
ทางกลุ่ม Healthcare Logistics Cluster มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำการวิจัยด้านระบบโลจิสติกส์ เพื่อการยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพและอนามัยของประเทศไทย พบว่า รหัสยาหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์นี้ สร้างภาระงานต่อโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและประสิทธิภาพการให้บริการของโรงพยาบาลในหลายด้าน พร้อมทั้งการไม่มีมาตรฐานของข้อมูล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่แม่นยำ ดังนั้นการเริ่มต้นนำ Standard Code ของ GS1 หรือที่เรียกว่า Global Trade Item Number (GTIN) มาใช้จะสามารถแก้ปัญหาในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลจะสามารถบริหารจัดการสต๊อค ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งการมีฐานข้อมูลยา (Data Pool) ซึ่งบรรจุข้อมูลมาตรฐานทางเภสัชกรรม จะช่วยให้แพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์สามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลยาของโรงพยาบาลได้ โดยใช้ GTIN เป็นตัวอ้างอิง ทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการสั่งจ่ายยา และถ้ามีการเชื่อมต่อระบบเข้ากับเครื่องจ่ายยาอัตโนมัติ โรงพยาบาลยังสามารถสั่งจ่ายยาให้กับผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
“ดังนั้นในการดำเนินโครงการ Thailand Healthcare Cluster ในภาพรวมทั้ง 11 หน่วยงานมีความเชื่อมั่นว่าจะเกิดการพัฒนาทั้งระบบในวงการแพทย์ และยังส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในภาพรวมของระบบ Healthcare Supply Chain ในกลุ่มโรงพยาบาล วงการแพทย์ของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้สามารถบ่งชี้และสื่อสารข้อมูลยาใน Healthcare Supply Chain และช่วยป้องกันโอกาสเสี่ยงของผู้ป่วย ลดความผิดพลาดในการรักษา ความผิดพลาดในการจ่ายยา ป้องกันการปลอมแปลงยา ระบบสามารถสืบย้อนกลับเรียกคืนสินค้าได้ และยังสามารถนำไปบริหารจัดการ Healthcare Supply Chain
ของระบบบริหารสินค้าคงคลังโดยผู้ขาย (VMI : Vendor Managed Inventory) ลดภาระค่าใช้จ่าย เกิดมูลค่าเพิ่มในหน่วยงานและยังช่วยประเทศในภาพรวมด้านความผิดพลาด ทั้งบุคลากร ผู้ป่วย ระบบการจัดการ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ การใช้ Standard Code ของ GS1 หรือที่เรียกว่า Global Trade Item Number (GTIN) เป็น Global Standard โดยในอนาคต (GTIN) จะเป็นเสมือนกุญแจไขไปสู่ข้อมูลยาใน Data Pool หรือ DRUGNET ที่จะเป็นการพัฒนาระบบภายใต้โครงการ Thailand Healthcare Cluster ในระยะยาวต่อไป ซึ่งปัจจุบัน Data Pool หรือ DRUGNET ทีมนักวิจัยโลจิสติกส์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เดินหน้านำร่องพัฒนาในบางส่วนแล้ว และในอนาคตเชื่อว่า Thailand Healthcare Cluster จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเดินหน้าขับเคลื่อนวงการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมในระดับสากลอย่างแน่นอน และยังพร้อมสู่การเป็น Medical Hub ของเอเชียต่อไป”
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.