ยักษ์ขนส่งทางน้ำ"เอสซี กรุ๊ป" เทงบ 2,000-3,000 ล้านบาท สร้างท่าเรือเพิ่มอีก 1 แห่ง พร้อมเสริมทัพเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์นวัตกรรมใหม่อีก 12 ลำ ขยายศักยภาพขนส่งทางน้ำเข้ามาถึงอยุธยา ทดแทนการขนส่งทางบก ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ตั้งเป้าสิ้นปี 2552 ขึ้นแท่นผู้นำโลจิสติกส์ทางน้ำในประเทศอย่างภาคภูมิ
นายณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอสซี กรุ๊ปฯ (SC Group) ผู้ให้บริการขนส่งทางน้ำและการขนส่งวัตถุอันตราย เช่น ก๊าซหุงต้ม ให้แก่ ปตท. เอสโซ่ เชลล์ และเอ็กซอนโมบิล เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลการดำเนินงานภาพรวมของเอสซี กรุ๊ป ในปี 2551 จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ซึ่งมีรายได้รวม 2,500 ล้านบาท ส่วนปี 2552 คาดว่าเติบโตราว 20-30% ทำให้รายได้น่าจะอยู่ที่ 3,700 บาท แบ่งเป็นรายได้จากทางบกและทางน้ำ 50:50
ทั้งนี้ เป้าหมายของบริษัทต้องการที่จะลดการขนส่งทางรถมาเน้นการขนส่งทางน้ำให้มากยิ่งขึ้น และตอบสนองนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศลดลง ดังนั้น แผนการลงทุนปี 2552 จึงเน้นการลงทุนในเรื่องท่าเรือและเรือด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 2,000-3,000 ล้านบาท โดยในส่วนของท่าเรือมีแผนจะสร้างท่าเรือเพิ่มอีก 1 พอร์ตทางภาคใต้ ใช้งบประมาณราว 400-500 บาท จากที่มีท่าเรืออยู่แล้ว 2 แห่ง คือ ท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือสุราษฎร์ธานี แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าท่าเรือแห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่ในจังหวัดใด เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนทางธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2552 นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับปรุงท่าเรือที่มีอยู่แล้ว เช่น ท่าเรือสุราษฎร์ธานีที่มีพื้นที่หน้าท่าอยู่ 200 เมตร ก็กำลังจะขยายเพิ่มอีก 100 เมตร และมีการพิจารณาเรื่องคลังสินค้าเพิ่มเติมด้วย
นายณัฐภพ กล่าวอีกว่า ด้านการลงทุนเกี่ยวกับเรือ ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท เพิ่มเรือลากจูง (Tug Boat) ที่ใช้งานอยู่ในท่าเรือมาบตาพุดเพิ่มอีก 5 ลำ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 40 ลำ พร้อมทั้งเพิ่มเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์อีก 12 ลำ จากที่มีอยู่แล้ว 10 ลำ โดยเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ชุดใหม่นี้จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง 100% และมีการออกแบบพิเศษให้สามารถลดระดับของเรือเพื่อลอดใต้สะพานได้ โดยใช้การปั๊มน้ำเข้าไปถ่วงเรือให้จมลงถึงระดับที่ต้องการ
และเมื่อต้องการขนส่งสินค้าก็ปั๊มน้ำออกเพื่อรองรับน้ำหนักสินค้า
จากนวัตกรรมใหม่นี้ทำให้ศักยภาพการขนส่งทางน้ำของเอสซี กรุ๊ป จากที่เคยให้บริการได้ถึงแค่ท่าเรือคลองเตย สามารถล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ ซึ่งเป็นจุดที่มีโครงการของซีพี ซึ่งมีท่าเรือใหญ่สำหรับขนส่งสินค้าเกษตรและตู้คอนเทนเนอร์อยู่แล้ว
"ตอนนี้เราเป็นไพโอเนียร์ ด้านระบบการขนถ่ายทางเรืออยู่แล้ว แต่ยังไม่เรียกว่าเป็นอันดับ 1 เพราะยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมด ถ้าแผนปี 2552 เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้ก็จะประกาศได้อย่างภาคภูมิว่าเป็นอันดับ 1 อย่างแท้จริง"
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.