Switch to: uk
23 May 2012 13:08PM

ทุนญี่ปุ่นลั่นชัดวางเข็มทิศมาไทย + ชูความเชื่อมั่นเต็มร้อย ด้าน "อาเซียน-เจแปน เซ็นเตอร์" พอใจนโยบาย

22 Jul 08 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0
"บีโอไอ" เผยนักลงทุนญี่ปุ่นไม่กังวลการเมืองไทย ถ้ายังไม่วุ่นถึงขั้นกระทบตลาดหรือปิดโรงงาน แต่ยอมรับปีนี้มูลค่าลงทุนอาจลดลง เหตุมีเพียงทุนก้อนเล็กขนาดเอสเอ็มอีไปลงทุน ด้าน "อาเซียน-เจแปน เซ็นเตอร์" พอใจนโยบายส่งเสริม ชี้ไทยมีจุดบอดแค่แรงงานอายุมากบวกค่าจ้างแพง

ผู้สื่อข่าว "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถึงสถานการณ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศไทย และแนวโน้มการลงทุนในปีแห่งการลงทุน 2551-2552 ภายหลังนางมุกดา พงษ์สมบัติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้เดินทางไปศึกษาดูงานองค์กรส่งเสริมอุตสาหกรรมเมืองโอตะ และอาเซียน-เจแปน เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11-15 กรกฎาคม 2551 ว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมีความเชื่อมั่นและให้ความสนใจที่จะขยายการลงทุนมายังประเทศไทย แม้จะมีปัจจัยลบด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่ยังไม่นิ่ง แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาหลายครั้งได้พิสูจน์ว่าคนไทยมีวิธีที่จะจัดการปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จึงไม่กังวลในเรื่องดังกล่าว

นายโนบุโตชิ อาคาโอะ เลขาธิการอาเซียน-เจแปน เซ็นเตอร์ (AJC) หน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สถานการณ์ด้านการเมืองของไทยที่ยังไม่นิ่งแม้จะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของญี่ปุ่นบ้าง แต่ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญหากไม่ได้ทำให้เกิดการปิดโรงงาน ภาพรวมแนวโน้มการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยก็ยังเป็นไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ต่อเนื่อง รวมถึงมีตลาดในประเทศและการส่งออกที่เข้มแข็ง ทั้งยังเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคหลายเรื่องโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับจีน อาทิ ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค ความโปร่งใส ความมั่นคงต่อเนื่องของนโยบาย และผลกำไรจากการลงทุน

"สำหรับนโยบายปีแห่งการลงทุนนั้น แม้จะไม่ทราบว่ามีความแตกต่างอย่างไรกับช่วงที่ไม่มีนโยบายดังกล่าว แต่ญี่ปุ่นก็มุ่งเน้นที่จะลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะมีสิทธิประโยชน์ที่น่าพอใจ ส่วนจุดที่อาจต้องปรับปรุงเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นยังคงเป็นเรื่องของค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น และอายุแรงงานที่มากขึ้น ต่างจากแรงงานใน สปป.ลาวและกัมพูชาที่อายุยังน้อย และค่าแรงไม่สูงนัก นอกจากนี้ด้านทักษะของแรงงานยังเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรมีแผนระยะยาวในการผลักดันด้านการศึกษา เพื่อที่จะผลิตวิศวกรให้เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม"

สอดคล้องกับนายโชคดี แก้วแสง รักษาราชการแทนอัครราชทูต (ฝ่ายส่งเสริมการลงทุน)
สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่เปิดเผยว่า จากการพบปะหารือกับนักลงทุนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ไม่มีใครแสดงความกังวลใจกับปัญหาการเมืองของประเทศไทยมากนัก แต่จะให้ความสำคัญกับปัจจัยเรื่องตลาดและกฎระเบียบในการลงทุนมากกว่า หากสถานการณ์ความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่กระทบต่อกำลังซื้อในตลาดหรือทำให้กำลังการผลิตต้องหยุดชะงักก็ยังไม่มีผลต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการลงทุนปี 2551 นั้น มูลค่าการลงทุนรวมอาจลดลงบ้างเพราะส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนระดับเอสเอ็มอีที่ใช้เงินลงทุนไม่มากนักขยายการลงทุนตามบริษัทใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในประเทศไทยไปแล้วก่อนหน้านี้

"กลุ่มทุนที่สนใจลงทุนในประเทศไทยกว่า 60% ยังเป็นอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และอะไหล่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเครื่องจักรและโลหะการ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มใหม่ที่เริ่มให้ความสนใจลงทุนในไทยมากขึ้นคือ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากที่ผ่านมาญี่ปุ่นเผชิญปัญหาเกี๊ยวซ่าที่นำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีสารปนเปื้อน จึงต้องมองหาผู้นำเข้ารายใหม่ และถ้าหากไทยจะเป็นผู้นำเข้าก็ควรต้องมีทุนญี่ปุ่นร่วมด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ทั้งนี้ เชื่อว่าการเข้าไปลงทุนของเอสเอ็มอีญี่ปุ่น จะไม่กระทบต่อเอสเอ็มอีไทย เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมักจะพิจารณาแล้วว่าเป็นส่วนที่คนไทยยังไม่สามารถทำได้"

สำหรับยอดการขอรับการส่งเสริมสุทธิของบีโอไอในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน 2551) นั้น ล่าสุดมีรายงานว่ามีมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 203,700 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 97,709 คน จาก 640 โครงการ ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2550 ซึ่งมีมูลค่าเงินลงทุนอยู่ที่ 235,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 101,622 คน จาก 639 โครงการ (ดูตาราง) โดยต่างชาติที่เข้ามาลงทุนรายใหญ่อันดับต้นๆ ยังคงเป็นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริม จากบีโอไอ รวม 166 โครงการ เท่ากับช่วงเดียวกันของปี 2550 รองลงมาคือกลุ่มประเทศยุโรป 94 โครงการ ไต้หวัน 26 โครงการ สหรัฐอเมริกา 23 โครงการ ฮ่องกง 16 โครงการ และสิงคโปร์ 42 โครงการ

ในส่วนของประเภทกิจการที่มีโครงการขอรับการส่งเสริมมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก 2551 อันดับแรกคือ กิจการด้านการบริการและสาธารณูปโภค มีจำนวนทั้งสิ้น 204 โครงการ รวมมูลค่า 83,300 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 154 โครงการ มูลค่า 55,400 ล้านบาท รองลงมาเป็นกิจการประเภทผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่งรวม 120 โครงการ เงินลงทุนรวม 18,900 ล้านบาท ลดลงกว่าครึ่งปีแรก 2550 ที่มี 122 โครงการ มูลค่า 30,900 ล้านบาท ส่วนประเภทกิจการที่ขอรับการส่งเสริมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 คือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น 90 โครงการ รวม 30,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนซึ่งมี 122 โครงการ รวมมูลค่าลงทุน 38,400 ล้านบาท

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.