนส่งระหว่างประเทศ 70% และอีก 30% เป็นรายได้ที่มาจากการขนส่งภายในประเทศ ส่วนการเติบโตโดยรวมของทีเอ็นทีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะอยู่ที่ 25-30%
อย่างไรก็ตามในส่วนของการขนส่งทางอากาศ ที่คาดว่าจะมีผลกระทบบ้างจากราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ทีเอ็นทีได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์ เปลี่ยนเส้นทางการบินของเครื่องบินขนส่งให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งแต่ละครั้ง โดยใช้เครื่องบินขนส่งโบอิ้งรุ่น 747-400ER ให้บริการขนส่ง 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ยังเร่งพัฒนาเส้นทางขนส่งทางบก เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้บริการในการประหยัดต้นทุนด้วย
อนึ่งสำหรับบริษัท ทีเอ็นทีฯถือเป็นบริษัทผู้ให้บริการจัดส่งไปรษณีย์และพัสดุด่วนรายใหญ่ที่เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีเครือข่ายด้านการขนส่งมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานกว่า 161,500 คน ปฏิบัติงานอยู่ทั่วโลก มีพาหนะใช้ในการขนส่งพัสดุจำนวน 26,760 คัน เครื่องบินขนส่ง 47 ลำ และมีศูนย์กระจายสินค้าและคัดแยกสินค้าเพื่อนำส่ง 2,331แห่ง ล่าสุดทีเอ็นทีได้เข้าควบรวมกิจการกับบริษัท Hoau ในประเทศจีน ส่งผลให้ทีเอ็นทีมีเครือข่ายการขนส่งทางบกที่เป็นของตัวเองในประเทศจีน พร้อมด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบด้วยพาหนะในการขนส่งจำนวน 2,000 คัน ศูนย์กระจายสินค้าภายในประเทศจำนวน 56 แห่ง และศูนย์การคัดแยกสินค้าจำนวน 1,250 แห่ง สามารถเข้าถึงพื้นที่ในการให้บริการกว่า 400 เมืองใหญ่ในประเทศจีน โดยในปี 2550 ทีเอ็นทีมีรายงานยอดรายรับที่ 1.1 พันล้านยูโร
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.