จับลูกค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์-ยานยนต์
การลงทุนสร้าง TPARK เกิดจากการที่กลุ่มไทคอนต้องการรองรับความต้องการใช้พื้นที่เป็นคลังสินค้าเพิ่มมากขึ้น กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็ก ทรอนิกส์มีสัดส่วน 50% ลูกค้ากลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ประมาณ 20% ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น 50% รองลงมาเป็นสิงคโปร์ 12% ที่เหลือมาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งการดึงลูกค้ามาเช่าจะผ่านเอเยนซี่ที่ติดต่อหาให้เป็นหลัก ซึ่งตอนนี้เรามีลูกค้าเข้ามาเช่าพื้นที่ให้บริการแล้วประมาณ 10 ราย นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเตรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว
ในเขตปลอดอากร (Customs Free Zone) ของ TPARK ขั้นต้นจำนวน 80 ไร่ซึ่งมีรั้วล้อมรอบติดถนนบางนา-ตราด ก.ม.39 แห่งนี้ กรมศุลกากรได้มาเปิดสำนักงานเขตปลอดอากรอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ถือได้ว่า TPARK ได้เปิดตัวอย่างสมบูรณ์แบบทุกด้านแล้วเพื่อให้บริการลูกค้า ซึ่งล่าสุดคลังสินค้าที่สร้างเสร็จ 4 ยูนิตรวม 1 หมื่นตารางเมตร มีลูกค้ามาเช่าแล้ว 2 รายๆ ละ 2,450 ตารางเมตรคือ บริษัท ซากาว่า จำกัด ผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยกเว้นภาษีรายได้ 8 ปีและบริษัท Atotech จำกัด ผู้นำเข้าสินค้า
จุดเด่นของเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ครบวงจรหรือ TPARK แห่งนี้ แม้พื้นที่จะตั้งอยู่ในเขต 2 แต่บีโอไอยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มให้อีก 3 ปีเป็น 8 ปี อยู่ใกล้ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังและสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการเข้าเช่าพื้นที่ในเขตปลอดอากร จะได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้า จนกว่าจะนำสินค้าออกไปจำหน่ายในประเทศไทย หรือถ้านำเข้ามาเก็บที่คลังในเขตปลอดอากร เพื่อนำไปจำหน่ายยังประเทศที่สาม ก็ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด
ทุ่มลงทุนปีนี้อีก 3,000 ล้าน
ทางด้านการลงทุนของกลุ่มไทคอนใน ปีนี้จะลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท แยกเป็นการลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมสำเร็จรูปในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 11 แห่ง 2,000 ล้านบาท คิดเป็นพื้นที่ 1.3 แสนตารางเมตร และสร้างคลังสินค้าในเขตอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ TPARK จำนวน 3 แห่งที่ถนนบางนา-ตราด ก.ม.39, อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี มูลค่า 1,000 ล้านบาท คิดเป็นพื้นที่ 1 แสนตารางเมตร เมื่อรวมกับพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าเดิมที่เปิดให้เช่าจำนวน 6.8 แสนตารางเมตร จะมีพื้นที่ให้บริการทั้งสิ้น 9.1 แสนตารางเมตร
"สำหรับรายได้ในปีนี้จะมาจากค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้า 700 ล้านบาทเศษ ซึ่งในส่วนนี้ยังมีพื้นที่เหลือให้เช่าอีกพอสมควร ขายโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปทั่วประเทศให้กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ไทคอน หรือ TFUND ซึ่งบริหารโดยกลุ่ม ผู้บริหารไทคอนจำนวน 2,300 ล้านบาท เงินปันผลจากกองทุน TFUND ประมาณ 100 ล้านบาทเศษ และรายได้อื่นๆ เช่น การรับบริหารโรงงาน 150 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งหมดปีนี้จะมีรายได้ประมาณ 3,500-3,700 ล้านบาท รายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับ ปี 2550 ที่ผ่านมา" นายวีรพันธ์กล่าว
จะเห็นได้ว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทคอนยังมีอนาคตสดใสอีกหลายปี เพราะการก้าวเข้ามาดำเนินธุรกิจเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์แบบครบวงจรทั้ง 3 แห่งล้วนตั้งอยู่ในทำเลที่โดดเด่นใกล้สนามบินและท่าเรือ ใกล้นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งที่ลูกค้าต้องการเช่าคลังสินค้าไว้รองรับโรงงานผลิตของตนเอง การก้าวขึ้นสู่เบอร์ 1 จึงอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ในอีกด้านหนึ่งยังเป็นการผูกมิตร เพราะไม่ได้ทำนิคมอุตสาหกรรมด้านการผลิตแข่งกับพันธมิตรโดยตรง เพราะที่ผ่านมากลุ่มไทคอนจะเข้าไปซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อนำมาสร้างรองรับลูกค้าของตนเอง ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นรายได้หลักของกลุ่ม นอกจากนี้การมีกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นของตนเอง ถือเป็นช่องทางในการระดมทุนมาสร้างโรงงานและคลังสินค้าได้คล่องตัวและช่วยลดต้นทุนได้มาก
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.