Switch to: uk
23 May 2012 11:59AM

สภาอุตฯเร่งรื้อร้างกม.คลังสินค้า หวั่นเพิ่มต้นทุนธุรกิจ-เล็งถก"พาณิชย์"หาทางออก

20 Mar 09 ,  ประชาชาติธุรกิจ
  • 0
สภาอุตฯตั้งแท่นรื้อร่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น เหตุส่งผลกระทบเพิ่มภาระวุ่นวายให้กับผู้ประกอบการธุรกิจทุกประเภทที่มีคลังสินค้าใช้ภายในของตัวเองทั่วประเทศ เตรียมนัดหารือ "ยรรยง พวงราช" อธิบดีกรมการค้าภายในสัปดาห์นี้ พร้อมเผยกฎหมายใหม่ อาจคุมเข้มกิจการโลจิสติกส์ทำกิจกรรมรับฝากสินค้า

สืบเนื่องเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ทางกระทรวงพาณิชย์ได้พยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็นเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ได้ถูกตีกลับอีกครั้งหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของการดำเนินกิจการคลังสินค้า แต่กลับมีกำลังภายในจากภาคเอกชนผ่านทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผลักดันให้นำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับมาทบทวนอีกครั้งนั้น

นายบดินทร์ อัศวาณิชย์ รองประธานอาวุโส สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ทาง ส.อ.ท.ได้ขอให้ชะลอการนำร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็นเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจริง เนื่องจากรายละเอียดที่ระบุในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่ควรจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบกิจการคลังสินค้า แต่กลับเป็น การควบคุม เพิ่มภาระ และก่อให้เกิดความไม่คล่องตัวในการปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการค้าทั่วประเทศที่มีคลังสินค้าภายในกิจการของตัวเอง

ดังนั้นในช่วงสัปดาห์หน้าทางคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของ กกร.จะเรียนเชิญนายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน และผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็นมาร่วมประชุมเพื่อหารือรายละเอียดของประเด็นข้อกฎหมายหลายประการในร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็นที่ภาครัฐและภาคเอกชนยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกัน

โดยเฉพาะใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การบังคับให้ผู้ประกอบการที่มีคลังสินค้าทุกรายโดยเฉพาะที่ทำกิจการภายในของตัวเองต้องทำรายงานแจ้งรายละเอียดประเภทของสินค้าและปริมาณสินค้าที่มีการผ่านเข้า-ออกทุกวัน ซึ่งถือเป็นการสร้างภาระให้กับ ผู้ประกอบการ และ 2) การให้ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ต้องทำรายงานแจ้ง รายละเอียดสินค้าและปริมาณผ่าน-ออก ทุกวันเช่นกัน

"หลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่า เพื่อจะส่งเสริมและสนับสนุนกิจการคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น แต่ในรายละเอียดของเนื้อหาข้างในไม่ใช่ แต่เป็นการควบคุมการดำเนินกิจการและใช้เป็นเครื่องมือเพื่อตรวจสอบและควบคุมสินค้าในตลาด โดยการดูข้อมูลที่คลังสินค้า ไซโล ห้องเย็นทั่วประเทศทำรายงานเสนอมาตามอำนาจของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากทางราชการต้องการข้อมูลสินค้าก็มีกฎหมายควบคุมราคาสินค้าอยู่แล้ว

หากทางราชการแอบอ้างใช้อำนาจของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลของตัวสินค้าจะยุ่งไปหมด เพราะใครก็ตามที่มีคลังสินค้าจะอยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ทั้งหมด รวมถึงเจ้าของกิจการ โรงงานผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ต่างๆ ที่มีคลังสินค้าภายในโรงงานของตัวเอง มีลานเก็บสินค้าหน้า โรงงานถือว่าเป็นคลังสินค้า ต้องถูกควบคุม ต้องทำรายงานแจ้ง ซึ่งถือเป็นการสร้างภาระและปัญหาให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอย่างมาก

นอกจากนี้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังสร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ โลจิสติกส์ ก่อให้เกิดความไม่คล่องตัวในการส่งสินค้า เพราะร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวระบุให้ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ต้องทำบัญชีแจ้งรายการสินค้าที่ผ่านเข้า-ออกทุกวัน ขณะที่หลายธุรกิจมีสินค้าผ่านเข้า-ออกวันละหลาย 10,000 ชิ้น ยกตัวอย่าง ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ที่ทำธุรกิจของตัวเองในฐานะศูนย์กระจายสินค้า เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ ซึ่งมีสินค้ามากมายหลากหลายชิ้น หลายประเภท หลายรายการ การให้ทำข้อมูลรายงานเพิ่มเติมทำให้เสียเวลาและเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการด้วย

ก่อนหน้านี้ทางสมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็นได้มีแนวคิดที่จะขอให้ทางกระทรวงพาณิชย์ทบทวนร่าง พ.ร.บ. โดยเฉพาะการระบุให้ธุรกิจคลังสินค้า ไซโล ห้องเย็นทำหน้าที่เสมือนสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจต้องมีการ กันสำรองความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการควบคุมเรื่องการลงทุนต่างๆ ด้วย

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ข้อโต้แย้งต่างๆ ได้เกิดขึ้นในการประชุมที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังจะเห็นได้จากเอกสารแนบที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้บันทึกข้อโต้แย้งต่างๆ ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมาใช้ประกอบการ เตรียมนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่ที่ประชุม ครม.

เท่าที่ทราบมี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐยกเว้นกิจการโลจิสติกส์ไม่ให้อยู่ในบังคับของกฎหมายฉบับนี้ อยากจะให้เขียนยกเว้นให้ชัดเจน ขณะที่ทางกระทรวงพาณิชย์เห็นว่าผู้ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์บางส่วนทำธุรกิจรับฝากสินค้าด้วย ไม่ใช่รับจ้างบริหารและกระจายสินค้าเพียงอย่างเดียว

2.ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ที่มีคลังสินค้าของตัวเอง หากมีบริษัทแม่ในเครือมาถือหุ้นมีกำหนดต้องไม่เกิน 25% ของทุนจดทะเบียน ถึงจะไม่เข้าข่ายคลังสินค้าสาธารณะที่ต้องถูกควบคุมเข้มงวด ซึ่งถ้าคิดเป็นจำนวนบริษัทอาจจะให้บริษัทในเครือมาถือหุ้นได้ไม่เกิน 4 บริษัท แต่สิ่งที่ภาคเอกชนโต้แย้งคือต้องการให้บริษัทในเครือสามารถถือหุ้นได้ไม่มีกำหนด

ประเด็นนี้ทางกระทรวงพาณิชย์เกรงว่าภาคเอกชนจะอาศัยข้อกฎหมายตรงนี้เลี่ยงการถูกควบคุม โดยเฉพาะผู้ที่ดำเนินธุรกิจคลังสินค้าสาธารณะอาจจะมีการจัดตั้งบริษัทกลางขึ้นมาแห่งหนึ่ง แล้วนำบริษัทต่างๆ เข้าไปสวมสิทธิโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยล่าสุดทางภาคเอกชนได้ขอให้บริษัทลูกในเครือมาถือหุ้นบริษัทคลังสินค้านี้ได้ประมาณ 10 บริษัท แทนที่จะเพียง 4 บริษัท

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.