นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าได้สอบถามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิก 39 กลุ่ม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และได้ตอบแบบสอบถามกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง 21 กลุ่ม เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2551 สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากการสำรวจ ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
โดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าระบบขนส่งมีปัญหาต่อการนำเข้า และส่งออก ความล่าช้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งมอบสินค้า ซึ่งหากส่งสินค้าไม่ทันเวลามีผลต่อการยกเลิกคำสั่งซื้อ รวมทั้งวัตถุดิบบางอย่าง
นอกจากนี้ ยังทำให้นักลงทุนต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น เกิดการชะลอตัวของนักลงทุนรายใหม่ และอาจจะส่งผลกระทบให้นักลงทุนในประเทศอยู่เดิม เกิดความไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพและความปลอดภัย อาจจะตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นได้ ทำให้ไทยสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน
ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศโดยรวมหดตัว อีกทั้งผู้บริโภคในประเทศชะลอการซื้อสินค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการภายในประเทศจำหน่ายสินค้าได้ลดลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนชะลอการลงทุนแล้ว โดยกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ขณะนี้นักลงทุนได้ชะลอการลงทุนแล้วโดยเฉพาะโครงการที่ 1 ที่ จ.เชียงใหม่และชลบุรี มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท โครงการปลูกพืชน้ำมันเนื้อที่ 60,000 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งโครงการเอทานอลซึ่งรอดูสถานการณ์อยู่ทั้งหมด
ส่วนการที่กลุ่มพันธมิตรปิดสนามบิน และประท้วงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งกระทบต่อการลงทุนโดยตรง ถ้าเป็นในระยะยาวจะส่งผลให้การก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ท เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมีการหยุดชะงัก ส่งผลต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว ภาคใต้ ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ และ สุราษฎร์ธานี
นอกจากนี้ การปิดท่าเรือกรุงเทพ และต้องไปใช้ที่แหลมฉบัง ส่งผลให้เกิดความแออัดของท่าเรือ ทำให้การนำสินค้าออกมาล่าช้า และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น (รัฐวิสาหกิจทั้งหลายเหล่านี้ ขอให้สภาเสนอรัฐบาลทำ Privatization หรือไม่ก็ให้เอกชนเข้ามาแข่งขันได้ จะได้ไม่ลืมไปว่ารัฐวิสาหกิจอยู่ได้เพราะค้าขาย แบบผูกขาดอยู่กับประชาชน)
ส่วนการปิดท่าเรือส่งผลต่อการส่งออก ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อาจใช้ระยะเวลาในการส่งนานขึ้น (ถ้าท่าเรือแหลมฉบังไม่สามารถรองรับได้) ทำให้บริการตกลง และด้อยศักยภาพในการแข่งขัน นอกจากนั้นการเจรจาในการลงทุนทำธุรกิจมีการหยุดชะงัก เพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้การลงทุนในประเทศเองหรือการร่วมทุนจากต่างประเทศ
ต่างชาติชะลอลงทุนผลิตสิ่งพิมพ์
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ ส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องการให้สถานการณ์กลับมาปกติโดยเร็ว เพราะความวุ่นวายทำให้สำนักพิมพ์จากต่างประเทศที่สนใจมาลงทุนผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อส่งออก เช่น สิงคโปร์ ระงับการเจรจาออกไปก่อน ทั้งที่เจรจาไปมากแล้ว หากนักธุรกิจต่างประเทศมาลงทุนในไทยจะทำให้การส่งออกสิ่งพิมพ์ของไทยสูงถึงปีละ 6-7 แสนล้านบาทได้
นายวัลลภ วิตะนากร เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ส.อ.ท. กล่าวว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มคาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 8% แต่เมื่อเกิดการประท้วงในประเทศอาจกระทบกับเป้าหมายดังกล่าว เพราะถ้ามีการปิดท่าเรือจะทำให้ผู้ส่งออกต้องเปลี่ยนจากการขนส่งทางเรือเป็นทางอากาศ ซึ่งจะทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 40%
โดยผู้ส่งออกจำเป็นต้องขนส่งทางอากาศ เพราะถ้าส่งมอบสินค้าช้าไป 3-5 วัน จะทำให้ผู้นำเข้าเปลี่ยนผู้ผลิตทันที และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในทันที โดยผลกระทบดังกล่าวทำให้สายการบินมีความจำเป็นต้องลดเที่ยวบินลง ซึ่งทำให้สายการบินเพิ่มค่าขนส่งขึ้นอีกหนึ่งเท่า รวมทั้งถ้าสายการบินปกติยกเลิกเที่ยวบินหมดอาจจะต้องเช่าเหมาลำเพื่อขนส่งเครื่องนุ่งห่มแทน
ปิดท่าเรือกระทบหนักส่งสินค้า
นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.เห็นว่าการประท้วงในอนาคตไม่ควรปิดท่าเรือและหยุดเดินรถไฟเพื่อเป็นเครื่องต่อรอง เพราะส่งผลกระทบกับผู้ส่งออกและการปิดท่าเรือกรุงเทพ 3 วัน ทำให้มีสินค้าตกค้างและส่งออกไม่ได้ 44 ตู้ และมีสินค้าที่ต้องย้ายไปส่งที่ท่าเรือแหลมฉบัง 2,000 ตู้ ทำให้ผู้ส่งออกต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 10 ล้านบาท
นอกจากนี้ รถไฟขนส่งสินค้าหยุดเดินรถ 9 ขบวน ทำให้สินค้าตกค้างที่สถานีรถไฟรวม 336 ตู้ แบ่งเป็น 1.รถไฟขาขึ้นจากภาคใต้มากรุงเทพฯที่หยุดเดินรถ 5 ขบวน ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. 2551 ทำให้สินค้าตกค้าง 203 ตู้ ตกค้างที่สถานีชุมพร 38 ตู้ สถานีหาดใหญ่ 83 ตู้ สถานีปาดังเบซาร์ 45 ตู้ สถานีบัตเตอร์เวิร์ธที่ปีนัง 37 ตู้ 2.รถไฟที่ออกจากกรุงเทพฯ หยุดเดินรถ 4 ขบวน ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2551 ทำให้สินค้าตกค้าง 133 ตู้ ตกค้างที่สถานีหาดใหญ่ 32 ตู้ ตกค้างที่สถานีลาดกระบัง 101 ตู้ โดยสินค้าที่ขึ้นมาจากภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นยางพารา มีมูลค่าตู้ละ 2 ล้านบาท
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.