วันที่ 4 กรกฎาคม ของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนาของกรมศุลกากร ซึ่งในปีนี้ กรมศุลกากรได้ครบรอบ 136 ปี จึงถือโอกาสจัดงานจัด“ศุลกากรแฟร์” (Customs Fair 2010) เพื่อเป็นการคืนประโยชน์ให้แก่สังคม และเพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนผู้สนใจได้ทราบถึง กระบรวนการทำงานที่ผ่านมาของกรมศุลกากรว่า มีความเป็นมาอย่างไร ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และมีแผนการพัฒนาต่อไปอย่างไรในอนาคต ซึ่งงานศุลกากรแฟร์นี้ จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 8 - 11 กรกฎาคม 2553 ที่ ฮอลล์ 2 อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด Customs Innovation หรือ “กรมศุลกากรไทย มาตราฐานโลก” ชี้ให้เห็นว่า กรมศุลการกรยังคงมุ่งมั่นปฎิบัติตามกฎระเบียบเพื่อให้ตอบรับความต้องการของผู้ประกอบการและประชาชน โดยมุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีสนเทศที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบ e-Customs, x-ray, RFID และ CCTV เป็นต้น มาใช้ในการปฎิบัติงานเพื่อการให้บริการที่เป็นมาตราฐานสากลระดับโลก
นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า “ภายในงาน จะมีการแนะนำประวัติความเป็นมาและการทำงานของกรมศุลกากรตั้งแต่อดีต มาจนถึงปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่ได้นำมาใช้ และกำลังจะนำมาใช้ มีตัวไหนที่ประชาชนควรเข้ามาใช้ให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวสิทธิทางภาษีอากร ข้อตกลงด้านการค้าเสรีต่างๆ ที่ประชาชนควรจะรู้ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างต็มที่ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่ทางกรมศุลกากรต้องการคืนให้แก่สังคม และหวังให้เกิดความเข้าใจในกรมศุลกากรมากขึ้นว่า กรมศุลกากรมีความจริงใจและพร้อมให้บริการแก่ประชาชน”
ในงานส่วนนิทรรศการ ประชาชนจะได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องงานบริการ ภารกิจ และนวัตกรรมใหม่ของกรมศุลกากร ทั้งยังมีในส่วนของคลีนิคศุลกากรที่จะช่วยให้ความรู้และตอบคำถามข้อสงสัยต่างๆ แก่ผู้ประกอบการและประชาชน ไฮไลท์ของในส่วนนี้จะเป็นงานสัมมนาในวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 โดยในภาคเช้าจะเป็นการสัมมนาเรื่อง“การใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้เขตการค้าเสรี (FTA)” ซึ่งจะแตกต่างจากทุกครั้งเพราะจะเป็นการให้ความรู้ของแต่ละการค้าเสรี โดยมีการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างในเรื่องของถิ่นต้นกำเนิดสินค้า และในเรื่องของพิธีการศุลกากรของแต่ละเขตการค้าเสรี ตรงนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนมีความเข้าใจและสามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนในภาคบ่ายจะเป็นเรื่อง “ศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์มาตราฐานโลก” ซึ่งจะเป็นเวทีที่ให้ความรู้และถามตอบเกี่ยวกับระบบวิธีการที่เกี่ยวข้องศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม workshop ทดสอบระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (paperless) มีการเปิดให้ลงทะเบียน e-Tracking กับทางกรมศุลฯ เพื่อให้ผู้ส่งออก-นำเข้าสามารถตรวจสอบดูสถานะของใบขนส่งสินค้า เพื่อที่สามารถติดตามสินด้าได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
นอกจากจะได้ความรู้ความเข้าใจกับศุลกากรมากขึ้นแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบกว่า 150 ราย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหาร เครื่องใช้อุปโภค บริโภค บริการด้านการท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องและโลจิสติกส์ ไปรษณีย์ มีสินค้าท้องถิ่นทั้งโอท็อปและที่มาจากจังหวัดชายแดน โดยสามารถสนุกกับการจับจ่ายซื้อสินค้าได้ตั้งแต่ 10.00น. ถึง 20.00น. พร้อมร่วมสนุกลุ้นรางวัลพิเศษ และชมการแสดงดนตรีร่วมสมัยจากวง Customs Band ตั้งแต่ 14.00-15.00 สามารถร่วมสนทนาอย่างใกล้ชิดกับพิธีกรชื่อดังอย่าง แอนดรูว์ บิกส์ ที่จะมาแนะนำทริกเดินทางผ่านศุลกากร การใช้ภาษาอังกฤษในการเดินทาง การเตรียมตัวแพกกระเป๋าเดินทางที่ไม่มีของต้องห้าม ต้องกำจัด รวมทั้งการสนทนาพิเศษกับดีเจเอไทม์ ทราเวลเลอร์ ในหัวข้อ “แพกกระเป๋า..เที่ยวกับทัวร์..ไม่กลัวศุลกากร” ด้วย
สำหรับคนรัก ชอบตกแต่งและสะสมรถไม่ควรพลาดกับไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดของงานศุลกากรแฟร์นี้ นั่นก็คือ การนำรถสุดหรูอย่างเบนซ์ จากัวร์ และบีเอ็มดับเบิลยู มาออกประมูลในราคาที่ต่ำกว่าตลาด เพียงวันละ 22 คันเท่านั้น ในวันที่ 10-11 กรกฎาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 16.00น. เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีการนำรถจักรยานยนต์ฮาร์เลย์เดวิดสันและบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นเก่าชนิดหายาก แต่ยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก ซึ่งรถจักรยานยนต์ฮาร์เลย์เดวิดสันจะนำออกมาประมูลวันละ 12 คันและบีเอ็มดับเบิลยูวันละ 2 คัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรูปได้ก่อนที่เว็บไซต์ของกรมศุลกากร
http://www.custom.go.th โดยรถทั้งหมดจะถูกไปในจอดไว้ในงานที่เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป รู้อย่างนี้แล้ว ยิ่งไม่ควรพลาดงานดีๆ อย่างนี้ เพราะมางานเดียวได้ครบทั้งความรู้ ได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้าน และยังมีโอกาสได้ช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบอีกด้วย
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.