นายวีรชัย รัตนบานชื่น รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายธุรกิจอาหารสัตว์ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนที่ 6 ประเทศสมาชิกคือไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไนต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันลงเป็น 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2553 และอีก 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามลดภาษีเหลือ 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2558 นั้น บริษัทเชื่อว่าจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากข้อตกลงดังกล่าว เพราะจะทำให้โครงการที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน และแผนขยายการลงทุนเพิ่มอีกมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น
ก่อนหน้านี้ซีพีเอฟได้ไปลงทุนแล้ว 3 ประเทศ คือ ตั้งโรงงานอาหารสัตว์บก และโรงงานแปรรูปไก่ และสุกร ในมาเลเซีย ลงทุนฟาร์มทดลองเลี้ยงกุ้ง ปลา ในฟิลิปปินส์ และลงทุนโรงงานอาหารสัตว์บก และฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร ในลาว ล่าสุดมีแผนที่จะขยายการลงทุนในมาเลเซียโดยตั้งโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ กำลังการผลิต 8,000 ตัน/ปี ประมาณ 400 ล้านบาทคาดโรงงานจะแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคมปีหน้า โดยสินค้าที่ผลิตได้จะจำหน่ายในมาเลเซีย และส่งออกไปสิงคโปร์ และบรูไน
ส่วนในฟิลิปปินส์ มีแผนจะขยายการลงทุนโรงงานอาหารสัตว์บก ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์สุกร และลูกสุกรขุน ซึ่งอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่ตั้งที่เหมาะสม ยังไม่สามารถระบุเม็ดเงินลงทุนที่ชัดเจนได้ ส่วนในลาวมีแผนจะลงทุนโรงงานอาหารสัตว์น้ำ โดยจะนำร่องตั้งโรงเพาะฟักและอนุบาลลูกปลา เพื่อจำหน่ายในลาว และจะส่งอาหารสัตว์น้ำไปทดลองตลาดก่อน
ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (บริษัทย่อยของ ปตท.จัดตั้งในสิงคโปร์)ได้เข้าไปดำเนินการปลูกปาล์มน้ำมันทางตอนกลางของเกาะกะลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย บนพื้นที่ประมาณ 40,500 เฮกตาร์ หรือราว 253,125 ไร่ ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้ว และเตรียมก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบบนพื้นที่ดังกล่าวด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2555-2556 ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในอินโดนีเซียและประเทศใกล้เคียง ซึ่งจะได้รับผลดีจากการลดภาษีนำเข้าของอาฟต้า
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อภิรชัยการประมง จำกัด กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้ร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นของอินโดนีเซีย 3 ราย โดยบริษัทถือหุ้น 40% และฝ่ายอินโดฯถือหุ้น 60% เพื่อตั้งโรงงานผลิตปลาซาร์ดีนกระป๋องกำลังการผลิต 100 ตันวัตถุดิบ/วัน ใช้เงินประมาณ 400 ล้านบาทปรับเปลี่ยนเครื่องจักรโรงงานเก่าของผู้ถือหุ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปีหน้า เพื่อจำหน่ายในอินโดนีเซียสัดส่วน 40% ของกำลังการผลิต และอีก 60% ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆ ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 570 ล้านคน รวมถึงส่งออกไปตะวันออกกลาง ทั้งนี้การลดภาษีของอาเซียนลงเป็น 0% จะทำให้บริษัทสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น
ส่วนนายณัฐ อ่อนศรี นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า ผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าอาหารของไทยทั้งอาหารสำเร็จรูป และอาหารแช่เยือกแข็งได้หาโอกาสออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีความได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบและมีต้นทุนต่ำที่สุดเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบจากข้อตกลงของอาฟต้า มีเป้าหมายทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศที่เข้าไปตั้งฐานการผลิต และส่งกลับมาในไทย รวมถึงส่งออกไปยังประเทศที่มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับไทยได้แก่ จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีจากข้อตกลงอาเซียนด้วย
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนไทยและประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนได้แสวงหาโอกาสลงทุนระหว่างกันมานานแล้ว และจากข้อตกลงของอาฟต้าดังกล่าวในปีหน้าคงมีการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น แต่จุดเริ่มต้นจะเป็นการทดลองส่งสินค้าไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านก่อน หากตลาดตอบรับดี ขยายตัวสูง และมีโอกาสก็จะเข้าไปลงทุนกระจายสินค้า หรือลงทุนการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งเพื่อนบ้านก็แสวงหาโอกาสลงทุนในไทยเช่นกัน และผลดีจะตกกับผู้บริโภคที่ได้ใช้สินค้าในราคาถูกลง แต่ผลเสียจะทำให้สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านส่งมาจำหน่ายในไทยมากขึ้น ซึ่งรายที่แข่งไม่ได้จะได้รับผลกระทบ
แหล่งข่าวจากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต.) ณ กรุงฮานอย ว่า ขณะนี้เวียดนามต้องเร่งเปิดเสรีด้านการลงทุนให้สอดคล้องกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก(WTO) และผลจากความตกลงอาฟต้า ส่งผลให้ต่างชาติทั้งไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามเพิ่มขึ้น โดยในปี 2551 ต่างชาติลงทุนถึง 1,171 โครงการ มูลค่ารวม 60.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในจำนวนนี้เป็นนักลงทุนไทยรวม 32 โครงการ มูลค่า 1,560 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจเกษตรปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การก่อสร้าง โรงแรม ภัตตาคาร อุปกรณ์ก่อสร้าง อะไหล่ยานยนต์ โรงงานกระดาษ โรงงานผลิตอาหาร
ขณะที่ สคต. ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียรายงานว่า ขณะนี้มีธุรกิจของคนไทยได้เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียจำนวนมาก รายใหญ่ๆ ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) เครือซิเมนต์ไทย(การค้า โรงงานผลิตกระเบื้องเซรามิก ยิบซั่มบอร์ด กระเบื้องหลังคา เป็นต้น) เหมืองบ้านปู ธนาคารกรุงเทพ และร้านอาหารไทย เป็นต้น
















Leave a comment :