Switch to: uk
23 May 2012 13:18PM

ปี"50 ต้นทุนโลจิสติกสไทย 18.9% ?

27 Jan 09 ,  ประชาชาติธุรกิจ
  • 0
ข้อมูลต้นทุนโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศตามมาตรฐานสากล ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เริ่มศึกษาเพื่อจัดทำข้อมูลดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2547 และเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ทางสภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขต้นทุน โลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศไทยปี 2550 อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก มีมูลค่ารวม 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 18.9 ของ GDP ประกอบด้วยต้นทุนค่าขนส่งสินค้า 736.2 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.7 ของ GDP ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง 721.8 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.5 ของ GDP และต้นทุนการบริหารจัดการ 145.8 พันล้านบาท หรือสัดส่วนร้อยละ 1.7 ของ GDP

โดยระบุว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยเกือบทั้งหมดแบ่งเป็น 1.ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง ประกอบด้วย 2 ส่วนย่อย ได้แก่ (1) ต้นทุนการถือครองสินค้าหรือค่าเสียโอกาสที่เงินทุนไปจมอยู่ในสินค้า (2) ต้นทุนการบริหารคลังสินค้า และ 2.ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกันทั้งในด้านมูลค่า และสัดส่วน แต่เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตในช่วง สิบปีที่ผ่านมาพบว่าต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ ค่อนข้างสูงร้อยละ 8.9 ต่อปี และสูงกว่าอัตราเพิ่มของต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่ขยายตัวร้อยละ 6.4 ต่อปี

สภาพัฒน์เห็นว่า การกำหนดกลยุทธ์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของประเทศไทย ควรมุ่งให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังก่อน เนื่องจากสามารถลดได้ง่ายและเร็วกว่าด้านอื่น โดยใช้เทคนิควิธีการบริหารจัดการกระบวนการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพทั้งในระดับสถานประกอบการ และระดับห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งยังใช้เงินลงทุนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

ทั้งนี้ หากจะให้ภาคเอกชนสามารถบริหารสินค้าคงคลังและคลังสินค้าให้ได้ดี ภาครัฐจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและมีความเชื่อถือ ได้สูงรองรับ

อย่างไรก็ตาม การประกาศตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ปี 2550 ของสภาพัฒน์นั้น บรรดานักวิชาการ และผู้ประกอบการในแวดวงโลจิสติกส์หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นที่น่าแปลกใจที่ตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ในปี 2550 ต่ำกว่าตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ในปี 2549 ทั้งที่ต้นทุน ด้านพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบในช่วง ปี 2550 เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะต้นทุนราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น

ปัญหาในการเก็บข้อมูลตัวเลขของหลายหน่วยราชการไทย หลายกรม กอง จากอดีตถึงปัจจุบัน จึงยังเป็นปัญหาคาใจที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนไทยไม่กล้าหยิบตัวเลขไปใช้ไปอ้างอิง บางองค์กรภาคเอกชนถึงกับต้องลงไปตรวจสอบเก็บตัวเลขเอง เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย

แม้กระทั่งการประเมินตัวเลขราคาอ้อยขั้นพื้นฐานของกระทรวงอุตสาหกรรมในอดีตที่ผ่านมา มีครั้งหนึ่งมีการตั้งราคาเป้าหมายไว้ในใจ และมีการเขย่าสูตรการคิดคำนวณด้วยการนำตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยย้อนหลัง โดยเลือกให้ย้อนหลังมากหรือย้อนหลังน้อยปีลงมา เพื่อให้ได้ตามตัวเลขเป้าหมายที่ตั้งไว้มาใช้อ้างอิง โดยสูตรที่คิดไม่มีอะไรตายตัว เป็นต้น

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานราชการไทยจะทำอะไรให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ไว้วางใจตามแบบอย่างสากลทั่วโลกปฏิบัติกัน

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.